Get Adobe Flash player

เมื่อไทยทำลายประเทศพม่า ครั้งที่ 2 (ตอนที่ 2) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว

                ในสมัยนั้น เมืองเชียงใหม่และเมืองลำพูนก็ขึ้นอยู่กับประเทศพม่าเช่นเดียวกัน เจ้าเมืองทั้งสองนี้ แรกได้ข่าวว่าจีนฮ่อล้อมกรุงอังวะ ก็มาขอพึ่งความปกป้องอารักขาจากกรุงศรีอยุธยา ครั้งต่อมาทราบว่าจีนฮ่อขาดเสบียงเลิกทัพกลับไปแล้วก็กลับใจไปสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าอังวะตามเดิม ถึงกับแอบบอกราชทูตที่ส่งมาเจรจาถวายความจงรักภักดีต่อไทยนั้นให้หนีกลับเชียงใหม่

                การที่เจ้าเมืองเชียงใหม่และลำพูนกลับใจไปมานี้ ทำให้สมเด็จพระนารายณ์ทรงพิโรธและตัดสินพระทัยตีเมืองเชียงใหม่ ทัพกรุงศรีอยุธยาตีได้ทั้งลำพูน ลำปาง และเชียงใหม่ใน พ.ศ. 2206 กองทัพพม่าจากเมืองตะเกิง เสี่ยง และหงสาวดีนั้นก็ไม่สามารถยกมาช่วยเมืองเชียงใหม่และลำพูนได้ทัน ทัพพม่าที่ติดตามมอญเจ้ามานั้น ปะทะกับทัพไทยที่เมืองไทยโยค เจ้าพระยาโกษาเหล็กต่อสู้ทัพพม่าที่ไทรโยคและส่งพระยาสีหราชเดโชไชยไปทางเมืองสังขละ อ้อมหลังทัพพม่า พม่าจึงถูกโจมตีทั้งหน้าและหลังแตกพ่ายย่อยยับ แม่ทัพใหญ่ของพม่าชื่อมังสุรราชา ก็ถูกปืนในที่รบบาดเจ็บ ทัพพม่าจึงต้องถอยหนีกลับไปเมืองอังวะ

                พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่าเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า

                “ฝ่ายกองทัพพม่ารามัญยกล่วงด่านพระเจดีย์สามองค์เข้ามาในแดน ทัพหน้ายกเข้ามาตั้งค่าย ณ เมืองไทรโยคเป็นหลายค่าย แม่ทัพใหญ่ตั้งค่ายตำบลท่าดินแดงแล้วให้กองทัพหน้าเร่งยกเข้ามาตีกองทัพไทย ซึ่งออกมาตั้งรับอยู่นั้น และกองตระเวนทั้งสองฝ่ายพบกันเข้าได้รบพุ่งกันบ้าง...

                ฝ่ายท้าวพระยานายทัพฝ่ายเหนือทั้งสองทัพได้แจ้งในท้องตราโปรดขึ้นมาดังนั้น ก็เลิกกองทัพกลับมาตามรับสั่ง แล้วเดินทัพไปโดยพระราชกำหนด เร่งกองหน้ารีบยกไปโอบหลังทัพพม่าซึ่งมาตั้งอยู่ ณ เมืองไทรโยค แล้วแต่งกองโจรให้ไปซุ่มสกัดอยู่ที่ทางช่องแคบ ให้ม้าเร็วถือหนังสือบอกกำหนดวันเวลาสัญญาอาณัติไปถึงกองทัพฝ่ายใต้ ให้ยกเจ้าระดมตีทัพพม่าข้าศึกให้พร้อมกัน

                ครั้นถึงวันกำหนด นายทัพนายกองทั้งฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ก็ยกพลทหารเข้าระดมตีกระหนาบล้อมค่ายพม่า ซึ่งมาตั้งอยู่ ณ เมืองไทรโยคทุก ๆ ค่ายพร้อมกัน ได้รบพุ่งกันเป็นสามารถ ทัพพม่าตั้งรับต่อรบอยู่ได้ 3 วัน รี่พลต้องศัสตราวุธปืนใหญ่ปืนน้อยล้มตายและบาดเจ็บลำบากเป็นอันมาก เหลือกำลังต้านทานมิได้ ก็แตกฉานแหกค่ายหนีไปทุก ๆ ค่ายในกลางคืนเพลาประมาณยามเศษ ทัพไทยเข้าค่ายได้ ล่าฆ่าพลพม่ารามัญล้มตายในค่ายนอกค่ายกลาดเกลื่อนไป และจับได้เป็นนั้นก็มากแล้วไล่ติดตามไป พลพม่ารามัญแตกกระจัดพลัดพรากไม่เป็นหมวดเป็นกอง ต่างคนเอาตัวรอดรีบหนีไปทางช่องแคบ กองโจรทัพไทยซึ่งไปตั้งซุ่มอยู่นั้น ก็ออกตีกระหนาบ ก้าวสกัดฆ่าฟันพม่ามอญล้มตายมากกว่าพัน จับได้เป็นอีกก็มาก แล้วไล่ติดตามไปตีค่ายใหญ่แม่ทัพ ซึ่งตั้งอยู่ ณ ท่าดินแดน ทัพพม่ารับอยู่ประมาณครู่หนึ่ง ก็แตกฉานทิ้งค่ายพ่ายหนี และมังสุรราชาซึ่งเป็นโบชุกแม่ทัพนั้น ต้องปืนนกสับป่วยไป ทัพไทยได้ชัยชนะ”

                คราวนี้เราก็นำทัพเข้าเขตแดนพม่าต่อไป เพราะได้มาแล้วทั้งเมืองเมาะตะมะ ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ รวมทั้งเมืองเถิน เมืองด้ง เมืองลอง เมืองกะเหรี่ยง ละว้า อินทคิรี รามตี และเมืองอื่น ๆ ในเขตแดนเหนือที่เคยขึ้นอยู่กับพม่า ทัพที่รวมตัวกันอยู่ ณ เมืองเมาะตะมะนี้ รวมแล้วเป็นทหารเกือบแสนคน มีช้างและม้าอีกร่วมหลายพันตัว เมื่อถึงเมืองเสี่ยง เมืองย่างกุ้งและกรุงหงสาวดี ก็ยกไพร่พลเข้าล้อมโจมตี เจ้าเมืองทั้งสามนี้ก็สู้บ้างไม่สู้บ้าง เพราะมองไม่เห็นทางว่าจะเอาชัยชนะศัตรูไทยตั้งแสนคนนี้ได้อย่างไร ลงท้ายเหลือกำลังจะต้านทาน ก็ทิ้งเมืองแตกพ่ายหนี ไทยก็ยึดและเผาเสียทั้งสามเมือง หลังจากนั้นก็ยกทัพเข้าห้อมล้อมและโจมตีเมืองปรอนกับเมืองตองอูต่อไป พระเจ้าตองอูและเจ้าเมืองปรอนก็พ่ายแพ้อีก

                พระเจ้าแผ่นดินพม่า คือ มหาสีหสุรสุธรรมราชา อยู่ในกรุงอังวะ ก็ตกพระทัยเป็นอย่างมาก เห็นเมืองสำคัญต่าง ๆ รวมทั้งกรุงหงสาวดีราชธานีเก่าแก่ของประเทศพม่า ต้องแตกพ่ายถูกทำลายโดยกองทัพของเจ้าพระยาโกษาเหล็ก เมืองพม่าตกเป็นของไทยเกือบหมดแล้ว เหลืออยู่แต่กรุงอังวะกับเมืองเล็กอื่น ๆ อีกไม่กี่เมือง พระองค์จึงให้ตั้งค่ายใหญ่รับศึกไทยนอกเมืองอังวะ ห่างกันประมาณ 20 เส้น มีมังจาเลพระราชบุตรเป็นแม่ทัพใหญ่

                ในการสู้รบครั้งนี้ พม่าพยายามตั้งมั่นไม่ออกรบก่อนเก็บกวาดสะสมเสบียงอาหารไว้ในค่าย ปีนั้นฝนแล้ง ข้าวปลูกไม่ค่อยขึ้น ทางเมืองอังวะจึงได้เสบียงอาหารสะสมไว้น้อย แม่ทัพไทยที่รบพุ่งจู่โจมพม่ามากที่สุดนั้น คือ พระยาสีหราชเดโชไชยยกพลไทยมาท้าทายพม่าทุกวัน พม่าอดทนการโดนด่าดูถูกไม่ได้ ก็ระดมพลออกนอกค่าย สู้รบกับไทยอยู่พักหนึ่งก็ยอมแพ้วิ่งหนีเข้าค่ายกันอย่างนี้อยู่เสมอ

                อยู่มาวันหนึ่ง พม่าทำกล ออกมารบกับทัพของพระยาสีหราชเดโชไชยอยู่พักหนึ่งก็วิ่งหนีกลับเข้าค่ายอีก แล้วเปิดประตูหลังค่ายออกไปกันหมด พระยาสีหราชเดโชไชยท่านก็ฮึกเหิม ขี่ม้าขาวควบนำหน้าทหารไทย 500 คน ไล่ตามเข้าไปในค่ายพม่า ปรากฎว่าในค่ายนั้น มีทหารพม่าซ่อนตัวอยู่ในหลุมใต้ดิน ขุดเป็นสนามเพลาะหลายร้อยหลายพันคน ทหารพม่าก็ลุกฮือขึ้นพร้อมกัน ปิดประตูค่าย เข้าต่อสู้ตะลุมบอนล้อมจับทหารไทย รวมความว่าไทยเราโง่ไปถนัด หลงกลศึกแพ้เขาคราวนี้

                พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่าเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า

                “วันหนึ่งนายทัพพม่าคิดกลศึก ซุ่มพลทหารไว้ในค่ายใหญ่เป็นหลายกอง แล้วแต่ทัพล่อออกมารบกับทัพไทย ทำเสียทีแตกหนีเข้าค่าย เปิดประตูหลังค่ายหนีไป พระยาสีหราชเดโชมิทันแจ้งในกลอุบายข้าศึก ขี่ม้าขาวควบนำพลทหารประมาณ 500 เข้าไปในค่าย พลพม่าซึ่งลงซ่อนซุ่มอยู่ในสนามเพลาะภายในค่าย ก็ขึ้นจากสนามเพลาะพร้อมกัน ไล่ล้อมพลทหารไทย

                พลทหารไทยสู้รบถึงตะลุมบอน พลพม่ามากกว่าหลายเท่าก็เข้ารุมกันจับทหารไทยได้เป็นอันมาก แต่พระยาสีหราชเดโชไชย (ทิป) คนนี้ มีวิชาหายตัวได้อึดใจหนึ่ง ถือหอกควบขับม้าขาวไล่แทงพม่าล้มตายลงเป็นหลายสิบ พม่าเห็นตัวบ้างไม่เห็นตัวบ้าง ก็ไล่ล้อมรบเป็นหมู่ ๆ ไป และพระยาสีหราชเดโชสู้รบจนสิ้นกำลังก็ตกลงจากหลังม้าจะกลั้นอัสสาสประสาทก็เร็วเข้าด้วยกำลังเหนื่อย พม่าแลเห็นตัวถนัดก็เข้าล้อมกลุ้มรุมจับตัวได้พันธนาไว้แล้วชวนกันฟันแทงมิได้เข้าด้วยมีวิชาคงทนอาวุธ และพวกพลทหารไทยก็ล้วนคงกระพันทั้งสิ้น อาวุธข้าศึกกมิได้บาดเจ็บกาย แต่สู้รบกับพลพม่า ฆ่าฟันพม่าเสียเป็นอันมากจนสิ้นกำลัง พลพม่ามากกว่ามากเยียดยัดหนุนเนื่องกันเข้าห้อมล้อมจับเป็นได้สิ้น ชวนกับทุบตีฟันแทงมิได้เข้าก็จับมัดไว้ ฝ่ายกองทัพไทยซึ่งยกติดตามมาข้างหลัง จะแหกเข้าค่ายพม่า พม่าก็ต้านทานสู้รบเป็นสามารถจะหักเข้ามิได้ก็ถอยออกไป”

                เมื่อเจ้าพระยาโกษาเหล็กได้ข่าวว่าพระยาสีหราชเดโชไชยเพชรพระนารายณ์เม็ดหนึ่ง ถูกพม่าจับตัวไป ก็รีบส่งม้าเร็วมากราบทูลพระนารายณ์ พงศาวดารเล่าว่าสมเด็จพระนารายณ์ทรงตกพระทัยมากถึงกับต้องไปนิมนต์พระพิมลธรรมราชาคณะวัดระฆังเข้ามาเฝ้าในพระราชวัง และทรงขอให้ท่านดูทางในว่าพระยาสีหราชเดโชไชยยังปลอดภัยอยู่หรือเปล่า พระพิมลธรรมท่านนั่งทางในอยู่สักพักหนึ่ง ก็ลืมตาขึ้นกราบทูลองค์พระเจ้าแผ่นดินว่า พระยาสีหราชเดโชไชยนั้น ถูกพม่าจับตัวไปจริง แต่บัดนี้ได้หนีแก้ตัวพ้นอำนาจข้าศึกออกมาแล้ว ท่านหนีพม่าออกมาได้อย่างไร เราลองฟังจากพระราชพงศาวดารดู

                “ฝ่ายข้างกองทัพพม่า ครั้นจับพระยาสีหราชเดโชและพวกทหารไทย 500 พันธนาไว้ได้สิ้นแล้ว ก็จัดแจงกันจะให้คุมตัวส่งเข้าไปในเมืองอังวะ พลางเกณฑ์กันให้ขนศพพม่าที่ตายออกไปเสียนอกค่าย พอกองทัพไทยซึ่งยกหนุนมาช่วยนั้นมาถึง ก็เข้าถอนขวากแหกค่ายเย่อค่ายปีนค่าย พวกนายทัพพม่าสาละวนไล่พลออกต่อรบ ยิงปืนใหญ่น้อย และพุ่งซัดแหลนหลาวศัตราวุธเป็นอลหม่าน

                ส่วนพระยาสีหราชเดโชต้องพันธนาอยู่ จึงพิจารณาดูเมฆฉายในอากาศ เห็นศุภนิมิตแล้วร่ายพระพุทธมนต์คาถาสะเดาะพันธนาลุ่ยหลุดออกจากกายได้สิ้น แล้วลุกแล่นไปชิงเอาดาบพม่าได้ ก็ไล่ฟันพม่าซึ่งคุมอยู่นั้น ตายเป็นหลายคน พวกพม่าวิ่งหนีกระจายกันออกไป ก็เอาดาบเข้าตัดเชือกซึ่งผูกมัดพวกทหารออกได้ประมาณ 10 คน และพวกทหารเหล่านั้นก็เข้าช่วงชิงอาวุธพวกพม่า ตัดเชือกมัดพวกกันต่อ ๆ กันไปจนหมดสิ้น ก็พร้อมกันแล่นไล่ฆ่าฟันพม่าในค่ายนั้นล้มตายเป็นอันมากแตกหนีไปสิ้น ชิงเอาค่ายนั้นได้ นายกองทัพหนุนเห็นพม่าแตกหนีทิ้งค่ายตำบลนั้นเสียแล้ว ก็ช่วยกันตีค่ายอื่น ๆ ต่อไป พวกพลพม่าพากันตื่นตกใจเสียที ไม่เป็นอันที่จะสู้รบ วิ่งกระจัดพลัดพรากกันไป

                กองทัพไทยล่าตามฆ่าฟันพม่าเสียครั้งนั้นเป็นอันมากและมังจาเล ราชบุตรพระเจ้าอังวะ ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่หนีมิทันก็ตายอยู่ในค่าย นายทัพนายกองพม่าตายลงเป็นหลายคนก็เสียค่ายทั้งสิ้น พากันหนีเข้าเมืองอังวะ”