Get Adobe Flash player

พระยายมราชสังข์ ยอดทหารแขกของสมเด็จพระนารายณ์ ตอนจบ โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว

                จึงเกณฑ์กองทัพแต่ห้าพัน สรรพด้วยช้างม้าเครื่องศัสตราวุธและเสบียงอาหารทั้งปวงแล้วก็ยกขึ้นไป ครั้งถึงเมืองนครราชสีมา ก็ให้ตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ดุจครั้งก่อน และพระยานครราชสีมาก็ตรวจจัดแจงรี้พล ขึ้นอยู่ประจำรักษา หน้าที่เชิงเทินป้องกันเมืองเป็นสามารถ

                        ทัพกรุงยกเข้าแหกหักเป็นหลายครั้ง ชาวเมืองรบพุ่งป้องกันทั้งกลางวันกลางคืนไม่ย่อหย่อนทัพกรุงหักเอาไม่ได้ก็ตั้งล้อมมั่นไว้ แต่ทัพกรุงยกไปเคี่ยวขับทำสงครามด้วยชาวนครราชสีมาทั้งสองครั้ง ประมาณสองปีเศษ

                ชาวเมืองไม่ได้ทำนาสิ้นสองเทศกาลมาแล้ว เสบียงอาหารก็กันดารลง ไพร่พลเมืองอดอยากซูบผอมล้มตายเป็นอันมากนัก บ้างยกครัวหนีออกจากเมืองนั้นก็มาก แต่ทว่าพระยายมราชเจ้าเมืองนี้ ฝีมือเข้มแข็ง ตั้งเคี่ยวขับต้านทานอยู่มิได้แตกฉาน”

                เมื่อไม่ได้เมืองด้วยการรบพุ่งแบบธรรมดา พวกแม่ทัพกรุงศรีอยุธยาก็ปรึกษาหารือกัน ว่าจะต้องระดมอาวุธพิเศษใช้ลูกระเบิดเพลิงเผาเมืองให้ราบคาบ สมัยโบราณนั้นไม่มีเครื่องบินทิ้งระเบิด จึงต้องชักว่าวจุฬาแทน พร้อมทั้งยิงลูกระเบิดและธนูเพลิงข้ามกำแพงเข้าไปในเมือง การระดมโจมตีแบบสมัยใหม่นี้ มีประสิทธิภาพมาก นครราชสีมาลุกไหม้เป็นเพลิงไปทั้งเมือง ผู้คนบาดระส่ำระสาย ในที่สุดก็แตก

                “ท้าวพระยานายทัพนายกองซึ่งตั้งล้อมอยู่นั้น ก็ปรึกษากันเห็นว่าจะแหกหักเอามิได้ ด้วยชาวเมืองรบพุ่งต้านทานแข็งเมืองอยู่ จึงคิดกลอุบายเป็นหลายอย่าง และทำให้ลูกปืนกลยิงไปตกแล้วก็สงบอยู่ ต่อเพลิงติดลามเข้าไปถึงดินเร็ว จึงแตกออกถูกผู้คนล้มตาย

                อุบายอันหนึ่งนั้น ให้ผูกว่าวจุฬาใหญ่ชักขึ้น แล้วเอาหม้อดินผูกแขวนสายป่านอันใหญ่หย่อนเข้าไปในเมืองและจุดเพลิงชนวนล่ามไว้ ครั้งเพลิงชนวนติดถึงดินแล้ว ให้ตกลงไหม้ในเมือง

                และอุบายอันหนึ่งนั้น ให้เอาเพลิงอังแพลมผูกลูกธนูยิงระดมเข้าไปเผาเมืองครั้งจัดแจงแต่งกายทั้งปวงนั้นพร้อมแล้วเพลากลางคืนดึกประมาณสองยาม ก็ให้ยิงปืนกล ชักว่าวจุฬาและยิงธนูระดมเข้าไปพร้อมกัน แล้วแต่งพลอาสาหนุนเข้าไปปล้นเอาเมือง

                ฝ่ายชาวเมืองต้องปืนกลนั้นก็มากด้วยประมาทอยู่มิได้เคยพบเห็นมาแต่ก่อน และหม้อดินซึ่งผูกว่าวจุฬา และลูกธนูผูกเพลิงอังแพลมนั้นก็ตกลงติดหลังคาเรือนทั้งปวงในเมืองนั้น เพลิงติดรุ่งโรจน์โชตนาการไหม้ไปทุกหนทุกแห่ง

                ชาวเมืองมิอาจอยู่รักษาหน้าที่เชิงเทินนั้นได้ ต่างคนต่างก็ละหน้าที่เสีย วิ่งระส่ำระสายไปเป็นอลหม่าน บ้างเสียข้าวของล้มตายและลำบากเวทนาอยู่นั้นก็มาก ก็เสียเมืองแก่ทัพกรุง

                ทัพกรุงเข้าเมืองได้ไล่จับผู้คนหาสิ่งของทั้งปวงต่าง ๆ และตัวพระยานครราชสีมานั้น พาท้าวทรงกันดาลและครอบครัวบุตรภรรยาทแกล้วทหารทั้งปวง แหกหนีออกไปจากเมืองแต่ในเวลากลางคืน หาตัวได้ไม่

                รวมความว่า นครราชสีมาต้องแตกเพราะถูกทั้ง Aerial Bombardment และ Incendiary Bombing การทิ้งหม้อดินเพลิงจากว่าวจุฬา การยิงปืนกลลูกระเบิดและยิงธนูเพลิงอังแพลมนี้ เข้าใจว่าจะเป็นการแนะนำสั่งสอนของพวกทหารอาสาฝรั่งโดยเฉพาะพวกทหารโปรตุเกส หรือฝรั่งเศส ซึ่งชำนาญในด้านอาวุธยุทธภัณฑ์

                คำว่าอังแพลมนี้ ก็ฟังคล้ายคำฝรั่งเศส ว่า en flame ซึ่งแปลว่า ติดไฟ

                การระดมโจมตีเมือง ทั้งด้านอากาศและบนดิน ก่อความอลหม่านระส่ำระสายเสียจนชาวนครราชสีมาต้านทานต่อไปไม่สำเร็จ เมืองแตก ผู้คนล้มตายแต่พระยายมราชสังข์กับพรรคพวกท่านแหวกวงล้อมหนีไปได้

                พระยายมราชสังข์หนีออกจากนครราชสีมาได้ ก็พาสมัครพรรคพวกตรงมาหาเพื่อนแขกเก่าคือ พระยารามเดโช ก็เป็นกบฎแข็งเมืองต่อพระเทพราชาเช่นกัน พระยาแขกทั้งสองจึงซ่องสุมผู้คนและเครื่องศัตราวุธเตรียมยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา พระยารามเดโชคุมนครศรีธรรมราชอยู่มั่น

                ส่วนพระยายมราชสังข์นั้น จัดทัพใหม่ยึดแผ่นดินอยู่ตรงจุดต่อระหว่างเมืองไชยาและนครศรีธรรมราช พระเพทราชาทรงได้ทราบข่าว ก็พิโรธโกรธเคืองยิ่งนัก ตรัสว่า

                “อ้ายสองคนนี้องอาจนัก จะไว้มันมิได้ ควรจะแต่งทัพใหญ่ยกไปทั้งทางบกทางเรือ ปราบปรามมันเสียจึงจะชอบ อันอ้ายกบฎสองคนนี้ มันไม่พ้นเงื้อมมือเรา แม้ได้ตัวแล้ว จะสับมิให้กากลืนแค้น”

                คราวนี้กรุงศรีอยุธยาจัดทัพบกมีพลหนึ่งหมื่น ช้าง 3,000 เชือก ม้ากี่ตัวพงศาวดารไม่บอก พระยาสุรสงครามเป็นแม่ทัพหลวง แล้วยังมีทัพเรืออีก เป็นเรือรบ 100 ลำ เรือทะเล 100 ลำ และพลรบ พลแจวอีกห้าพัน มีพระยาราชบังสันเป็นแม่ทัพ พงศาวดารเล่าต่อว่า

                “กองทัพบกยกไปถึงพรมแดนเมืองไชยา และเมืองนครศรีธรรมราชต่อกัน ซึ่งนายสังข์ยมราชมิรู้ตัว ไม่ทันที่จะจัดแจงต้านทานไว้ให้มั่นคง ต้องจำเป็นจำรบพุ่ง ผู้คน ทแกล้วทหาร มิทันพร้อมเพรียงกัน ระส่ำระสายไปเป็นอลหม่านและนายสังข์ยมราชมีฝีมือเข้มแข็ง ถือพลทหารออกแหกหักจะออกมา ทัพกรุงต่อรบต้านทานไว้เป็นสามารถแล้วเข้ารุมตีขนาบเป็นหลายกอง

                พวกนายสังข์ยมราชน้อยตัว เหลือกำลังแหกออกมิได้ ก็แตกฉานล้มตายเป็นอันมาก และตัวนายสังข์ยมราชหนีไปมิพ้นกับทหารร่วมใจเจ็ดคนแปดคนด้วยกัน ก็ยืนประจัญรบพุ่งอยู่จนตายในที่รบสิ้น”

                ในที่สุด พระยายมราชสังข์ ยอดทหารแขกของสมเด็จพระนารายณ์ ก็ตายอย่างชายชาติทหาร ยืนหยัดต่อสู้จนดาบสุดท้าย

                ประวัติชีวิตของพระยายมราชสังข์นี้ เป็นที่น่ายินดีนับถือ เพราะท่านดำเนินชีวิตตามอุดมคติ ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมมีความซื่อสัตย์ และจงรักภักดีต่อผู้มีพระคุณ

                สมัยที่เป็นขุนนางแขกชั้นสูง รับใช้และเป็นพรรคพวกของขุนเหล็กหรือเจ้าพระยาโกษาธิบดี ท่านก็ปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างดีเลิศ เมื่อขุนเหล็กต้องตายเพราะสมเด็จพระนารายณ์ทรงเห็นฝรั่งดีกว่าไทย พระยายมราชสังข์ก็โกรธแค้นเจ้าพระยาวิชเยนทร์ จนพระนารายณ์ทรงดำริว่า เสือหลายตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้ จึงส่งท่านออกมาครองนครราชสีมา

                เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ประชวรหนัก และพระเพทราชากับพระเจ้าเสือแย่งชิงราชสมบัติ พระยายมราชสังข์ท่านก็โกรธเคืองอีก ไม่ยอมเป็นข้าผู้ทรยศต่อเจ้านายเก่า ตัดสินใจแข็งเมือง ซึ่งเป็นการกระทำที่นำไปสู่ความตายของตนเอง

                ความเป็นคนหัวร้อน โกรธแค้นอาฆาตพยาบาทง่ายนั้น ถ้าจะพิจารณาตามหลักพระธรรม ก็ถือว่าผิด พระพุทธเจ้าได้สั่งสอนไว้อย่างชัดแจ้งว่า โทสะและความอาฆาตพยาบาทนั้นเปรียบเหมือนเพลิงที่เผาหัวใจ และจะนำความหายนะมาสู่ตัวเราเองในที่สุดซึ่งก็เป็นความจริงในกรณีของพระยายมราชสังข์นี้

                หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ที่ตนไม่สามารถจะมายุ่งเกี่ยวแก้ไขได้ เช่นการที่ขุนเหล็กถูกพระนารายณ์สั่งเฆี่ยนจนถึงแก่ความตาย ก็ควรยึดอุเบกขาเป็นที่พึ่ง

                ถ้าพระยายมราชสังข่านไม่หัวร้อนเอะอะโครมคราม ท่านก็อาจยังได้อยู่รับใช้พระนารายณ์ใกล้ชิดในกรุงศรีอยุธยา แม้ท่านจะครองอยู่ที่นครราชสีมา เมื่อพระเพทราชาและพระเจ้าเสือยึดกรุงสยามได้แล้ว หากมีอุเบกขานำจิต ก็จะได้สติระลึกว่า การกบฎแข็งเมืองขึ้นนั้น เป็นการกระทำที่โง่เขลาไร้ประโยชน์ เพราะเมืองเดียวหรือสองเมืองจะสู้กับทั้งราชอาณาจักรสยามนั้นเป็นไปไม่ได้

                การดำเนินชีวิตตามอารมณ์และความรู้สึก แทนที่จะใช้สติปัญญาเป็นเครื่องมือเลือกทางเดิน ทำให้พระยายมราชสังข์ต้องอายุสั้นและถึงจุดจบไปในที่สุด