Get Adobe Flash player

เมื่อไทยรบแพ้ฝรั่งเศส โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ในสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2436 ประเทศไทยและฝรั่งเศสเป็นไมตรีต่อกัน นายปาวี อัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯ ก็เป็นหนี้บุญคุณเรา เพราะทหารไทยเคยช่วยชีวิตไว้ให้รอดพ้นอันตรายจากโจรจีนฮ่อ ไทยเราจึงเชื่อว่า ฝรั่งเศสจะเป็นมิตรตามสัญญาแต่แท้จริงแล้วรัฐบาลฝรั่งเศสซึ่งขณะนั้นครอบ ครองประเทศญวน มีความประสงค์อยู่ตลอดเวลาที่จะแผ่อำนาจแย่งแผ่นดิน ข่มเหงรังแกประเทศไทย เพราะเขาทราบดีว่า เราไม่มีกำลังทหารเข้มแข็งพอที่จะสู้ได้

               ถึง วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสส่งเรือรบ 2 ลำแล่นฝ่าเข้าเขตน้ำไทย กรุงสยามส่งเรือรบไทยถึง 6 ลำออกต่อสู้ขัดขวาง ทั้งยิงปืนจากป้อมปราการริมน้ำ ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งเรือฝรั่งเศสทั้ง 2 นี้ได้

               เรือ รบมงกุฎราชกุมารของไทยถูกยิงเสียหาย ทหารไทยบาดเจ็บและตายเป็นจำนวนมาก ถึงแม้เรือรบทั้งสองของฝรั่งเศสจะไม่ถูกกระสุนปืนชำรุดเลย และทหารฝรั่งเศสก็ปลอดภัยทุกคน นายปาวี อัครราชทูตประจำกรุงเทพฯ ซึ่งเราเคยช่วยชีวิตไว้ก็ยังหน้าด้านยื่นข้อความขู่บังคับให้ไทยใช้ค่าเสีย หายที่กระทำต่อฝรั่งเศส เป็นเงินไทย 3 ล้านบาท และเงินฝรั่งเศสอีก 2 ล้านฟรังก์ ซึ่งคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินในสมัยนั้น เทียบเท่าอีก 1 ล้านบาท

               รวม ความว่า ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2436 เราถูกเรือรบฝรั่งเศสบุกรุกในด้านลำน้ำ 2 ลำ เราต่อสู้ป้องกัน ทหารไทยตาย และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ทหารฝรั่งเศสไม่เป็นอะไรเลย และเราต้องใช้จ่ายทำขวัญฝรั่งเศสเขาอีก เป็นจำนวนถึง 4 ล้านบาท

               ถึง วันที่ 31 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสเริ่มแผลงฤทธิ์ทางบกให้เราดูบ้าง โดยส่งนายทหารชื่อ ปัสตา คุมทหารญวนจากเมืองไซง่อน 200 คน และทหารเขมรจากนครพนมเปญอีกหลายร้อยคนลงเรือทั้งหมด 33 ลำ มีอาวุธพร้อม ล่องมาตามแม่น้ำโขงขับไล่ทหารไทยซึ่งรักษาด่านต่าง ๆ ที่เมืองเชียงแตงนี้ มีหลวงพิพิธสุนทรเป็นนายทหาร ร้อยโท คร้าม เป็นข้าหลวงและมีพลทหารอยู่ 12 คน ไม่มีทางที่ทหารไทย 12 คนจะต่อสู้ทหารญวน และเขมรหลายร้อยคนนั้นได้ ทหารไทยต้องถูกขับไล่ ประชาชนเมืองเชียงแตกก็แตกตื่นตกใจ เพราะฝ่ายไทยมิได้ให้ความคุ้มครอง ทหารฝรั่งเศสบุกรุกต่อมายึดฝั่งตะวันออกและเกาะต่างๆ ในลำน้ำโขง และตั้งมั่นอยู่ที่เมืองหลวงพระบาง

               พระ ประชาคดีกิจข้าหลวง หน้าที่หัวเมืองลาวฝ่ายใต้ประจำอยู่ที่เมืองศรีทันดรเห็นฝรั่งเศสปฏิบัติผิด สัญญาพระราชไมตรี จึงแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือนให้มีหน้าที่เกณฑ์พลป้องกันราช อาณาจักร และทำหนังสือประท้วงห้ามปรามฝรั่งเศสทันที ฝ่ายฝรั่งเศสก็หัวเราะเยาะ ไม่ฟังหนังสือประท้วงไทยแต่อย่างใด

               ทัพ ฝรั่งเศสอีกกองหนึ่งมีพลทหาร 400 คน ยกมาเป็นกระบวนเรือ 26 ลำ เข้าจอดที่ดอยละงา ขึ้นบกเดินแถวมาปะทะกับหลวงเทเพนทรเทพซึ่งคุมกำลังไทยไปตั้งสะกัดอยู่ หลวงเทเพนทรเทพจึงทักทายกับนายทหารฝรั่งเศส และสั่งให้ออกไปเสียจากพระราชอาณาเขตสยาม ฝรั่งเศสก็ตอบว่าตำบลเหล่านี้เป็นของเขาแล้ว หลวงเทเพนทรเทพนั่นแหละควรถอยกำลังไปเสีย มิฉะนั้นจะเกิดการรบขึ้นแน่

               ว่า แล้วฝรั่งเศสก็เป่าแตร เรียกทหารตั้งแถวเตรียมรบทันที หลวงเทเพนทรเทพเห็นท่าจะสู้ไม่ได้ จึงยอมถอยกำลังมาตั้งที่ดอนสมและแจ้งเหตุการณ์มายังพระประชาคดีกิจ

               พระ ประชาคดีกิจจึงไปเจรจาอีกทีหนึ่ง ว่าเขตแดนเหล่านี้เป็นของอาณาจักรสยาม ฝรั่งเศสไม่มีสิทธิบุกรุก นายทัพฝรั่งเศสก็ตอบว่า ราชทูตไทยที่กรุงปารีส และรัฐบาลสยามที่กรุงเทพฯได้ยอมยกตำบลหมู่บ้านเหล่านี้ให้แก่ฝรั่งเศสหมด แล้ว พระประชาจึงตอบว่า จะยอมเชื่อคำของท่านนั้นไม่ได้ เพราะไม่ได้รับคำสั่งจากรัฐบาลสยามเลยว่าได้ยกดินแดนเหล่านี้ให้แก่ฝรั่งเศส เมื่อตกลงกันไม่ได้ พระประชาจึงลากลับ หลังจากนั้น ฝ่ายฝรั่งเศสก็เคลื่อนทัพและเริ่มระดมยิงกองรักษาดินแดนของเราก่อน

               เรา ถูกเขายิงแล้ว ก็มิได้ยิงโต้ตอบต่อสู้ เพียงแต่หดหัวหลบอยู่เฉย ๆ โดยมีเหตุผลว่า ประเทศสยามยังไม่ได้ขาดสัญญาพระราชไมตรีต่อฝรั่งเศส ไม่มีคำสั่งจากรัฐบาลให้ต่อสู้ทหารไทยจึงเพียงแต่ตั้งมั่นปล่อยให้ฝรั่งเศส ยิงข้างเดียว เมื่อฝรั่งยิงเราหนักขึ้น เราก็โต้ตอบโดยเขียนหนังสือไปห้ามปรามว่า อย่ายิงอีกนะ ฝรั่งเศสได้รับหนังสือ ก็ชอบใจระดมยิงด้วยปืนทั้งใหญ่และน้อย จนในที่สุดฝ่ายไทยอดรนทนไม่ได้จึงเริ่มต้นยิงโต้ตอบบ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีบันทึกไว้ว่า

               “ฝ่าย สยามจึงได้ยิงโต้ตอบไปบ้างแต่เล็กน้อย โดยมิได้มีเจตนาที่จะทำลายชีวิตผู้คนอย่างใด เป็นแต่แสดงให้เห็นว่าฝ่ายไทยก็มีปืนบ้างเหมือนกันเท่านั้น”

               เมื่อ เรายิงโดยมิตั้งใจให้ถูกต้องข้าศึก ทางฝรั่งเศสยิ่งรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาของเรา หนุนเนื่องรุกรบเข้ามาทุกที จนในที่สุดเหล่าท่านข้าราชการผู้ใหญ่ของประเทศสยามเริ่มรู้สึกตื่นตัว เข้าใจว่าฝรั่งเศสเขาเอาจริง จึงมีการเกณฑ์ไพร่พลต่อสู้ฝรั่งกันมากขึ้นเพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิชิต ปรีชากร ข้าหลวงใหญ่หัวเมืองลาวกาวโปรดให้เกณฑ์กำลังเมืองศรีสะเกษ ขุขันธ์ สุรินทร์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด เมืองละ 800 คน รวมเป็น 4,000 คน จากเมืองสุวรรณภูมิ และยโสธรอีก 1,000 คน รวมทั้งทหารจากเมืองอุบลฯ ที่พระองค์ประทับอยู่อีก 600 คน ยกไปช่วยทัพของพระประชาคดีกิจ ที่เมืองศรีทันดร

               ถึง วันที่ 20 เมษายน ฝรั่งเศสชื่อกองซือ กับทหารญวน 19 คน อาวุธครบมือตรงมาที่เมืองอัตปือ ซึ่งอยู่ภายใต้ความควบคุมของไทย เป่าประกาศต่อราษฎรว่า เมืองอัตปืออยู่ในอารักขาของฝรั่งเศสแล้ว ขอให้ชนชาวเมืองอย่าเกรงกลัวต่อข้าราชการไทยอีกต่อไป ขณะนั้นมีทหารไทยใจกล้าคนหนึ่ง ชื่อ ร้อยโทพุ่ม มีหน้าที่รักษาราชการเมืองอัตปือ ร้อยโทพุ่มนำพรรคพวกขับไล่ทหารฝรั่งเศสและญวนออกไปเสีย

               อีก อาทิตย์หนึ่งต่อมา ทหารฝรั่งเศสคุมญวน 800 คน ยกมาที่เมืองตะโปน ขับไล่เจ้าหน้าที่ฝ่ายสยามถอยมาอยู่ที่เมืองพินเหตุการณ์สงบอยู่ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม วันนั้นนายสุจินดา ผู้ควบคุมทหารไทย 400 คน ตั้งมั่นอยู่ที่ดอนสาคร ล่องเรืออยู่ในน้ำ ทหารฝรั่งเศสเห็นเข้าจึงระดมยิงด้วยปืนใหญ่ปืนเล็ก ตั้งแต่เวลาบ่ายโมงจนถึงบ่ายสองโมง

               หลวง เทเพนทรเทพ ซึ่งคุมทหารไทยอยู่รักษาดอนสะดำ และดอนสาครด้วย ได้ยิงเสียงปืนหนาแน่น จึงยกทหารไทย แบ่งออกเป็น 2 กอง กองหนึ่งให้ขุนศุภมาตรา อีกกองหนึ่งให้ร้อยตรีถมยา ยกเข้าประชิดค่ายของฝรั่งเศส ฝ่ายฝรั่งเศสระดมยิงกราดมาที่ไทย ส่วนไทยนั้นตั้งกองทัพแน่นอยู่ที่วัดบ้านดอน ยิงตอบโต้ฝรั่งเศสแข็งขัน