Get Adobe Flash player

เมื่อไทยทำลายประเทศพม่า ครั้งที่ 2 โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว

               “บรรดาพม่าในเมืองอังวะทั้งนาย และไพร่ ไม่มีใครองอาจกล้าหาญในสงครามล้วนแต่มีสันดานภิรุกชาติ ขลาดดุจสตรีทั้งสิ้นเป็นแท้ แต่เราวิงวอนอ่อนง้อ ขอให้ยกกองทัพออกมาตีเราสักครั้งหนึ่ง จักพึ่งพอเป็นเหตุให้ลงใบบอก ส่งลงไปกราบทูลพระกรุณา จะขอล่าทัพเท่านี้ ก็ยังว่าหาออกมาไม่ ช่างกระไรไม่มีความเมตตาการุณภาพแก่เราบ้างเลย มาตัดทางไมตรีเด็ดเดี่ยวไปเสียฉะนี้ก็มิควร ถ้าและจะไม่อนุเคราะห์แก่เราโดยแท้แล้วก็จงเร่งบอกออกมา เราทั้งหลายก็จะลาพระเจ้าอังวะล่าทัพ กลับไปโดยเร็ว”

               พวกพม่าได้รับหนังสือนี้ ก็ยิ่งแน่ใจว่า ไทยจะล่อให้ออกมาจากเมือง จะได้ทำอันตรายต่อทัพพม่า และยกพลเข้ายึดเมืองได้ จึงตั้งมั่นรักษากรุงอังวะอยู่ตามเดิม ไม่ยอมมีหนังสือโต้ตอบและไม่ยอมเปิดประตูเมืองยกทัพออกมาต่อสู้

               หลังจากนั้น เจ้าพระยาโกษาเหล็กท่านก็แอบส่งช้างม้าทหารไทยที่บาดเจ็บและป่วยไข้ รวมทั้งเชลยมอญพม่า ให้เดินทางกลับเมืองไทยเสียก่อนอย่างเงียบ ๆ เหลือไว้แต่นายทัพนายกองและทหารไทยที่แข็งแรง แล้วพอถึงตอนกลางคืน ท่านก็สั่งให้จุดไฟเผาไม้แห้งหญ้าแห้งรอบค่ายหลายกอง ทำเสียงอึกทึกให้พม่าคิดว่าฝ่ายไทยกำลังล่าถอยทัพกลับ ฝ่ายนายทหารพม่ามองดูจากในกรุงอังวะ เห็นไฟลุกขึ้นในค่ายไทย ก็คิดว่าเจ้าพระยาโกษาเหล็กท่านเผาค่าย ถอนทัพกลับเมืองไทยแล้วจึงเปิดประตูเมืองออกมา หวังจะเก็บเสบียงอาหารที่เหลืออยู่ในค่าย แต่ปรากฎว่าทหารไทยของเจ้าพระยาโกษาเหล็กนั้นแอบซ่อนอยู่ จึงถูกไทยเข้าโจมตีรอบด้าน พงศาวดารกล่าวว่าในคืนนั้นพม่าถูกฆ่าตายอีกมากมาย ที่ถูกจับเป็นเชลยนั้นมากกว่าหมื่นคน

               “ฝ่ายพม่าชาวเมืองทั้งหลายมิได้รู้ในอุบาย ครั้งเห็นแสงเพลิงและได้ยินเสียงปืนดังนั้น ก็สำคัญว่ากองทัพล่าหนีปแล้วก็มีความยินดีนัก ต่างคนต่างอดอาหารกันดารอยู่ ก็เปิดประตูเมือง กรูกันเอาหาบคานออกมา ปรารถนาจะเก็บเอาเสบียงอาหารและสิ่งของอันเหลืออยู่ในค่าย

               ครั้งมาถึงหน้าค่ายซึ่งเปล่าอยู่นั้น ก็กรูกันเข้าไปในค่าก็มิได้สิ่งของอันใดแล้วชวนกันแล่นออกไปยังค่ายชั้นนอก ซึ่งกองทัพไทยซุ่มอยู่นั้น ครั้งเห็นเงียบสงบอยู่ ก็มิได้พิจารณาและเปิดประตูกรูกันเข้าไปในค่ายนั้นทุกทุกค่าย ฝ่ายกองทัพไทยซึ่งซุ่มอยู่ในค่ายทั้งหลายนั้น ก็วางปืนจ่ารงมณฑกนกสัประดมเอาพม่าชาวเมืองทั้งหลายล้มตายเป็นอันมาก บ้างก็ออกไล่รุกรันฟันแทง พม่าทั้งหลายมิทันรู้ตัว ก็วิ่งระส่ำระสายไปเป็นอลหม่าน และจะหนีกลับเข้าเมือง

               พลทหารไทยซึ่งอยู่สองข้างเมืองนั้นก็ออกวกหลัง ไล่รุกรันฟันแทงพม่าทั้งหลายล้มตายในที่นั้นเป็นอันมาก และจับได้เป็นส่งมายังค่ายหลวงนั้นก็มาก กองทัพไทยฆ่าพม่าเสียและจับเป็นได้นั้นก็มากกว่าหมื่น พม่าทั้งหลายซึ่งรอดไปได้บ้างนั้นก็หนีเข้าเมือง พลทหารไทยไล่ติดตามไปถึงประตูเมือง ชาวเมืองปิดประตูเมืองเสียทันก็ขึ้นประจำรักษาหน้าที่เชิงเทินหอรบป้องกันเมืองเป็นสามารถ ทัพไทยก็มิอาจเข้าเมืองได้ ก็ถอยกลับออกมายังค่าย แลพม่าชาวเมืองอังวะทั้งหลาย ครั้งนั้นถึงพินาศฉิบหายเป็นอันมาก ที่เหลืออยู่นั้น สะดุ้งตกใจกลับทัพไทยยิ่งนัก ต่างคนต่างร้องไห้ร่ำรักญาติทั้งหลาย อันล้มตายหายจากกันไปนั้นทุกบ้านทุกเรือน และในเมืองอังวะครั้งนั้นเงียบเหงาเศร้าโศกวิโยคพลัดพรากซึ่งกันและกันเป็นอันมากนัก”

               ถึงแม้จะได้ชัยชนะอีกเป็นครั้งที่สอง แต่ก็ยังไม่ดีพอที่จะตีเอาเมืองอังวะได้ คราวนี้เจ้าพระยาโกษาเหล็กจึงทำหนังสือเป็นฉบับที่สาม ส่งเข้าไปยั่วและขู่ขวัญพม่าอีกว่า

               “พม่าชาวเมืองอังวะนี้ มิได้มีสติปัญญา หนาไปด้วยโมหะครอบงำอยู่สันดาน มิได้รู้ในการสงครามทั้งปวงและมิได้ฉลาดในกลพิชัยสงคราม แต่เราลวงใจหยอกเล่นหน่อยหนึ่งเท่านี้ ก็ยังหารู้ไม่ ชวนกันเทเมืองออกมาหาเราถึงค่าย เอาชีวิตออกพลีกรรมอาวุธพลทหารแห่งเรา จนเบื่อฆ่า ฉะนี้ดูมิควรยิ่งนัก อนึ่งพม่าชาวเมืองอังวะทั้งหลาย ซึ่งพลทหารแห่งเราฆ่าเสียและจับเป็นได้มากนั้น ก็เป็นประเพณีศึกมาแต่ก่อน พระเจ้าอังวะและเสนาบดีทั้งหลายอย่าได้โทมนัสขัดเคืองแก่เราเลยจงอยู่เป็นสุขสวัสดิพิพัฒน์เถิด เราจะลาล่าทัพกลับไปเร็วแล้ว”

               ครั้งพระเจ้าอังวะและเสนาบดีพม่าทั้งหลายได้รับหนังสือฉบับสุดท้ายนี้ ก็คิดว่าฝ่ายไทยส่งสารมาล่อออกไปฆ่าอีก จึงต่างหดหัวอยู่ในตัวเมืองอังวะ ปิดประตูเมืองแน่น ไม่ยอมออกมาอีกเจ้าพระยาโกษาเหล็กจึงยกกองทัพไทยออกจากค่ายทั้งหมด เลิกทัพเปิดวงล้อมกรุงอังวะออกถอนกำลังเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยา

               การศึกรุกรานประเทศพม่า ภายใต้บังคับบัญชาของเจ้าพระยาโกษาเหล็กนี้ แท้จริงประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะกองทัพไทยที่ใหญ่มหึมา มีจำนวนไพร่พลร่วมแสนนี้สามารถโจมตีและทำลายเมืองสำคัญของพม่าทั้งหมด คือเมืองจิตตอง สิเรียม ย่างกุ้ง เมืองแปร เมืองพุกาม และกรุงหงสาวดี เมืองสำคัญของพม่าที่รอดพ้นไม่ถูกทำลายก็มีแต่กรุงอังวะเท่านั้น แม้แต่เมืองอังวะ นครหลวงของพม่าก็เรียกได้ว่าย่อยยับเต็มทีผู้คนล้มตายเพราะถูกไทยฆ่าฟัน รวมทั้งเจ็บไข้ อดอาหารหิวโหยตายไปอีกเป็นจำนวนมาก

               ปัญหาอยู่ที่ว่า การกระทำศึกรุกรานพม่านี้ จะเรียกว่าเราชนะหรือไม่นั้น ก็ขึ้นแก่การพิจารณาของท่านผู้อ่านแต่ละคน ถ้าเราจะถือว่า ความสำเร็จในการทำสงครามอยู่ที่การเผาทำลายเมืองหลวงและจับหรือฆ่าพระเจ้าแผ่นดินของข้าศึกได้ ก็นับว่าชัยชนะในการศึกของเรานี้ไม่สมบูรณ์

               แต่ถ้าเราถือว่าความสำเร็จในการก่อสงครามรุกรานเขตแดนศัตรู อยู่ที่ว่าประเทศของศัตรูนั้น ถูกทำลายย่อยยับเพียงใด และกำลังรบของศัตรูนั้นต้องประสบความปราชัยพังพินาศไปแค่ไหน ก็ต้องถือว่างานของเจ้าพระยาโกษาเหล็ก แม่ทัพเอกของพระนารายณ์นี้ เป็นชัยชนะที่ใหญ่หลวง เพราะมีผลให้ประเทศพม่าถูกทำลายแทบทั้งประเทศ

               อังวะเมืองหลวงถึงจะไม่แตก ก็ย่อยยับหมดฤทธิ์เดช มีผลให้พม่าเข็ดขยาดคร้ามกลัวไทย และไม่กล้ายกทัพมา รบกวนอาณาจักรไทยตลอดรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเพทราชา พระเจ้าเสือ แลพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ จน 70 ปีต่อมา ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ เมืองไทยเราอ่อนแอผิดธรรมดา จึงมีศึกพม่ามาติดเมืองอีก ถ้าเราพิจารณาเหตุผลต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้ ก็จะต้องลงความเห็นว่า การศึกรุกรานทำลายประเทศพม่าของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนี้ เป็นชัยชนะสำคัญ

               และประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง