Get Adobe Flash player

เมื่อบาทหลวงฝรั่งเศสต้องแก้ปัญหาราชทูตไทยไม่ชอบเข้าสังคม โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

                ครั้งแรกที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงส่งคณะราชทูตไทยไปเจริญพระราชไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งกรุงฝรั่งเศสนั้น มีเหตุเกิดเคราะห์ร้ายเกิดขึ้น เพราะเรือสำเภาที่บรรทุกคณะราชทูตไทยไปต้องมรสุมกลางมหาสมุทรถึงล่มอับปางลง ชาวไทยทุกคนในคณะราชทูตนั้นจมน้ำตายจนหมดสิ้น

                กว่าทางกรุงสยามจะได้ข่าวว่าสูญเสียราชทูตคณะแรกนี้ไป เวลาก็ผ่านไปแล้วร่วม 2-3 ปี

                ด้วยเหตุนี้เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงตัดสินพระทัยที่จะส่งคณะราชทูตไทยชุดที่ 2 ไปยังกรุงฝรั่งเศสอีก คนไทยในวังทั้งหลายต่างก็หดหัวกลัว ขลาด หวั่นใจตกใจกันหมดสิ้นทุกคน

                ผู้ที่เป็นข้าราชการขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็ไม่ปรารถนาที่จะละทิ้งยศฐาบรรดาศักดิ์และความสุขสบายในกรุงสยาม เสี่ยงอันตรายข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงทวีปยุโรป

                จึงตกเป็นภาระของข้าราชการชั้นน้อยและต่ำลงมา เมื่อมีการเลือกตัวกันก็ปรากฎว่าผู้ที่ได้รับเลือกนั้น เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยสองท่าน

                ท่านหนึ่งมาจากรมอาสาจาม อีกท่านหนึ่งมาจากกรมท่าไม่ได้เป็นขุนนางชั้นอาวุโส มิได้มีความรู้ทางด้านหลักการเมืองระหว่างประเทศ หรือมีความชำนาญในการติดต่อเจรจากับชนต่างชาติมากเพียงพอ

                จึงไม่สามารถปฏิบัติตัวให้เป็นที่ชื่นชมเคารพนับถือในสายตาของคนฝรั่งได้

                เมื่อเดินทางมาถึงกรุงฝรั่งเศสกลับทำตนไม่ค่อยจะสุภาพต่อเจ้าของบ้านเมือง ก่อความยุ่งยากใจให้แก่บาทหลวงฝรั่งเศสซึ่งทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงอยู่เป็นอันมาก

                หากเราอ่านประชุมพงศาวดารภาคที่ 32 เกี่ยวกับจดหมายเหตุของคณะบาทหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จะเห็นข้อความหลายชิ้นหลายอันที่บ่นถึงการที่ท่านทูตทั้งสองของสมเด็จพระนารายณ์นี้ ไม่ชอบเข้าสังคม ดีแต่จะหลบตัวอยู่ในที่พัก ถึงเวลาที่เขาจะจัดให้ไปร่วมรับประทานอาหารกับขุนนางเสนาบดีฝรั่งเศส ก็ร้องว่าปวดหัวบ้าง ปวดท้องบ้าง

                เวลาที่เขานำไปดูวัดดูโบสถ์ก็แสดงกิริยาเบื่อหน่ายเต็มทีและโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านไม่อยากดูละครของฝรั่งเลย คงจะเป็นเพราะว่าท่านฟังไม่รู้เรื่อง ติดตามเรื่องราวลำบาก ต้องนั่งตัวขดอยู่ในเก้าอี้เป็นเวลาหลายชั่วโมง จะลุกขึ้นไปยืดแข้งยืดขาปัสสาวะหรือกินหมากก็ทำไม่ได้

                จดหมายเหตุของบาทหลวงฝรั่งเศสวาเช มีอยู่หลายตอนที่บ่นถึงเรื่องมารยาทของทูตไทยทั้งสองท่านนี้ ตอนหนึ่งท่านกล่าวว่า

                “การที่อยู่ในที่ที่เขารับรองเช่นนี้ดูสบายเป็นสุขมาก เพราะไม่ได้ยินได้ฟังอย่างอื่น นอกจากการยกย่องสรรเสริญ ไม่ได้เห็นอย่างอื่นนอกจากเจ้าบ้านผ่านเมืองใหญ่ ๆ ชิงกันที่จะรับรองพวกเรา ทั้งคอยชิงแสดงไมตรี แลให้เกียรติยศต่อพวกเราด้วย

                จริงอยู่ที่มีคนมาต้อนรับเช่นนี้ ก็เกี่ยวแก่การที่พวกนี้อยากดูอยากเห็นก็มาก

                แต่อย่างไรก็ดีเป็นเรื่องที่ยากลำบากในที่สุด เพราะต้องอยู่แก่คนที่คอยทำท่าปึ่งในเวลาที่คนอื่นแสดงไมตรีอันสุจริต

                แลต้องคอยเอาเข็มแทงอย่างโค เพื่อพวกนี้แสดงกิริยาอันสุภาพ แลยิ่งคนอื่นคิดอ่านหาทางที่จะให้พอใจ พวกไทยก็ยิ่งแสดงความไม่พอใจเรื่อยไป”

                เรื่องการหลบหลีกรับเชิญเลี้ยงอาหารก็เป็นปัญหาที่ท่านบาทหลวงบันทึกไว้ด้วยความไม่พอใจ

                “การที่รับประทานอาหารเช่นนี้ พวกข้าราชการต่างพระองค์ได้ทำให้พวกข้าพเจ้าร้อนใจและอับอายอย่างที่สุด การร้อนใจแลอับอายนั้นไม่ใช่แต่ข้าพเจ้าคนเดียว มองซิเออร์ เดอ บรีซาเซีย และแฟมาเนล ก็ร้อนใจเหมือนกัน เพราะท่านทั้งสองนี้ได้รับคำอ้อนวอนจากเพื่อนฝูงบ่อย ๆ ขอให้พามาด้วย

                ข้อที่ร้อนใจและอับอายนั้น ก็เกิดจากข้าราชการต่างพระองค์ ซึ่งเป็นการที่จะแก้ยากที่สุด คือท่านข้าราชการก็ทราบแลรับรองแล้ว ว่าจะได้มานั่งโต๊ะรับประทานอาหารพร้อมกับแขก

                แต่ครั้นถึงเวลาที่จะรับประทานอาหาร ต่างคนก็แกล้งบอกป่วย คนหนึ่งคงปวดศีรษะ คนหนึ่งคงปวดท้อง ต่างคนอุดอยู่แต่ในห้อง แลบางทีก็ต้องเชิญแขกที่เป็นคนสำคัญ ๆ กลับไป และคนเหล่านี้ได้มาหาก็ประสงค์จะให้เกียรติยศต่อพวกเราเท่านั้น

                คนชาติฝรั่งเศสเป็นคนที่ชอบรู้ชอบดู ทั้งเป็นคนที่มีอัธยาศัยอันสุภาพด้วย ถ้าคนของเราจะประพฤติให้เข้าหานิสัยทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้แล้ว ก็ต้องยอมตัวเป็นลิงเท่านั้น

                ข้าพเจ้าได้กล่าวในข้อนี้โดยแรงก็เพราะเหตุว่า พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสพระอนุชาของพระองค์แลเสนาบดีกระทรวงต่าง ๆ โดยมาก ได้รับฟังและพูดกับข้าพเจ้าในเรื่องนี้ แลได้กำชับข้าพเจ้าให้ไปชี้แจงให้คนไทยเข้าใจ ว่าบรรดาผู้ที่ไปหายังโฮเต็ลตารานนั้น ก็ล้วนแต่เป็นคนที่นับถือคนไทยทั้งสิ้น

                ข้าพเจ้าต้องสารภาพว่าในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าได้เกิดโทสะหลายสิบครั้ง เพราะข้อแก้ตัวของคนไทยฟังไม่ได้เลย

                ข้อแก้ตัวอย่างอื่นก็ไม่มี นอกจากอ้างว่าไม่ได้มีพระราชโองการให้ข้าราชการเหล่านี้ออกรับแขกอย่างใด”

                เวลาฝ่ายเจ้าของเมืองฝรั่งเศสเขาจัดให้ไปดูบ้านดูเมืองชมตึกรามบ้านช่องต่าง ๆ ท่านข้าราชการไทยทั้งสองก็แสดงความไม่พอใจ เพราะขี้เกียจออกไปดู ดังข้อบันทึกว่า

                “ถ้าวันใดเป็นวันที่อากาศโปร่งดี พวกข้าพเจ้าจะพยายามพาพวกข้าราชการไทยไปชมดูสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเครื่องพอใจของชาวต่างประเทศ ทั้งในเมืองแลนอกเมืองปารีส

                แต่การที่รับรองเช่นนี้ ก็ได้รับรองมากเกินกว่าที่ได้ทำจริง คนจำพวกนี้ช่างสมเป็นจำพวกคนเกียจคร้านเสียจริง ๆ

                ข้าพเจ้าเชื่อว่าการที่จะขอเข้าในคณะบาทหลวง จะไม่ยากเท่ากับทางที่จะให้พวกนี้ออกจากห้องได้

                อีกประการหนึ่งในไม่ช้าข้าพเจ้าก็ได้รับคำต่อว่าของเสนาบดี เพราะเขาถือว่าข้าพเจ้าเป็นหัวใจของพวกนี้ การที่พวกไทยได้แสดงกิริยาอันปราศจากความสุภาพ ได้แสดงโมโหโทโส ทั้งทำท่าทางเย่อหยิ่งต่าง ๆ นั้น เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าต้องรับบาปแทนทั้งสิ้น

                แต่อะไรไม่ร้ายเท่ากับที่ข้าพเจ้าต้องหาเรื่องสำหรับเป็นข้อแก้ตัวแทนพวกนี้ไม่หยุดไม่หย่อนเลย”

                แม้ถึงเวลาพาไปดูพระราชวังแวร์ซาย ซึ่งเป็นที่เลื่องลือว่าสวยงาม ตระการตายิ่งนัก ท่านทูตไทยก็ไม่สนใจอยู่ดี

                “ในพระราชอุทยานนั้น ได้เปิดน้ำพุทุก ๆ แห่ง และพวกเราได้นั่งรถลาก ซึ่งชนชาติสวิตเซอร์แลนด์เป็นผู้ลากไปดูน้ำพุทั่วทุก ๆ แห่ง ของอันน่าดูเหล่านี้ เป็นสิ่งที่คนทั่วโลกอยากดูอยากเห็นทั้งนั้น พวกไทยได้ดูโดยเสียไม่ได้ ซึ่งก็ทำให้หัวใจของข้าพเจ้าเย็นดุจน้ำแข็ง

                และพวกไทยก็พูดรับไปว่าดูพอแล้วกลับกันทีเถิด ดูเหมือนจะเบื่อเต็มที แต่ก็ยังเคราะห์ดีด้วยการที่ไทยแสดงกิริยาเช่นนี้ไม่มีใครรู้เห็น นอกจากข้าพเจ้าคนเดียว”

                รู้สึกว่ามีสิ่งหนึ่งที่ท่านทูตทั้งสองชอบในเมืองฝรั่งเศสเป็นพิเศษ คือสุรา บาทหลวงฝรั่งเศสเล่าว่า ต้องคอยระวังเรื่องการเสิร์ฟเหล้าไวน์ หรือสุราที่แรงกว่าชนิดต่าง ๆ เพราะคนไทยกินเข้าไปแล้ว ดื่มเข้าไปแล้ว ก็หยุดยั้งไม่ได้ มึนเมาจนเป็ฯที่ขายหน้าแก่ฝรั่งทั้งหลาย

                ลงท้ายท่านจึงต้องแอบกระซิบให้คนเสิร์ฟอาหารนั้น เอาน้ำผสมในขวดเหล้าจนฤทธิ์ของเหล้านั้นเบาบางลง เพื่อคณะทูตไทยจะได้ดื่มหลายแก้วโดยไม่เมา

                “ในการที่พวกไทยรับประทานอาหารทั้งในบ้านและนอกบ้าน จะต้องคอยระวังอย่างที่สุด เพราะทราบกันอยู่แล้วว่า สุราฝรั่งเศสเป็นสุราที่มีชื่อและแรงมาก แต่เพราะเหตุว่าสุราเหล่านี้รับประทานอร่อยดี พวกไทยมักจะดื่มมากกว่าที่ตัวจะทนได้ ทั้งนี้บางทีพวกไทยจะไม่รู้สึกตัวก็จะเป็นได้

                ในเรื่องนี้มองซิเออร์ แฟมาเนล เป็นพยานข้าพเจ้าได้คนหนึ่ง ในการที่ข้าพเจ้าคอยระวังนักหนา มิให้เกิดเรื่องอันน่าเสียใจและน่าอับอายขึ้นได้ โดยข้าพเจ้าได้สั่งพวกบ๋อยที่โฮเต็ลตาราน ให้เอาน้ำเติมในสุราให้มาก คือให้น้ำมีตั้ง 4 ส่วน สุรามีเพียงส่วนเดียวเท่านั้น

 อ่านต่อฉบับหน้า