Get Adobe Flash player

พระยายมราชสังข์ ยอดทหารแขกของสมเด็จพระนารายณ์ โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

               แผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์นั้น เป็นยุคสมัยที่มีแขกเข้ามาอยู่ในกรุงสยามเป็นจำนวนมาก มีทั้งแขกขาวนับถือศาสนาอิสลามจากกรุงเปอร์เซีย และแขกดำนับถือศาสนาฮินดู จากประเทศอินเดีย

               ทั้งแขกขาวและดำนี้ มีร่างกายสูงใหญ่กำยำ มีความฉลาดเฉลียวและขยันหมั่นเพียร จึงประสบความเจริญก้าวหน้าในชีวิต เป็นเศรษฐีมั้งคั่ง แม่ทัพนักรบ หรือข้าราชการขุนนางชั้นสูงกันได้

               หนังสือแขกเปอร์เซียเล่มหนึ่งชื่อสำเภาของพระเจ้าสุลัยมาน เขาอวดไว้ว่า เมืองสำคัญต่าง ๆ ในกรุงสยามระหย่างมะริดถึงกรุงศรีอยุธยานั้น มีเจ้าครองเป็นแขกหมด

               แม้หนังสืออังกฤษในสมัยนั้นเขาก็บอกว่า เจ้าครองเมืองมะริด เมืองตะนาวศรี เมืองเพชรบุรี นครราชสีมา และนครศรีธรรมราช ล้วนเป็นชาวแขกทั้งนั้น

               ส่วนพงศาวดารของไทยเราก็กล่าวไว้ว่า พระยารามเดโช พระยายมราชสังข์ และพระยาราชบังสัน ล้วนแต่เป็นยอดทหารแขกทั้งสิ้น

               เรื่องพระยารามเดโช แม่ทัพแขกของสมเด็จพระนารายณ์แข็งเมืองนครศรีธรรมราชต่อพระเพทราชานั้น เป็นที่ทราบกันดีในประวัติศาสตร์ และผู้เขียนเคยนำมาลงก่อนหน้านี้แล้ว แต่ที่ไม่ค่อยทราบกันแพร่หลาย คือเรื่องของพระยายมราชสังข์ ซึ่งแข็งเมืองนครราชสีมาต่อพระเพทราชาในเวลาเดียวกัน

               พระยายมราชสังข์นี้ เป็นนักรบแขกเพื่อนคู่หูกับพระยารามเดโช การที่ทั้งสองคนเป็นกบฎไม่ยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ ก็เป็นการแสดงอารมณ์และความประพฤติแบบแขกอยู่สักหน่อย คือมุทะลุใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล

               ทั้งสองถือตนว่า เป็นทหารเอกของพระนารายณ์มาก่อน เมื่อได้ข่าวว่าพระเพทราชาและพระเจ้าเสือแย่งชิงราชสมบัติก็โกรธแค้น ไม่ยอมเข้ามาถือน้ำพิพัฒน์สัตยาเช่นขุนนางอื่นทั้งหลาย ทระนงในเกียรติยศของตน ถือมั่นในอุดมคติว่าเมื่อตนจงรักภักดีต่อสมเด็จพระนารายญ์มหาราชมาตลอดชีวิต ก็จะไม่ยอมเปลี่ยนมารับใช้ผู้ที่ทรยศกับพระองค์ จึงแข็งเมืองทั้งสองขึ้นทันที

               แต่หากพิจารณาตามความจริงแล้ว ทั้งสองก็ต้องทราบดีว่านครราชสีมาและนครศรีธรรมราชนั้น ไม่มีวันจะรับข้อต่อสู้กับทัพหลวงจากกรุงศรีได้ เพราะฉะนั้น การตัดสินใจเช่นนี้ก็เปรียบเหมือนการฆ่าตัวตาย เพียงแต่น่าเสียดายที่มิได้ตายแต่ผู้เดียว ยังพาผู้อื่นตายตามอีกมากมาย

               ในกรณีของพระยารามเดโชเจ้าครองนครศรีธรรมราชนั้น ชาวพื้นเมืองที่ถูกเกณฑ์มาต่อสู้ทัพศรีอยุธยา ต้องบาดเจ็บล้มตายลงมากมายก่ายกอง และเมื่อพระยารามเดโชจนตรอกมองไม่เห็นทางสู้อีกต่อไป ก็ทำจดหมายถึงพระยาราชบังสันเพื่อนแขกเก่าซึ่งคุมทัพเรือมาล้อมเมืองจากกรุงศรีอยุธยา ขอร้องให้ช่วยเหลือในการหลบหนี

               พระยาราชบังสันใจอ่อนสงสารเพื่อน จัดสำเภาให้แล่นหนีออกทะเลไปได้ ตัวท่านเองจึงถูกประหารชีวิต

               แต่ก่อนที่พระยารามเดโชและพรรคพวกแขกอีก 50 คน จะตีฝ่าออกจากวงล้อมนี้ ท่านก็ได้ฆ่าลูกเมียของท่านเองเสียสิ้น และยังฆ่ากรรมการข้าราชการนครศรีธรรมราชที่ร่วมแข็งเมืองกับท่าน ให้ตายเสียหมดทุกคนด้วย

               พงศาวดารกล่าวว่า เป็นธรรมเนียมของนักรบแขก ที่ก่อนจะหนี จะต้องฆ่าลูกเมีย และสมัครพรรคพวกที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง เพื่อมิให้ลำบากตกเป็นเชลยศึก

               ผู้เขียนเองไม่ทราบแน่ ว่าพระยารามเดโชท่านทำเช่นนี้ เพราะปฏิบัติตามขนบประเพณีแขก หรือเพราะความเห็นแก่ตัวมากกว่า เอาตัวรอดแล้วไม่พอ ยังขาดความกตัญญูต่อพรรคพวก และขาดเมตตาจิตต่อครอบครัวอีกด้วย

               ทั้งพระยารามเดโชและพระยายมราชสังข์นั้น เป็นนักรบแขกนิสัยร้อนรุนแรงมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ยังมีชีวิตอยู่ เล่าไว้ในประวัติศาสตร์ว่า

               ที่ทั้งสองถูกส่งไปครองเมืองราชสีมา และศรีธรรมราช ก็เพราะสมเด็จพระนารายณ์ไม่สามารถเก็บไว้ในกรุงศรีอยุธยาได้ สมัยที่เจ้าพระยาโกษาเหล็กท่านยังเป็นอัครมหาเสนาบดีอยู่ ยอดทหารแขกทั้งสองนี้ มีความเคารพนับถือและเกรงอกเกรงใจท่าน แต่เมื่อเจ้าพระยาโกษาเหล็กถึงแก่กรรม ก็ไม่มีใครคุมแขกทั้งสองนี้อยู่ได้ เพราะเฮี้ยวมาก และเกลียดชังเจ้าพระยาวิชเยนทร์อัครมหาเสนาบดีฝรั่งชาวกรีก จึงต้องส่งออกไปครองเมืองที่ห่างไกล

               เหตุผลที่พระยายมราชสังข์ และพระยารามเดโชโกรธแค้นเกลียดชังเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ก็เพราะท่านผู้นี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เจ้าพระยาโกษาเหล็กต้องเสียชีวิต

               เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งเจ้าพระยาวิชเยนทร์กราบทูลแนะนำให้สมเด็จพระนารายณ์สร้างป้อมปราการแบบตะวันตก ตามเมืองสำคัญต่าง ๆ ในกรุงสยามเพื่อเป็นการป้องกันราชอาณาจักร เจ้าพระยาโกษาเหล็กซึ่งเป็นอัครมหาเสนาบดีและแม่ทัพเอกคัดค้านว่าไม่เห็นด้วย เพราะท่านห่วงว่าหากศัตรูยกทัพมาล้อมป้อม ทหารไทยประจำอยู่ข้างในก็จะอดตายภายในเวลาไม่กี่อาทิตย์

               สมเด็จพระนารายณ์ทรงโกรธเจ้าพระยาโกษาเหล็ก หาว่าท่านพูดเช่นนั้นเพราะพยายามปกป้องคุ้มครองคนไทยที่จะต้องถูกเกณฑ์ตัวไปสร้างป้อม กล่าวว่าท่านกินสินบนจากคนเหล่านี้ แล้วจึงรับสั่งให้เฆี่ยนเจ้าพระยาโกษาเหล็กเสีย เหตุการณ์นี้ บาทหลวง เดอ เบซ บันทึกไว้ละเอียดว่า

               “การโบยหลังนั้น เป็นวิธีทำโทษที่พบบ่อยในกรุงสยาม แต่ขุนนางชั้นสูงจะถูกเฆี่ยนก็ต่อเมื่อได้กระทำความผิดที่ร้ายแรง นักโทษจะถูกเปลือยกายลงมาถึงเอว มือทั้งสองจะถูกขึงห้อยไว้เหนือศีรษะระหว่างที่หลังถูกเฆี่ยนด้วยหวายมัดเชือก จะถูกโบยกี่ทีนั้นขึ้นอยู่กับความหนักของโทษ แต่มักโบยกันจนผิวหนังหลุดลอกออกจากหลังหมดสิ้น

               พระคลัง (คือเจ้าพระยาโกษาเหล็ก) ท่านถูกโบยมากมายหลายครั้ง ความต้องทนทุกข์ทรมานกาย บวกรวมกับความชอกช้ำละอายใจ ทำให้ท่านถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ และเจ็บหนัก ท่านมิได้โทษใครอื่นนอกจากตนเอง สำหรับผลกรรมที่ความผิดของท่านนำมา.. หลังจากนั้นไม่นาน ท่านก็ถึงแก่ความตาย ก่อนจะสิ้นลมหายใจ ท่านได้เรียกญาติพี่น้องทั้งหลายมาที่เตียงนอน และสั่งสอนถึงความเคารพและจงรักภักดีที่ต้องมีต่อองค์พระเจ้าแผ่นดิน”

               พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวถึงเรื่องสร้างป้อมปราการนี้เพียงสั้น ๆ ว่า

               “อยู่มาเพลาหนึ่ง จึงเจ้าพระยาสมุหนายกกราบทูลพระกรุณาว่า เมืองพระพิษณุโลกเป็นหัวเมืองใหญ่กว่าฝ่ายเหนือและที่ทางซึ่งจะรับราชศัตรูเพื่อจะมีมานั้น เห็ฯมิสู้มั่นคง และขอพระราชทานให้ก่อป้อมใหญ่ไว้สำหรับเมือง