Get Adobe Flash player

เมื่อประเทศไทยแผลงฤทธิ์ให้ฝรั่งเศสดูบ้าง 2

Font Size:

(ต่อจากฉบับที่แล้ว) เรื่องนี้เริ่มพูดกันในเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2483 ถึงเดือนกันยายน รัฐบาลฝรั่งเศสจึงส่งข่าวมาว่า ยินดีจะเซ็นสัญญาห้ามการรุกรานระหว่างฝรั่งเศสและไทย ส่วนแผ่นดินที่เคยยึดไปนั้นรัฐบาลฝรั่งเศสไม่มีความปรารถนาที่จะยกคืนให้แก่ ประเทศไทยแม้แต่ตารางนิ้วเดียว

            หลังจากนั้น ฝรั่งเศสก็เริ่มแผลงฤทธิ์ให้ไทยดูอีก โดยส่งเครื่องบินมาขู่ขวัญเหนือเขตแดนไทยถึง 19 ครั้ง วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2483 ตำรวจฝรั่งเศสจับพ่อค้าคนไทยชื่อนายจัน ยิงทิ้งเสียเฉย ๆ โดยไม่มีเหตุผล วันรุ่งขึ้นเครื่องบินของไทยซึ่งตรวจการตามลำแม่น้ำโขงเหนือแผ่นดินไทย ถูกฝรั่งเศส เอาปืนกลยิง แต่เคราะห์ดีไม่ตก

            ถึงพฤศจิกายน ก็มีเรื่องค่อนข้างตลกเกิดขึ้น ทหารฝรั่งเศส 4 คนกับทหารญวณอีก 6 คน ล่องเรือมาตามแม่น้ำโขง พบเรือชาวบ้านลำหนึ่ง มีคนไทยอยู่เป็นผู้ชาย 5 คน ผู้หญิงอีก 3 คน ถึงแม้เรือลำนั้นจะอยู่ในเขตไทย ทหารฝรั่งเศสก็ตรงเข้าจับทันที ค้นกระเป๋าชาวบ้านริบเงินไปได้รวมทั้งหมด 10 บาท กับ 28 สตางค์ หลังจากนั้นจึงเอาเรือไทยผูกล่ามกับเรือฝรั่งเศสลากไปอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ โขง ชาวบ้านไทยทั้งชายหญิงจึงช่วยกันใช้มีดตัดเชือกขาดและพายเรือกลับมาฝั่งไทย ฝรั่งเศสก็หันเรือกลับมาพ่วงและลากกับไปทางโน้นอีก หญิงชายชาวไทยร้องโวยวายจนตำรวจไทยเห็นเข้า จึงเกิดการยิงกันขึ้นระหว่างทหารฝรั่งเศสทหารญวนและตำรวจไทยเรายิงโต้ตอบ เป็นเวลาไม่นานนัก ใช้กระสุนทั้งหมดเพียง 42 ลูก แต่ก็มีผลช่วยให้ชาวบ้านไทยสามารถนำเรือกลับมาฝั่งเราได้ เรือฝรั่งเศสนั้นแล่นหนี แต่จมลงก่อนที่จะถึงสุวรรณเขต นายทหารฝรั่งเศสมียศเป็นร้อยเอกและทหารญวน 2 คนถึงแก่ความตาย ฝรั่งเศสและญวนบาดเจ็บอีกหลายคน แต่ฝ่ายไทยไม่มีใครเป็นอะไรสิ่งเดียวที่เสียไปคือ เงิน 10 บาท กับ 28 สตางค์

            ใน เดือนเดียวกันนั้น เหตุการณ์ชายแดนรุนแรงขึ้นทุกที เครื่องบินฝรั่งเศสบินมาขู่ขวัญเหนือฟากฟ้าไทยที่มุกดาหาร และนครพนมหนองคาย ฝรั่งเศสจับชาวประมงไทย 3 คน ซึ่งตกปลากันอยู่ในแม่น้ำโขง และคงจะฆ่าทิ้งเสียเพราะหายสาบสูญไม่กลับมาให้เห็นหน้าอีก

            ครั้งถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน ฝรั่งเศส 20 คน โจมตีทหารไทยที่ด่านจำปา จังหวัดอุบลฯ ต่างฝ่ายรบกันด้วยปืนยาวและปืนกล จนกระทั่งฝ่ายฝรั่งเศสต้องล่าถอย เจ็บตายเท่าใดไม่มีใครทราบ ถึงวันที่ 28 เครื่องบินฝรั่งเศสก็เริ่มต้นทิ้งบอมบ์และยิงปืนกลใส่ราษฎรที่นครพนม

            การ ที่ไม่ได้บินมาขู่ขวัญเปล่า ๆ แต่ทิ้งบอมบ์และยิงประชาชนด้วยนี้ ทำให้ทัพอากาศไทย นำเครื่องบินออกทิ้งบอมบ์ตอบแทนที่สุวรรณเขต จึงเกิดการรบพุ่งขึ้นหลายจุด โดยเฉพาะที่มุกดาหาร นครพนม และอรัญประเทศ ฝรั่งเศสขนทหารข้ามแม่น้ำโขงมาตีไทย ไทยก็ส่งเครื่องบินออกยิง และทิ้งบอมบ์ทหารฝรั่งเศส ฝรั่งเศสก็ส่งเครื่องบินมาที่ศรีสะเกษ สกลนคร รวมทั้งพระธาตุพนม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาเรา ไม่มีทหารไทยเฝ้าอยู่แม้แต่คนเดียว ฝรั่งเศสก็ยังส่งเครื่องบินมาทิ้งบอมบ์ถึง 64 ลูก แต่เคราะห์ดีไม่สามารถทำลายพระธาตุพนมได้

            ระหว่าง เหตุการณ์ร้ายแรงเหล่านี้เกิดขึ้น ฝ่ายเราจำเป็นต้องอารักขาและปลุกใจประชาชนไม่ให้กลัวฝรั่งเศส ผู้เขียนเองเคยได้ยินคุณหญิงประภาพรรณ วิจิตรวาทการเล่าว่า ท่านและสามีต้องขี่ม้าเดินทางไปตามเมืองต่าง ๆ ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำโขง เพื่อปลุกใจให้ชาวบ้านไม่หวั่นกลัวฝรั่งเศส ทหารไทยนั้นไม่มีมากพอที่จะอารักขาชาวบ้านได้ทุกหมู่บ้าน มีหลายแห่งที่ทหารฝรั่งเศสยิงปืนใหญ่มา ทางฝ่ายเราไม่มีปืนจะยิงโต้ตอบ ครั้งจะเงียบเฉยเสียก็ห่วงว่าฝรั่งเศสจะเข้าใจว่าหมู่บ้านนั้นอ่อนแอ เดี๋ยวจะยกทหารมาโจมตี จึงต้องหาทางแก้ไขโดยเอาประทัดจุดใส่ปี๊บให้เสียงดังกึกก้อง มีผลให้ทหารฝรั่งเศสซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำโขงคิดว่าเป็นปืนใหญ่ยิงมา จากเขตแดนไทย จึงหดหัวไม่กล้าข้ามลำน้ำมา

            ฝ่าย ฝรั่งเศสนั้น ความจริงมีทหารอยู่ไม่มาก แต่มีความเป็นห่วงว่าชาวบ้านทั้งญวนและเขมรจะไม่เลื่อมใส จึงแสดงละครหลอกลวงโดยวิธีนี้ พอใกล้ค่ำ ก็เป่าร้องให้ชาวบ้านมาดูทหารฝรั่งเศสและญวนลงเรือข้ามแม่น้ำโขงมาสู่เขตแดน ไทย

            ขณะ ที่ทหารกำลังจะข้ามลำน้ำอยู่นายทหารฝรั่งเศสก็บอกแก่ชาวบ้านว่า จะค่ำมืดแล้วให้ทุกคนกลับไปหลบซ่อนตัวในป่าลึกจะได้พ้นอันตรายจากไทย วันรุ่งขึ้นค่อยกลับมาที่หมู่บ้านตามเดิม

            เมื่อ ชาวบ้านไปแล้ว ทหารฝรั่งเศสทั้งหลายก็พายเรือกลับมาที่เก่า วันรุ่งขึ้นทำใบปลิวแจกจ่ายให้ชาวบ้าน บอกว่าเหล่าทหารฝรั่งเศสและญวนที่ข้ามฟากเมื่อคืนนี้ ได้รับชัยชนะจากการสู้รบ ขณะนี้กำลังเดินทัพไปตีกรุงเทพฯ

            พอ ตกค่ำอีกวันหนึ่ง ก็ชักชวนให้ชาวบ้านมาดูการยกพลข้ามฟากแบบเดิม โดยใช้ทัพเก่านั่นเอง ทำอย่างนี้ติดต่อกันหลายวันเพื่อให้ชาวบ้านเลื่อมใสว่า กองทัพของฝรั่งเศสและญวน ตีฝ่าเข้าไปในประเทศไทยได้เป็นจำนวนมาก

            ถึงวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2484 ทหารฝรั่งเศสและญวนเป็นจำนวนมาก ยกเข้าโจมตีทหารไทยที่อรัญประเทศ เราต่อสู้ด้วยความสามารถ ฝ่ายฝรั่งเศสพ่ายแพ้ต้องถอย ทหารไทยจึงรุกไล่โจมตีต่อสู้ไปอีกเป็นเวลาถึง 22 วัน คราวนี้เราได้ชัยชนะอย่างน่าภาคภูมิใจยึดเมืองจำปาศักดิ์ และบุกรุกเข้าไปถึงศรีโสภณ

            นอกจากนี้ยังมีการสู้รบในท้องทะเลเรือรบของไทย 2 ลำต่อสู้กับเรือรบฝรั่งเศสถึง 7 ลำ ที่เกาะช้าง คราวนี้นายทหารเรือไทยแสดงความกล้าหาญสามารถเป็นอย่างยิ่ง เรายิงเรือรบฝรั่งเศส 3 ลำจมลงก้นทะเล ส่วนเรือใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส คือ ลามต บิเคก์ ถูกยิงจนไหม้ทั้งลำ กองทัพถูกไทยยึดเขตแดนของฝรั่งเศสได้ จากอรัญประเทศไปถึงนครศรีโสภณใกล้เขตบุรีรัมย์ สุรินทร์ และจันทบุรี เรายึดอาณาเขตได้อีกตั้งแต่เสียมราฐ ไปถึงนครวัต ได้จากปากเซถึงนครจำปาศักดิ์ และหลวงพระบางรวมแล้วทหารหาญของเราสามารถตีอาณาเขตคืนมาได้มากกว่าที่เราได้ ขอให้ฝรั่งเศสคืนให้แก่เรา คราวนี้ฝรั่งเศสพ่ายแพ้วิ่งหนีหางจุกขาไปขอให้ญี่ปุ่นมาช่วยเจรจาหยุดรบ

            เรา ทราบดีว่าหลังจากนี้ เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ก็แปรผันไปอีก ประเทศฝรั่งเศสซึ่งพ่ายแพ้เยอรมันได้รับความช่วยเหลือจากประเทศอเมริกา กลับมาสู้รบจนเยอรมันเองเป็นฝ่ายแพ้ ส่วนญี่ปุ่นนั้นทำสงครามสู้รบกับประเทศอเมริกาเช่นเดียวกัน และต้องตกเป็นผู้แพ้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ อเมริกา และรัสเซีย กลายเป็นมหาอำนาจ รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม รวมทั้งรัฐมนตรีต่าง ๆ ถูกจับเข้าที่คุมขังในฐานะอาชญากรสงคราม คุณงามความดีที่ท่านเหล่านี้ได้พยายามทำไว้ให้แก่ประเทศชาติ จึงถูกลบเลือนหายไปชั่วคราว แผ่นดินที่เราไปตียึดคืนมาได้ เราจึงไม่สามารถเก็บไว้เป็นสมบัติ ต้องสูญเสียกลับคืนให้แก่ฝรั่งเศสไปอีกครั้งหนึ่ง