Get Adobe Flash player

เมื่อไทยทำลายประเทศพม่า ครั้งที่ 2 ต่อ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว

               กองทัพไทยล่าตามฆ่าฟันพม่าเสียครั้งนั้นเป็นอันมากและมังจาเล ราชบุตรพระเจ้าอังวะ ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่หนีมิทันก็ตายอยู่ในค่าย นายทัพนายกองพม่าตายลงเป็นหลายคนก็เสียค่ายทั้งสิ้น พากันหนีเข้าเมืองอังวะ”

               เรื่องพระยาสีหราชเดโชไชยหายตัวได้ทีละอึดใจหนึ่งนี้ เราคนสมัยใหม่ก็ตระหนักดีว่าไม่เป็นความจริง แต่ก็น่าสงสัยว่าทำไมคนโบราณจึงเชื่อกันว่า ท่านแม่ทัพคนนี้หายตัวได้จริง และพงศาวดารก็ไม่เคยกล่าวถึงแม่ทัพไทยคนอื่นในทำนองนี้

               ผู้เขียนมีข้อคิดอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งอยากจะขอเสนอต่อท่านผู้อ่านว่า พระยาสีหราชเดโชไชยนี้ ท่านเป็นทหารม้า มักควบม้าสีขาว และชำนาญการสู้รบบนหลังม้าทั้งทวนและดาบ ในการสู้รบสมัยโบราณบนหลังม้านั้น ผู้ที่ขี่ม้าเก่ง สามารถห้อยร่างให้ติดอยู่กับด้านหนึ่งของม้าขณะที่มันควบได้ โดยเอามือยึดคอหรือบังเหียนม้าไว้ และเอาเท้ายึดห้อยจากอานม้า เมื่อโหนห้อยตัวแบบนี้แล้ว ผู้ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของม้าจะมองไม่เห็นคนขี่เลย แต่จะห้อยอยู่ได้ไม่นาน สักพักหนึ่งก็ต้องเหวี่ยงตัวกลับขึ้นมานั่งบนหลังม้าตามเดิม การห้อยตัวจากด้านข้างหนึ่งของม้านี้ พวกอินเดียนแดงนิยมทำกันมาก สมัยที่สู้รบกับเคาบอยอเมริกัน คงเป็นเพราะพระยาสีหราชเดโชไชยเป็นยอดทหารม้าที่เก่งกาจสามารถ คนจึงลือกันว่าท่านสามารถหายตัวได้อึดใจหนึ่งก่อนที่จะต้องปรากฎตัวให้ผู้อื่นเห็นได้ตามเดิม

               ส่วนเรื่องที่ว่าทหารไทยอยู่ยงคงกระพันกันทั้ง 500 คนนั้น เป็นเรื่องเหลวไหล ถ้าทหารไทยอยู่ยงคงกระพันจริง และทหารพม่าซึ่งถือศาสนาพุทธห้อยพระเช่นเดียวกับเรานั้น ไม่มีใครอยู่ยงคงกระพัน เราก็คงจะรบชนะพม่าได้ทุกครั้งที่ทำสงครามกัน เรื่องอยู่ยงคงกระพันนี้ เป็นความเชื่อถือเหลวไหลที่ดำรงมาจนทุกวันนี้

               หากเราคนสมัยใหม่ คิดไม่เชื่อเสียว่าพระยาสีหราชเดโชไชยท่านหายตัวได้ ไม่เชื่อเสียว่าท่านอยู่ยงคงกระพัน และไม่เชื่อว่าท่านสามารถร่ายมนต์ปลดเครื่องพันธนาการได้ เราก็ต้องยอมรับว่า แท้จริงท่านแม่ทัพของไทยผุ้นี้ เป็นนักรบที่เก่งแปลกประหลาด เพราะนอกจากท่านจะขี่ม้าเก่งจนบางขณะข้าศึกและทหารของท่านเองเห็นแต่ม้า ไม่เห็นตัวท่านแล้วเมื่อท่านถลำเข้าไปในค่ายของศัตรู พม่าซึ่งมีกำลังเหนือกว่าหลายเท่า ก็ไม่สามารถจะรุมกันฆ่าท่านได้ และเมื่อจับท่านและทหารไทยอื่น ๆ ที่รอดตายได้หลายคนแล้ว ท่านก็ยังสามารถตัดเชื่อกที่มัดตัวออกได้ ซึ่งคงจะใช้มีดเล็กที่ซ่อนอยู่กับตัวท่านนั้นตัด มิได้ใช้เวทมนตร์แต่อย่างไร

               หลังจากนั้น ด้วยความเก่งกล้าสามารถผิดมนุษย์ ท่านได้แย่งดาบทหารพม่าที่ห้อมล้อมท่านอยู่ ตัดพันธนาการทหารไทยอื่นออก ไล่ฆ่าฟันพม่าจนยึดค่ายที่เคยเป็นหลุมพรางกักขังท่านไว้นั้นสำเร็จได้ชัยชนะ เราเป็นคนสมัยใหม่ อ่านถึงความเก่งกาจสามารถของท่านผู้นี้แล้ว ยิ่งรู้สึกทึ่งและภาคภูมิใจไปยิ่งกว่าคนโบราณ ซึ่งนึกว่าท่านเก่งเพราะมีเวทมนตร์คาถา

               หลังจากได้ชัยชนะครั้งนั้น และฆ่าลูกชายของพระเจ้าแผ่นดินพม่าตายไปแล้ว เจ้าพระยาโกษาเหล็กก็ยกพลเข้าล้อมเมืองอังวะสามด้าน คราวนี้พม่าเข็ดขยาดกลัวปักหลักแน่นอยู่ในเมือง ไม่กล้าออกมารบอีก พระเจ้าแผ่นดินพม่าเกณฑ์ทหารขึ้นประจำเชิงเทินรอบเมือง รักษากรุงอังวะอย่างหนาแน่นทั้งกลางวันกลางคืน

               ฝ่ายไทยแต่งทัพยกเข้าจู่โจมเมืองหลายครั้ง ก็ไม่สามารถตีให้เมืองแตกได้ ในปีนั้นเป็นที่เมืองพม่าปลูกข้าวได้น้อยเพราะแล้งฝน ข้าวในเมืองพม่ามีอยู่เท่าไรก็ขนเข้าไปเก็บไว้ในเมืองอังวะหมด ขนาดนั้นพลเมืองในกรุงอังวะยังขาดเสบียงอาหารอดข้าวอดปลาหิวโหยล้มตายกันเป็นอันมาก เพราะถูกกองทัพไทยล้อมอยู่รอบด้าน ทุกวันที่ผ่านไป อาหารในเมืองก็ลดน้อยลงทุกที กรุงอังวะในช่วงนี้ดูชะตาช่างอาภัพนัก เพิ่มถูกจีนฮ่อมาล้อมได้ไม่นาน ก็โดนไทยล้อมเมืองต่อไปอีก

               ฝ่ายกองทัพไทยนั้น ขนเสบียงติดทัพมาเท่าไร ก็เริ่มจะหมดเช่นกัน และเมื่อเจ้าพระยาโกษาเหล็กท่านส่งทหารออกหาเสบียงอาหารตามหัวเมืองใกล้เคียงกรุงอังวะก็ปรากฎว่าแทบจะไม่มีอาหารเหลืออยู่ เพราะถูกขนเข้าไปกักตุนไว้ในเมืองอังวะเสียหมด ทหารไทยเราเองก็เริ่มอดอยากล้มตายเพราะไม่มีข้าวกินกัน เหตุการณ์นี้แสดงถึงความบกพร่องของฝ่ายทัพไทยเองที่ไม่สามารถสะสมเสบียงวางแผนล่วงหน้าให้รอบคอบเพียงพอก่อนจะมาล้อมกรุงอังวะนั้น เราก็ได้โจมตีทำลายเมืองสำคัญของพม่าเสียทั่วไป ควรจะพยายามสะสมเสบียงอาหารจากเมืองเหล่านั้นมาเป็นกำลังตีกรุงอังวะให้แตก แต่เพราะความประมาทเดินทัพเร่งรีบต่อไป โดยไม่ต้องคำนึงถึง Logistics ให้ดี จึงเกิดการขาดเสบียงอาหารขึ้น กองทัพนั้น ไม่ว่าจะใหญ่เท่าใดหากไม่มีข้าวให้ทหารกิน ก็ไม่มีแรงจะไปสู้รบกับผู้ใดได้ เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้ฝ่ายไทยเริ่มสงสัยว่า ควรจะยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยาหรือยัง

               การยกทัพไปตีเมืองข้าศึกนั้น ทำได้ไม่ยาก เพราะทหารทุกคนยังแข็งแรงและอาหารการกินก็สมบูรณ์ เวลาที่อันตรายที่สุดคือตอนล่าถอยทัพกลับคืนประเทศของตน เพราะมาถึงตอนนี้ เหล่าทหารก็บาดเจ็บเสียมาก ที่เหลืออยู่ก็ผอมแห้งแรงน้อยเพราะอดอาหาร ฝ่ายประเทศข้าศึกได้ทีจะติดตามมาเข่นฆ่า จนกองทัพแตกสลายกลับไม่ถึงเมืองไทยก็เป็นไปได้  เรื่องนี้ทำให้เจ้าพระยาโกษาเหล็กท่านวิตกกังวลมาก ท่านจึงบอกแก่แม่ทัพนายกองของไทยทั้งหลายว่า

               “บัดนี้รี้พลเรากันดารอาหาร ถอยกำลังทั้งไข้เจ็บก็มากแล้วเราจะล่าทัพกลับไปโดยตรงนั้นมิได้ พม่าชาวเมืองจะได้ทียกออกติดตามตีตัดท้าย รี้พลเราจะพินาศฉิบหายเป็นอันมาก จำจะคิดกลอุบายล่อลวงให้พม่าเข็ดขยาดฝีมือเราเสียก่อน จึงจะผันผ่อนล่าทัพกลับไปได้โดยสะดวกไม่มีภัยอันตราย”

               แล้วท่านจึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งให้เชลยพม่าถือเข้าไปในเมืองอังวะ มีใจความว่า

               “หนังสือเราผู้เป็นมหาจตุรงคบรินายกดุจจักรแก้วอันประดิษฐานใต้เบื้องบงกชเรณูมาศ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา ผู้เป็นอัครอิสราธิปไตย ในสยามประเทศเขตขัณฑสีมาปราจิณทิศมาถึงเสนาบดีกรุงรัตนบุระอังวะ ด้วยเรากราบทูลพระกรุณารับอาสายกพยุหโยธาทัพมาครั้งหมายจะตีเอากรุงรัตนบุระอังวะทูลเกล้าถวายสนองพระเดชพระคุณให้จงได้ จะให้แผ่ผ่านราชอาณาเขตปกครองครอบงำไปในพุกามประเทศ และรามัญประเทศทิศอัษฎงพิสัยทั่วทั้งสิ้น และพลทวยหาญพม่ากับไทยก็ได้ต่อยุทธ์เห็นกำลังและฝีมือกันเป็นหลายครั้ง ซึ่งใครมีชัยและปราชัยนั้นย่อมแจ้งอยู่แก่ใจด้วยกันแล้ว

               แม้จะขับเคี่ยวกระทำการสงครามสืบไปมาตรว่าเราจะได้เมืองก็เหมือนหนึ่งไม่ได้ด้วยในเมืองอังวะขัดสนเสบียงอาหารกันดารนัก

               ฝ่ายเราจะอยู่รักษาเมืองก็ยาก ประการที่กองทัพเราฝืดเคืองขัดด้วยเสบียงซึ่งจะเลี้ยงกัน จะกวาดต้อนครอบครัวเชลยไปนั้นก็ลำบาก ด้วยอดอยากล้มตายมากกว่ามากนัก และครั้งนี้เราไม่ได้เมืองอังวะ ครั้งจะล่าทัพถอยไปเล่า ก็เกรงพระราชอาญา จะลงโทษ โดยพระอัยการศึกถึงสิ้นชีวิตจะเลิกทัพกลับไปก็ไม่ได้ และบรรดาพม่านายไพร่ในเมืองอังวะนี้ไม่มีใครกล้าหาญล้วนแต่มีสันดานขลาดดุลสตรี สิ้นแล้วหรือประการใด จึงไม่ออกมาตีทัพเรา และไม่ออกมาเจรจาความเมืองด้วยเรา ชวนกัน นิ่งซ่อนหน้าอยู่แต่ในเมืองได้ ช่างกระไรไม่มีความละอายผิดพิสัยชายชาติทหารคิดการดังนี้มิควรนัก จงเห็นแก่ทางไมตรีที่ได้เคยเป็นคู่สนุกด้วยกันในการสงคราม ขอให้ยกพลโยธาทหารออกมาต่อตีทัพเราอีกสักครั้งหนึ่งเถิด”

               ฝ่ายพม่าได้รับหนังสือของเจ้าพระยาโกษาเหล็ก ก็ปรึกษาหารือกัน และเห็นพ้องกันว่า หนังสือนี้เป็นกลของฝ่ายไทยที่จะยั่วให้ออกมารบ ไม่ควรปฏิบัติตามคำท้าทายเรียกร้องของเจ้าพระยาโกษาเหล็กนี้เป็นแน่ หากยกทัพออกไปนอกเมืองไทยคงยกพลที่แอบซ่องสุมอยู่เข้าโจมตีทุกด้านจะเสียเปรียบพินาศถึงเสียเมืองได้ คิดดังนั้นแล้วฝ่ายพม่าก็นิ่งเสีย ไม่ยอมโต้ตอบรักษาเมืองอังวะกันเงียบ ๆ ต่อไป

               เจ้าพระยาโกษาเหล็กคอยอยู่ 2-3 วัน ไม่เห็นกองทัพพม่ายกออกมา ก็แต่งหนังสือฉบับที่สองไปยั่วอีก มีใจความว่า

               “บรรดาพม่าในเมืองอังวะทั้งนาย และไพร่ ไม่มีใครองอาจกล้าหาญในสงครามล้วนแต่มีสันดานภิรุกชาติ ขลาดดุจสตรีทั้งสิ้นเป็นแท้ แต่เราวิงวอนอ่อนง้อ ขอให้ยกกองทัพออกมาตีเราสักครั้งหนึ่ง จักพึ่งพอเป็นเหตุให้ลงใบบอก ส่งลงไปกราบทูลพระกรุณา จะขอล่าทัพเท่านี้ ก็ยังว่าหาออกมาไม่ ช่างกระไรไม่มีความเมตตาการุณภาพแก่เราบ้างเลย มาตัดทางไมตรีเด็ดเดี่ยวไปเสียฉะนี้ก็มิควร ถ้าและจะไม่อนุเคราะห์แก่เราโดยแท้แล้วก็จงเร่งบอกออกมา เราทั้งหลายก็จะลาพระเจ้าอังวะล่าทัพ กลับไปโดยเร็ว”