Get Adobe Flash player

พระยายมราชสังข์ ยอดทหารแขกของสมเด็จพระนารายณ์ โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว

               “อยู่มาเพลาหนึ่ง จึงเจ้าพระยาสมุหนายกกราบทูลพระกรุณาว่า เมืองพระพิษณุโลกเป็นหัวเมืองใหญ่กว่าฝ่ายเหนือและที่ทางซึ่งจะรับราชศัตรูเพื่อจะมีมานั้น เห็นมิสู้มั่นคง และขอพระราชทานให้ก่อป้อมใหญ่ไว้สำหรับเมือง

               อนึ่ง ฝ่ายข้างปากใต้เล่า จะขอให้ก่อป้อมใหญ่ไว้ ณ เมืองธนบุรีทั้งสองฝากน้ำ และจะทำสายโซ่อันใหญ่ ขึงขวางน้ำตลอดถึงกันทั้งสองฟาก สำหรับจะป้องกันอรินทร์ราชไพรีจะมีมาทางทะเล สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ตรัสเห็นชอบด้วย โดยถ้อยคำเจ้าพระยาวิชเยนทร์กราบทูลนั้น และทรงพระกรุณาดำรัสให้เจ้าพระยาวิชเยนทร์เป้นแม่กองก่อป้อม และเมืองพิษณุโลกและเมืองธนบุรีนั้นแล้วเสร็จทั้งสองตำบล”

               บันทึกของอังกฤษและขอบาทหลวง เดอ เบซ เล่าคล้องกันกว่า หลังจากลงพระราชอาญาเฆี่ยนเจ้าพระยาโกษาเหล็กจนถึงแก่ความตายแล้ว สมเด็จพระนารายณ์ก็ตั้งแขกมาเลย์คนหนึ่งขึ้นเป็นอัครมหาเสนาบดีแทน เรียกท่านว่า ออกยาวัง ซึ่งอาจจะเป็นพระยาราชวังสรรค์หรือพระยาราชบังสันที่ช่วยพระยารามเดโชหลบหนี แต่อยู่ได้ไม่นานก็ถูกปลดออก และหลังจากนั้นเจ้าพระยาวิชเยนทร์ซึ่งเข้ามาสู่กรุงสยามในฐานะกะลาสีเรืออังกฤษและขุนนางไทยได้เพียง 8 ปี ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นอัครมหาเสนาบดี

               คุณธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากรเขียนไว้ในหนังสือ “สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และนักปราชญ์ราชกวีในรัชสมัย” ว่า

               “เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก) ได้ถึงอสัญกรรมในปี พ.ศ. 2226 และเนื่องจากเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก) ได้ถึงแก่อสัญกรรมไปเสียนั้น เป็นเหตุให้ข้าราชการแตกพรรคแตกพวกกัน และคงจะเนื่องจากพระยายมราช (สังข์) กับพระยารามเดโชสองท่านนี้ มีหัวรุนแรงในข้างไม่ชอบวิชเยนทร์อย่างเปิดเผย แต่ทั้งสองท่านนั้น ต่างก็เป็นนายทหารที่มีฝีมือของสมเด็จพระนารายณ์ ด้วยได้เคยทรงใช้สอยในงานพระราชสงครามเป็นที่โปรดปรานมาแล้ว จะโปรดให้อยู่ร่วมกันในกรุงศรีอยุธยา ก็จะเป็นการยุ่งยากพระราชหฤทัยจึงโปรดแต่งตั้งให้ไปมีอำนาจอยู่แยกย้ายกันเสีย

               และประจวบกับตั้งแต่ประหารชีวิตเจ้าพระยานครฯ คนก่อน ให้ตายตกไปตามศรีปราชญ์แล้ว เมืองนครศรีธรรมราชก็ว่างผู้ครองอยู่ จึงโปรดตั้งให้พระยารามเดโชไปเป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช พร้อม ๆ กันกับโปรดตั้งขุนนางเชื้อแขกผู้หนึ่ง ทำหน้าที่พระคลังสืบต่อเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก) ซึ่งถึงอสัญกรรมไปในปี พ.ศ. 2226 นั้น”

               ส่วนพระยายมราช (สังข์) ยอดทหารแขกอีกคนหนึ่งนั้นพงศาวดารกล่าวว่า ได้ถูกส่งออกไปครองนครราชสีมา เจ้าแขกทั้งสองก็ครองเมืองอย่างเงียบ ๆ ตลอดรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์ จนพระองค์ทรงประชวร และสิ้นพระชีพ จึงแผลงฤทธิ์เป็นกบฎขึ้นทั้งคู่

               เมื่อสมเด็จพระเพทราชา และพระเจ้าเสือมหาอุปราชทรงได้ข่าวว่าพระยายมราชสังข์แข็งเมืองนครราชสีมาก็ทรงพิโรธนักจึงรับสั่งให้พระยาสีหราชเดโชจัดทัพใหญ่มีพลทหาร 10,000 คน ช้าง 200 เชือก และม้าอีก 300 ตัว ยกขึ้นไปล้อมเมืองแต่พระยายมราชสังข์กับชาวนครราชสีมาก็ต่อสู้เป็นสามารถ พระยาสีหราชเดโชท่านไม่เพียงแต่รบไม่เก่ง ท่านยังอ่อนหัดด้าน Logistics  คือการลำเลียงเสบียงอาหารและอาวุธยุทธภัณฑ์อีกด้วย จึงรบสู้ทัพของพระยายมราชสังข์ไม่ได้

               พระยานครราชสีมาก็ตรวจจัดพลทหารขึ้นประจำหน้าที่เชิงเทิงปราการเมืองโดยรอบ กอปรด้วยเครื่องสรรพยุทธปืนใหญ่น้อยทั้งปวงพร้อมสรรพ และป้องกันเมืองเป็นสามารถ

               ฝ่ายทัพกรุงก็ยกเข้าตั้งค่ายรายล้อมเมืองนครราชสีมาโดยรอบ แล้วแต่งพลอาสาสามพันยกเข้าป่ายปีนปล้นเอาเมืองชาวเมืองรบพุ่งป้องกันเป็นสามารถและพุ่งศัสตราวุธปืนใหญ่น้อยระดมออกมา ต้องพลอาสาทัพกรุงล้มตายเจ็บเป็นอันมาก เห็นจะป่ายปีนเอามิได้ก็ถอยออกมา แต่ยกเข้าปล้นดังนั้นเป็นหลายครั้ง ชาวเมืองรบพุ่งต้านทานเป็นสามารถ รี้พลล้มตายจะปล้นเอามิได้ก็ล้อมแต่มั่นไว้ แต่ตั้งล้อมอยู่เป็นหลายเดือนจนเสบียงอาหารก็ขาดลง รี้พลอดอยากซูบผอมไข้เจ็บล้มตายเป็นอันมาก บ้างหลบหลีกหนีไปจากกองทัพนั้นก็มาก

               และท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งหลายปรึกษากัน บอกลงมาถึงสมุหนายก ขอกองทัพหนุนขึ้นไปช่วย และขอกระสุนดินดำและเสบียงอาหารสำหรับทัพทั้งปวง”

               เมื่อเจ้าพระยาจักรีนำเรื่องขึ้นกราบทูลแก่สมเด็จพระเพทราชา พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพิโรธ ตรัสว่า

               “อ้ายเหล่านี้ ใช้ให้ไปตีนครราชสีมานิดหนึ่งเท่านั้น ทัพหมื่นหนึ่งยกไปยังว่าหักเอาไม่ได้ อ้ายเหล่านี้ควรจะเลี้ยงมันไว้หรือ”

               พระยาสีหราชเดโช และแม่ทัพนายกองทั้งหลาย จึงถูกจับกุมใส่เครื่องพันธนาการส่งลงมาที่กรุงศรีอยุธยา ถูกเฆี่ยนและริบทรัพย์ประจานตระเวนบกตระเวณเรือสามวัน แล้วจึงประหารชีวิตเสีย

               หลังจากนั้น ก็มีการจัดทัพใหม่ พงศาวดารเล่าว่า ระหว่างขนดินปืนจากตึกคลังอาวุธนั้น เจ้าพนักงานเลินเล่อ ทำให้เกิดประกายไฟขึ้น ตึกจึงระเบิดพังลงมา ทำให้ชาวกรุงศรีอยุธยาล้มตายเป็นจำนวนมาก ทัพหนุนนี้จึงเล็ก มีพลเพียงห้าพัน

               “เจ้าพนักงานซึ่งไปเบิกดินดำในตึกดิน เอาจอบคัดตุ่มพะเนียงซึ่งใส่ดินอันผนิดไว้นั้นขึ้น  ก็เป็นประกายเพลิงกระเด็นลงในดินดำ ดินดำนั้นก็วูบขึ้นเป็นอันหนึ่งอันเดียว และเทือกดินนั้นมาก มีกำลังมาก ก็โชติขึ้นทำลายทัพสัมภาระแห่งตึกนั้นพังลง แล้วหอบหุ้มขึ้นบนอากาศ แตกไปโดยทิศน้อยและทิศใหญ่ เสียงกึกก้องสั่นหวั่นไหวกัมปนาทพระธรณีดุจเสียงมหาอสนีบาต ต้องชาวพระนครล้มตายเจ็บป่วยได้ทุกขเวทนานั้นเป็นอันมาก และได้ลูกและดินนั้น ก็น้อย

               จึงเกณฑ์กองทัพแต่ห้าพัน สรรพด้วยช้างม้าเครื่องศัสตราวุธและเสบียงอาหารทั้งปวงแล้วก็ยกขึ้นไป ครั้งถึงเมืองนครราชสีมา ก็ให้ตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ดุจครั้งก่อน และพระยานครราชสีมาก็ตรวจจัดแจงรี้พล ขึ้นอยู่ประจำรักษา หน้าที่เชิงเทินป้องกันเมืองเป็นสามารถ