Get Adobe Flash player

เมื่อบาทหลวงฝรั่งเศสต้องแก้ปัญหาราชทูตไทยไม่ชอบเข้าสังคม (ตอนจบ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว

               ในเรื่องนี้มองซิเออร์ แฟมาเนล เป็นพยานข้าพเจ้าได้คนหนึ่ง ในการที่ข้าพเจ้าคอยระวังนักหนา มิให้เกิดเรื่องอันน่าเสียใจและน่าอับอายขึ้นได้ โดยข้าพเจ้าได้สั่งพวกบ๋อยที่โฮเต็ลตาราน ให้เอาน้ำเติมในสุราให้มาก คือให้น้ำมีตั้ง 4 ส่วน สุรามีเพียงส่วนเดียวเท่านั้น

                    นอกจากนี้เมื่อจะไปรับประทานอาหารที่โฮเต็ลไกลบ้านใด ข้าพเจ้าก็คอยสั่งเช่นนี้เหมือนกัน เพื่อป้องกันมิให้เกิดขายหน้าขึ้นได้

               แต่การที่พวกไทยได้เมาจนน่าอายได้เกิดขึ้นสองครั้ง โดยคนไทยได้หยิบขวดผิด แต่ก็เป็นการเคราะห์ดีเกิดเฉพาะในบ้านซึ่งไม่มีใครเห็นนอกจากเพื่อนของคณะบาทหลวง 2-3 คนเท่านั้น แล้วคนเหล่านี้ก็ช่วยกันปิดความหาได้ให้แพร่หลายไม่”

               เพราะข้าราชการทั้ง 2 นี้ มิได้มีหน้าที่เป็นราชทูตอย่างแท้จริง คือไม่ได้นำพระราชสาส์นจากสมเด็จรพะนารายณ์มหาราชมาถวายแก่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงไม่มีการต้อนรับอย่างใหญ่โตเป็นทางการ

               ความจริงหน้าที่ของท่านข้าราชการ 2 คนนี้ ก็มีเพื่อมาสืบดูว่าคณะราชทูตกลุ่มแรกที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงส่งมาเมื่อ 2-3 ปีก่อนนั้นได้หายไปไหน จึงไม่มีข่าวกลับมาถึงกรุงสยาม

               ด้วยเหตุนี้คณะทูตไทยชุดที่ 2 จึงได้มีโอกาสเฝ้าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส แต่เพียงโดยบังเอิญ ระหว่างที่พักอยู่ในพระราชวังแวร์ซาย กำลังเดินอยู่กับบาทหลวง พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เผอิญเสด็จออกมา และเมื่อได้เห็นข้าราชการทั้ง 2 จากกรุงสยามก็ทรงทักทายเพียงเล็กน้อย

               เหตุการณ์นี้บาทหลวงวาเช บันทึกไว้อย่างละเอียดว่า

               “การเฝ้าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสคราวนี้ ได้เฝ้าในท้องพระโรงที่มีกระจกเงาใหญ่ เมื่อเราไปถึงนั้น มีข้าราชการทั้งหญิงและชายอยู่เต็มท้องพระโรงแล้ว พอสักครู่หนึ่งพระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จออก พวกไทยเคยแต่เห็นการเคารพนบนอบ ในเวลาที่พระเจ้ากรุงสยามเสด็จออก จึงประหลาดใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นข้าราชการฝรั่งเศสพูดกันจนจับศัพท์อะไรไม่ได้ ทั้งเห็นข้าราชการเหล่านั้นต่างเบียดเสียดชิงกันที่จะเข้าไปให้ใกล้ชิดพระองค์

               บางคนก็เดินออกหน้าพระเจ้าแผ่นดิน บางคนก็ตามเสด็จแต่โดยมากเดินเคียงไปกับพระองค์

               พวกไทยตกใจจนไม่รู้สึกตัวว่าเสด็จมาใกล้ พอเสด็จมาห่างจากที่ที่พวกเรายืนอยู่ประมาณ 5 หรือ 6 ก้าว มีคนบอกว่าเสด็จแล้ว จึงได้รู้สึกตัว

               ในทันใดนั้นข้าพเจ้าได้บอกให้ข้าราชการไทยลงหมอบถวายบังคม คือให้เอาหน้าติดกับพื้นแล้วพนมมือ อย่างที่ข้าพเจ้าเคยเห็นเขาทำต่อหน้าพระที่นั่งพระเจ้ากรุงสยาม

               ในการที่เสด็จออกคราวนี้ ข้าพเจ้าไม่ทันรู้ตัว เพราะมองซิเออร์ เดอ เซเนเล ได้บอกให้ทราบล่วงหน้าเพียง 15 นาทีเท่านั้น ข้าพเจ้าจึงได้เตรียมคำที่จะกราบทูลแต่เพียงสั้น ๆ

               พอข้าพเจ้าจะอ้าปากกราบทูลพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสทอดพระเนตรเห็นคนไทยหมอบอยู่เช่นนั้น ก็ไม่โปรดจึงรับสั่งให้ข้าพเจ้าบอกคนไทยให้ลุกขึ้น พอคนไทยได้ยืนขึ้นแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้กราบทูลว่าดังนี้

               “คนไทยที่มาเฝ้าพระองค์ในคราวนี้ เป็นข้าราชการซึ่งพระเจ้ากรุงสยามได้แบ่งให้มาแทนพระองค์ในกรุงฝรั่งเศสเพื่อมาขอร้องต่อเสนาบดีให้ช่วยกราบทูลในสิ่งซึ่งพระเจ้ากรุงสยามหวังพระทัยยิ่งนัก

               ในข้อนี้ข้าราชการไทยได้ชี้แจงต่อมองซิเออร์ เดอ เซเนเลแลมองซิเออร์ เดอ ครัวซี ทราบโดยละเอียดแล้ว

               แลมีความหวังว่าท่านเสนาบดีทั้งสองคนจะหาโอกาสนำความกราบทูลให้ทรงทราบต่อไป

               แลในเวลานี้ข้าราชการไทยมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาถวายบังคมต่อพระองค์เช่นนี้”

               เมื่อข้าพเจ้ากราบทูลจบลงแล้วก้มตัวลงถวายคำนับ พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสจึงดำรัสว่า

               “ขอให้บอกแก่ท่านข้าราชการเหล่านี้ว่าการที่ได้มาในครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าปลื้มใจอย่างที่สุด และเมื่อพระเจ้ากรุงสยามพระอนุชาที่รักและนับถือของข้าพเจ้าจะต้องพระราชประสงค์ สิ่งใดจากข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีความยินดีที่สุด ที่จะทำให้สมพระราชประสงค์”

               พอดำรัสเสร็จแล้วก็เสด็จพระราชดำเนินไปยังโบสถ์ต่อไป

               พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งกรุงฝรั่งเศส ทรงมีพระทัยเป็นกุศลต่อคณะทูตไทยทั้ง 2 คน ปรารถนาที่จะต้อนรับด้วยการเชิญให้ไปดูละครฝรั่งเศสเรื่องหนึ่ง เรียกชื่อว่าเรื่อง “โรลัง”

               แต่ก็เป็นความตั้งพระทัยที่ไม่ต้องตรงต่ออัธยาศัยของคนไทยทั้ง 2 เพราะท่านมีความขี้เกียจดูละครเป็นอย่างหนัก เมื่อปฏิเสธไม่ได้ก็ต้องยอมไปเพราะพระเจ้าแผ่นดินสั่งมา

               แต่มีปัญหาเกิดขึ้นเพราะเมื่อไปถึงโรงละครอันใหญ่โตสวยงามนั้น ฝรั่งเศสเขาก็อุตส่าห์จัดให้นั่งอยู่แถวหน้าสุด ซึ่งฝรั่งเขาถือกันว่าติดกับเวทีเป็นที่ดีที่สุด แต่คนไทยเราไม่เข้าใจเพราะที่หน้าเวทีนั้นอยู่ต่ำกว่า ที่หลัง ๆ ซึ่งสูงขึ้นไปทุกที่ ไทยเราคิดว่าที่สูง ๆ อยู่ไกลเวทีนั้นดีกว่า จึงพาลรู้สึกว่าเขาดูถูก ครั้งตกลงกันเรื่องที่นั่งไม่ได้ ท่านทูตไทยทั้งสองจึงงอนขึ้นรถกลับบ้านไป

               “เมื่อถึงวันกำหนดที่จะดูละคร ข้าพเจ้าได้พาพวกไทยไปยังพระราชวังแวร์ซาย

               ในคืนวันนั้นพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสจะเสด็จทอดพระเนตรด้วยจึงได้มีรับสั่งให้มองซิเออร์ เดอ เซเนเล จัดที่ให้พวกเรานั่งตรงกับที่ประทับในเรื่องที่จะมีละครคราวนี้ ได้เกิดเลื่องลืออื้อฉาวกันมาก จึงทำให้คนมาจากกรุงปารีสจนนับไม่ถ้วน เจ้าพนักงานได้จัดชั้นที่ดูรอบทั้งสองข้าง แลที่สำหรับให้พวกเรานั่งนั้นเป็นม้ายาว ๆ ซ้อนกันขึ้นไปถึง 14 ชั้น

               พวกทหารรักษาพระองค์มีความลำบากมาก ในการที่จะห้ามคน และพวกทหารต้องผลักคนโน้นคนนี้ เพื่อจะพาให้พวกเราไปถึงที่นั่ง ในระหว่างที่ผลักไสคนอยู่นั้น ก็ได้ทิ้งพวกเราให้คอยอยู่ที่ริมถนนประมาณ 15 นาที จนพวกไทยชักจะเบื่อแล้ว แลเตรียมตัวจะกลับ แต่ข้าพเจ้ารั้งไว้จึงได้จำใจอยู่

               ข้าพเจ้าจึงจำเป็นต้องบอกกับนายทหารว่า ขอให้ระวังถ้าข้าราชการไทยกลับไปยังที่พักแล้ว พระเจ้าแผ่นดินคงจะกริ้วมากแลคงจะโทษนายทหารว่าจะจัดการไม่เรียบร้อยเป็นแน่

               นายทหารจึงได้เรียกพลทหารเปิดช่องให้พวกเราเดิน แต่หาได้นำไปยังที่ที่พวกเราควรนั่งไม่ กลับพาไปยังที่ที่ผู้บังคับกองได้จัดไว้สำหรับให้บุตรภรรยาของเขานั่ง

               ฝ่ายพวกทหารไทยหารู้ไม่ว่า ม้าชั้นล่างเป็นที่ที่ดี และสบายกว่า จึงเลื่อนขึ้นไปนั่งม้าชั้นสูงขึ้นไป เพื่อจะกั้นไม่ให้มีใครนั่งสูงกว่าตัว

               พอพวกไทยเลื่อนที่นั่ง ก็พอดีพวกทหารรู้สึกว่าตัวได้พามาให้นั่งในที่ที่ผิด จึงจัดการขยับขยายจะให้พวกเรานั่งสูงขึ้นไปอีก แต่พวกไทยไปเข้าใจเสียว่า พวกทหารดูถูกไล่ที่ จึงลุกแล้วเดินไปยังโฮเต็ล แลได้ขึ้นรถซึ่งให้คอยอยู่แล้วนั้นกลับไปยังกรุงปารีส ข้าพเจ้าจะห้ามหรือจะขู่ หรือจะแนะนำอย่างใดก็หาเป็นผลสำเร็จไม่”

               เมื่อพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสเสด็จมาถึงโรงละคร ก็ดำรัสถามว่าคณะทูตไทยอยู่ที่ไหน เจ้าพนักงานก็ต้องกราบทูลตามความจริงว่าพวกทูตไทยได้งอนกลับบ้านไปเสียแล้ว พระองค์จึงมีความรู้สึกไม่พอพระทัย แลกริ้วทหารทั้งหลายที่จัดรับรองไม่ดีเต็มที่

               ในที่สุดพระอนุชาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ต้องมารับสั่งแก่บาทหลวงเวเช ว่าพระเจ้าหลุยส์ทรงพระพิโรธมาก หากบาทหลวงไม่หาหนทางที่จะทำให้หายกริ้วแล้วน่ากลัวพวกทหารจะต้องถูกลงโทษ บางคนก็อาจจะถูกติดคุก บางคนอาจจะถึงกับโดนประหารชีวิต เพราะฉะนั้นขอให้ท่านบาทหลวงพยายามเอาคนไทยไปดูละครให้สำเร็จอีกสักครั้งหนึ่ง

               ท่านบาทหลวงเองได้ไปพูดกับคนไทย แต่ท่านทูตทั้ง 2 ก็ถือว่า ถูกดูถูกทำให้เสียเกียรติ บาทหลวงวาเชเล่าและบันทึกต่อไปว่า