Get Adobe Flash player

เมื่อไทยทำลายประเทศพม่า ครั้งที่ 2 โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

               เราทราบดีจากประวัติศาสตร์ที่สอนกันทุกวันนี้ ว่าประเทศพม่าเคยยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาแตกพ่ายแพ้ถึงสองครั้ง แต่น่าเสียดายที่ครูประวัติศาสตร์ของไทย เราไม่ค่อยจะย้ำให้นักเรียนได้ทราบว่าแม้จริงประเทศไทยก็ได้เคยยกทัพไปตีและทำร้ายต่อราชธานีของพม่าถึงสองครั้งเช่นเดียวกัน ครั้งแรกเกิดขึ้นในแผ่นดินของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กษัตริย์ยอดนักรบของไทยซึ่งทรงยกทัพเข้ายึดกรุงหงสาวดี พม่าต้องเผาเมืองหลวงทิ้ง กษัตริย์พม่าต้องหลบหนีไปเมืองตองอู และถูกวางยาพิษตายที่นั่น

               หลังจากนั้นต่อมาอีกเพียง 50 ปี ในแผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไทยก็เล่นงานพม่าอีกโดยสมเด็จพระนารายณ์ทรงมอบหมายให้เจ้าพระยาโกษาเหล็ก แม่ทัพใหญ่ของไทย ยกกองทัพไทยใหญ่มหาศาล เข้ารุกรานประเทศพม่า เจ้าพระยาโกษาเหล็กตีพม่าแตกแหลกลาญไปทั้งประเทศ ตั้งแต่เมืองจิตตอง สิเรียม ย่างกุ้ง ไปจนถึงเมืองแปร กรุงหงสาวดี และอังวะในที่สุด

               เจ้าพระยาโกษาเหล็กนี้ เติบโตมาพร้อมกับสมเด็จพระนารายณ์ คือเป็นลูกพระนมของสมเด็จพระนารายณ์ ได้รับการเลี้ยงดู และดื่มน้ำนมจากสตรีคนเดียวกัน ทั้งสองจึงสนิทและไว้ใจรักใคร่กันมาก เจ้าพระยาโกษาเหล็กเป็นบุคคลที่ทั้งฉลาดและกล้าหาญ มีความสามารถทั้งด้านการปกครอง และการทำสงคราม คือเป็นทั้งข้าราชการและขุนศึกที่เลิศ ในสมัยนั้นกรุงสยามจึงมีความเจริญรุ่งเรืองและมีอำนาจเป็นที่เกรงขามของศัตรู

               เจ้าครองพม่าในยุคนั้น ทรงพระนามว่า มหาสีหสุรสุธรรมราชา ขึ้นครองราชสมบัติเมื่อ พ.ศ.2204 ใช้เมืองอังวะเป็นราชธานี และสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2215

               ความจริงเมื่อสิ้นสุดพระเจ้าบุเรงนองแล้ว ประเทศพม่าก็ไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่เก่งกาจสามารถอีก พระเจ้าแผ่นดินเก่งองค์สุดท้ายของพม่าในยุคนั้น คือพระมหาธรรมราชา ขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ. 2149 และทรงรวบรวมอาณาจักรพม่าโดยตีเมืองแปร เมืองสิเรียม เมืองทวาย และเมืองตะนาวศรี ตั้งราชธานีอยู่ที่กรุงหงสาวดี นับเป็นกษัตริย์พม่าที่สามารถรวบรวมดินแดนที่เคยเป็นของพระเจ้าบุเรงนองได้เกือบทั้งหมด ยกเว้นแต่เมืองไทย

               พระมหาธรรมราชา เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงเอาใจใส่ทุกข์สุขของราษฎรถึงกับแขวนระฆังไว้ที่ประตูพระราชวังสำหรับให้พลเมืองไปตีระฆังร้องทุกข์ได้แบบพ่อขุนรามคำแหงของสุโขทัย ระฆังใบนี้ชนชาวพม่าเคารพนับถือกันมาก เพราะถือกันว่าเป็นสมบัติที่มีคุณค่าที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเขา แต่ทุกวันนี้หายไปไหนไม่ทราบ รู้แต่เพียงว่า เมื่ออังกฤษยกทัพเข้าตีพม่า ทหารแขกอินเดียลูกน้องอังกฤษได้ขโมยระฆังนี้เลยสูญหายไปจากประวัติศาสตร์

               พระมหาธรรมราชาสิ้นพระชนม์เมื่อปี 2171 โดยพระโอรสชื่อมังรายทีปา ให้คนแอบมาลอบฆ่าพระบิดา มังรายทีปาครองราชสมบัติอยู่ได้ไม่นาน กรรมก็ตามมาถึงตัว ถูกน้องชาย คือ เจ้าทาโดธรรมราชา แย่งชิงราชสมบัติ เจ้าทาโดธรรมราชานี้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่กรุงอังวะ ครองพม่าอยู่ถึง พ.ศ. 2191 ก็สิ้นพระชนม์ พระโอรสคือ มินดาเล จึงรับราชสมบัติต่อไป

                    ในแผ่นดินของพระเจ้ามินดาเลนี้ประเทศจีนส่งทหารมารุกรานพม่า พระเจ้ามินดาเลก็อ่อนแอ ไม่พยายามต่อสู้ ปล่อยให้ทหารจีนรังแกประชาชนพม่าไปตามสบาย พลเมืองทั้งมอญและพม่าจึงเป็นกบฎขึ้น หัวหน้ากบฎนั้นก็เป็นน้องชายหรือพระอนุชาของพระเจ้ามินดาเลเอง (ในประวัติศาสตร์พม่านี้ รู้สึกว่าจะต้องระวังน้องชายกันหน่อย) พระเจ้ามินดาเลถูกน้องชายจับมัดแล้วแช่น้ำให้ดิ้นสำลักอยู่จนขาดใจหาย แล้วพระอนุชานี้จึงขึ้นครองราชสมบัติ ทรงพระนามว่า มหาสีหสุรสุธรรมราชา ใน พ.ศ. 2204 ตรงกับรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงสยาม

               เหตุการณ์เปลี่ยนแผ่นดินในพม่านี้ หลวงวิจิตรวาทการท่านเล่าไว้ว่า

               “ในปี พ.ศ. 2204 ก็เกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงขึ้นในกรุงอังวะ เนื่องจากเมื่อกองทัพฮ่อมาล้อมเมืองอังวะอยู่นั้นพวกเจ้านายในอังวะเห็นว่าสิ่งของบริโภคข้างในเมืองอัตคัต ก็ชิงซื้อหาสิ่งของเครื่องบริโภคต่าง ๆ เอาไปกักตุนไว้ขาย ขึ้นราคาหากำไร พวกพลเมืองที่ถูกเกณฑ์ไปรักษาเมืองอังวะ ก็พากันโกรธแค้น เมื่อฮ่อเลิกทัพกลับไปแล้ว ก็เกิดการกบฎ ยกพระเจ้าแปร ราชอนุชาของพระเจ้าอังวะ ขึ้นเป็นหัวหน้า แล้วเข้าปล้นพระราชวัง จับพระเจ้าอังวะปลงพระชนม์ พระเจ้าแปรได้ขึ้นครองอังวะ ทรงพระนามว่า พระเจ้ามหาสีหสุรสุธรรมราชา”

               ถึง พ.ศ. 2207 สมด็จพระนารายณ์ทรงวางแผนการรุกพม่าตามแบบที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเคยทรงทำมาแล้ว คือ บุกเข้าพร้อมกันสี่ทาง พระยารามเดโช (ซึ่งเป็นแขก) คุมทัพเชียงใหม่ยกไปทางเมืองผาปูน พระยากำแพงเพชรยกทัพไปทางด้านแม่ละเมาะ พระยาเกียรติและสมิงพระราม ยกกองทัพมอญไปทางเมืองทวาย และเจ้าพระยาโกษาเหล็กนำทัพใหญ่เป็นแม่ทัพหลวง นำพลโยธามุ่งตรงเข้าทางด่านพระเจดีย์สามองค์

               ทัพหลวงของเจ้าพระยาโกษาเหล็กนี้มียอดทหารเอกที่หลวงวิจิตรวาทการท่านเรียกว่าเพชรพระนารายณ์อยู่หลายท่าน มีพระยาสีหราชเดโชไชยคุมทัพหน้า พระยาวิชิตภักดีเป็นยกกระบัตร พระยาสุรินทรภักดีเป็นเกียกกาย และพระยาสุรสงครามเป็นกองหลังทุกทัพไปประชุมกันที่เมืองเมาะตะมะ

               เมืองเมาะตะมะนั้น แท้จริงก่อนนั้นเป็นของพม่า เจ้าเมืองคือมังนันทมิตร เป็นอาของพระเจ้าแผ่นดินพม่า ขณะที่เมืองหลวงของพม่า คือกรุงอังวะ ถูกพวกจีนฮ่อมาล้อมอยู่ มังนันทมิตรเป็นห่วงหลานชาย จึงจัดทัพมอญส่งขึ้นไปช่วยเมืองอังวะ ระหว่างเดินทัพไป พวกทหารมอญก็หลบหนีกลับบ้านกันเสียมาก มังนันทมิตรจึงโกรธ จับเอาพวกมอญที่หนีกลับมาได้หลายร้อยหลายพันคน เตรียมจะเอาไฟครอกเผาเสียทั้งเป็น พวกนายทหารมอญรู้ตัวว่าถึงที่ตายแน่ จึงรวมกันต่อสู้ ยกพลเข้าโจมตีเมืองเมาะตะมะเสียเอง และจับตัวมังนันทมิตรได้ใส่โซ่ใส่ตรวนจำขังไว้ หลังจากนั้นก็ร้อนตัว กลัวหลานชายของท่าน คือพระเจ้ากรุงอังวะ จะยกทัพมาแก้แค้นทำโทษ จึงปรึกษากันว่า มีทางรอดอยู่ทางเดียว คือนำตัวมังนันทมิตรและพรรคพวกมาถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา ขอความปกป้องคุ้มครองจากสมเด็จพระนารายณ์

               ทางกรุงศรีอยุธยานั้นก็ดีใจ ที่มอญเมืองเมาะตะมะเข้ามาสวามิภักดิ์ด้วย สมเด็จพระนารายณ์ทรงประทานเครื่องยศเครื่องเรือนเสื้อผ้าเงินตราแก่หัวหน้ามอญทั้งหลาย และมอบที่ดินแถบตำบลสามโคก คลองคูจาม และวัดตองปุ ให้เป็นที่พำนักอาศัยของพวกมอญที่อพยพเข้ามา แต่มังนันทมิตรนั้นคงไม่ค่อยถูกกับอากาศเมืองไทยหรือเศร้าโศกตรอมใจ เพราะอยู่ในกรุงศรีอยุธยาได้ไม่นาน ก็ล้มป่วยเจ็บไข้ถึงแก่ความตาย

               ทางประเทศพม่า เจ้าเมืองตะเกิง เมืองเสี่ยง และกรุงหงสาวดีรู้ข่าวว่าเมืองเมาะตะมะเป็นกบฎไปเข้ากับฝ่ายไทย ก็รีบไปกราบทูลให้พระเจ้าอังวะทราบ เจ้าแผ่นดินพม่าจึงรับสั่งให้เจ้าเมืองทั้งสามยกทัพเข้าเมืองเมาะตะมะ พยายามจับมอญกบฎให้ได้

               ในสมัยนั้น เมืองเชียงใหม่และเมืองลำพูนก็ขึ้นอยู่กับประเทศพม่าเช่นเดียวกัน เจ้าเมืองทั้งสองนี้ แรกได้ข่าวว่าจีนฮ่อล้อมกรุงอังวะ ก็มาขอพึ่งความปกป้องอารักขาจากกรุงศรีอยุธยา ครั้งต่อมาทราบว่าจีนฮ่อขาดเสบียงเลิกทัพกลับไปแล้วก็กลับใจไปสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าอังวะตามเดิม ถึงกับแอบบอกราชทูตที่ส่งมาเจรจาถวายความจงรักภักดีต่อไทยนั้นให้หนีกลับเชียงใหม่

               อ่านต่อฉบับหน้า