Get Adobe Flash player

เมื่อบาทหลวงฝรั่งเศสต้องแก้ปัญหาราชทูตไทยไม่ชอบเข้าสังคม

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว

    ท่านบาทหลวงเองได้ไปพูดกับคนไทย แต่ท่านทูตทั้ง 2 ก็ถือว่า ถูกดูถูกทำให้เสียเกียรติ บาทหลวงวาเชเล่าและบันทึกต่อไปว่า

    “ส่วนพระอนุชาของพระเจ้าแผ่นดิน เข้าพระทัยว่าข้าพเจ้าคงจะหาช่องทางที่จะทำให้พระเจ้าแผ่นดินหายกริ้วได้ จึงได้ให้คนไปเที่ยวตามหาข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่ได้อยู่ที่แวร์ซายเสียแล้วเพราะข้าพเจ้ารู้สึกฉุนเต็มที่จึงได้รีบกลับไปยังกรุงปารีส ข้าพเจ้าได้พูดกับพวกไทยว่าอย่างไรบ้าง มีแต่พระเป็นเจ้าองค์เดียวที่จะทราบได้

    แต่พวกไทยกลับเข้าใจเสียว่า ตัวได้ทำการอย่างดีวิเศษที่สุด ข้าพเจ้าได้ขู่ว่า เมื่อกลับไปถึงกรุงสยามฯ ข้าพเจ้าจะกราบทูลกล่าวโทษ ในการที่พวกไทยได้ประพฤติตัวเช่นนี้

    พวกไทยกลับสั่นหัวตอบข้าพเจ้าว่า พระเจ้ากรุงสยามจะทรงทำอะไรได้อย่างแรงที่สุดก็ได้แต่ประหารชีวิตพวกเราเท่านั้น แต่เราต้องรักเกียรติยศของเรามากกว่ารักชีวิต”

    ลงท้ายท่านบาทหลวงก็ต้องทำอุบายที่จะให้คนไทยกลับไปดูละครในพระราชวังแวร์ซายอีกครั้งหนึ่ง โดยบอกแก่คณะทูตไทยว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องไปลาพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส และกลับเมืองไทยกันเสียที

    พวกคนไทยก็ดีใจถึงกับมากอดคอท่านบาทหลวง เพราะอยากกลับบ้านกันแทบจะทนไม่ได้อยู่แล้ว ท่านบาทหลวงวาเชเล่าต่อไปว่า

    “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้ทำให้ข้าพเจ้าเสียใจ แลร้อนใจเป็นอันมาก เพราะพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสยังรับสั่งอยู่เสมอว่า ทรงปรารถนาให้พวกไทยไปดูละครข้าพเจ้าจึงเห็นว่าเป็นการจำเป็นแล้วที่จะต้องจัดให้คนไทยไปดูละครให้จงได้ แต่พวกไทยก็ได้พูดไว้แล้วว่า ถ้าไม่ได้มีพระราชโองการโดยตรงแล้ว เป็นไม่ไปดูเป็นอันขาดเพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงจำเป็นต้องคิดอุบายดังจะกล่าวต่อไปนี้

    ในเรื่องที่จะไปดูละครนี้ ข้าพเจ้าคอยระวังไม่พูดถึงเลย และข้าพเจ้าทำให้พวกไทยเข้าใจว่า การที่ข้าพเจ้าจะไปพระราชวังแวร์ซายก็เพื่อจะไปเจรจาการงานที่ยังค้างอยู่ ทั้งจะได้จัดการให้ได้เร่งการสำหรับกลับไปเมืองไทยโดยเร็วด้วย

    ข้อนี้เป็นข่าวอันดีอย่างยิ่งสำหรับคนไทย ซึ่งทำให้เขาดีใจถึงกับมากอดคอข้าพเจ้า และขอให้ข้าพเจ้ารีบจัดการโดยเร็วที่สุด

    โดยกล่าวว่าการที่ข้าพเจ้าจะจัดการให้ได้กลับไปเมืองไทยนั้น เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ทำบุญคุณกับเขาอย่างยิ่ง

    แต่เพื่อจะให้อุบายของข้าพเจ้าเป็นผลสำเร็จนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ไปนัดกับมองซิเออร์ เดอ เซเนเล และมองซิเออร์เดอครัวซี ว่าในวันใดที่จะมีละครก็ตาม ในวันรุ่งขึ้นให้เตรียมการที่จะให้พวกไทยไปลา

    ในวันนั้นข้าพเจ้าจะพาพวกไทยไปนอนที่แวร์ซาย และกำหนดเวลาให้ไปถึงแวร์ซายในราวบ่ายสี่โมง ขอให้พวกพนักงานเตรียมอาหารไว้ให้รับประทาน แลเมื่ออิ่มแล้ว คือ ในเวลาที่จะลงมือเล่นละคร ขอให้เจ้าพนักงานหนึ่งคนกับทหารรักษาพระองค์ 6 คนมายังโฮเต็ลที่พัก ที่ประตูโฮเต็ลก็ขอให้เตรียมเก้าอี้หามไว้ 3 เก้าอี้ และที่โรงละครขอให้เตรียมที่นั่งไว้ให้ตรงกับที่ประทับ และให้เป็นที่ที่คนทั้งหลายทั้งตัวละครแลคนดูจะเห็นพวกเราได้โดยง่าย

    เมื่อได้เตรียมการไว้เช่นนี้แล้ว พอได้เวลาตามที่นัดไว้เจ้าพนักงานกับทหารได้เข้ามาในห้องตรงมาพูดกับข้าพเจ้าว่าพระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้เชิญข้าราชการไทยให้ไปยังโรงละคร ละครลงมือเล่นเดี๋ยวนี้แล้ว

    และพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงรออยู่ถ้าคนไทยไปถึงเมื่อใดพระเจ้าแผ่นดินจะได้เสด็จออกประทับยังโรงละครทีเดียวข้าพเจ้าได้เตรียมให้คนไทยแต่งตัวเต็มยศ โดยอ้างเหตุว่าบางทีเสนาบดีจะเรียกหรือบางทีเสนาบดีจะมาก็ได้

    ในทันใดนั้นข้าพเจ้าได้ลุกขึ้นจากโต๊ะและพูดว่า ขอเชิญท่านรีบไปโดยเร็วก่อนเสด็จออก เพราะได้มีรับสั่งให้เจ้าพนักงานแลทหารรักษาพระองค์มาเชิญท่านแล้ว

    ข้าพเจ้าไม่ให้พวกไทยมีเวลาตรึกตรองหรือโต้ตอบอย่างไรไม่ โดยทำเครื่องสัญญาณกับเจ้าพนักงานตามที่ได้นัดกันไว้ทหาร 6 คนจึงมาจับแขนข้าพเจ้ากับคนไทยทั้ง 2 ดุจการจับแขนดังนี้ เป็นการแสดงความนับถืออย่างสูงในเมืองฝรั่งเศสแล้วก็พาไปขึ้นนั่งเก้าอี้หามจนถึงที่นั่งในโรงละคร ที่ประตูนั้นเจ้าพนักงานกับทหารได้ยืนเฝ้าอยู่จนตลอดเวลา

    พอทูตไทยได้ลงนั่งบนเก้าอี้บุด้วยกำมะหยี่แดงกรอบเก้าอี้เป็นทอง แลมีพรมอย่างงามสำหรับคลุมเท้าแลนั่นต่างคนก็ต่างพูดว่าถูกข้าพเจ้าหลอกเสียแล้ว แต่อะไร ๆ ต่าง ๆ ที่ได้ทำไปนั้นเป้ฯการที่ข้าพเจ้าคิดทำขึ้นเองทั้งสิ้น

    จนที่สุดเมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จเข้ามา ข้าพเจ้าต้องบอกถึง 2 หน พวกไทยจึงได้ยืนขึ้น พระเจ้าแผ่นดินมีอัธยาศัยอันดี หันพระองค์มาทางพวกไทยเพื่อจะทรงคำนับ พระอนุชาและข้าราชการที่ตามเสด็จก็หันมาคำนับพวกไทยพร้อมกัน

    ข้าพเจ้าต้องใช้คำพูดอย่างแรงพวกไทยจึงได้ถวายคำนับและคำนับตอบพวกข้าราชการ

    ใครเลยจะเชื่อว่าในระหว่างที่ละครเล่นอยู่นั้น จนตลอดเวลาเลิกพวกไทยมิได้เงยหน้าดูอะไรเลย ทั้งพระเจ้าแผ่นดินแลละครก็ไม่ดู นั่งก้มหน้าอยู่ ถ้าจะหันหน้าก็เพียงหันไปดูประตูเท่านั้น แต่ถึงจะอยากออกไปสักเพียงใด ก็ไม่กล้าแสดงต่อข้าพเจ้าว่าอยากออกไป จึงจำเป็นต้องอยู่จนละครเลิก ถ้าหากว่ารถยังอยู่พวกไทยคงกลับไปกรุงปารีสเป็นแน่”

    รวมความแล้ว การทำอุบายเอาคณะทูตไทยไปดูละครครั้งที่ 2 นี้ก็พอเรียกได้ว่าเป็นผลสำเร็จ เพราะท่านทูตทั้ง 2 มิได้หนีกลับไปนอนบ้านตามเดิม แต่ยอมอยู่ที่โรงละครจนเลิก ไม่กล้าเดินออก เพราะพระเจ้าแผ่นดินประทับอยู่ตรงนั้น

    แต่ในเวลาเดียวกันท่านก็ได้แสดงกิริยาแง่งอนก้มหน้าดูหัวเข่าดูเท้าของตัวเองไม่ยอมมองดูเวทีละครอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการแสดงมารยาทที่ผิดไม่สมกับเป็นตัวแทนของพระเจ้าแผ่นดินสยาม

    ในที่สุดท่านบาทหลวงวาเชกับทูตไทยทั้ง 2 คนก็อำลาเมืองฝรั่งเศสและเดินทางโดยเรือสำเภาข้ามน้ำข้ามทะเล กลับมาถึงกรุงสยามได้โดยปลอดภัย พร้อมกับคณะราชทูตฝรั่งเศสซึ่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงส่งมาเจริญไมตรีกับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

    พอจะกล่าวโดยสรุปได้ว่า ท่านข้าราชการทั้ง 2 ที่ส่งไปยังกรุงฝรั่งเศสนี้มิได้ปฏิบัติหน้าที่ของผู้แทนของประเทศสยามให้สมควร เป็นบุคคลที่ไม่เหมาะสมจะรับภาระปฏิบัติเชื่อมไมตรีระหว่างประเทศ กรุงสยามของเราจะต้องขายหน้าฝรั่งเค้าอยู่พักใหญ่

    จนกระทั่งเวลาผ่านมาอีกไม่นาน สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงได้ทรงเลือกพระยาโกษาปานออกเป็นราชทูตสำคัญนำพระราชสาส์นของพระองค์ไปถวายแก่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในกรุงฝรั่งเศส

    เราทราบดีจากทางประวัติศาสตร์ไทยและบทความบันทึกของบาทหลวงฝรั่งเศสว่า โกษาปานนี้ผิดกับคณะทูตข้าราชการผู้น้อย 2 ท่าน ขนาดฟ้ากับดิน คือเป็นราชทูตไทยชั้นดีสุดยอดมีบุคลิกลักษณะอัธยาศัยเป็นที่นิยมนับถือของชนชาวฝรั่งเศสยินดีที่จะเข้าสังคม รับเลี้ยงรู้จักกล่าวชมในเวลาที่เจ้าของบ้านเมืองพาไปดูปราสาทราชวัง สามารถสนทนาโต้ตอบกับฝรั่งได้อย่างคล่องแคล่วจึงเป็นการกู้หน้าชนชาวไทยได้สำเร็จ

    แต่ถึงกระนั้นด้วยความยุติธรรม เราก็ต้องให้ความเห็นใจและเข้าใจต่อท่านข้าราชการผู้น้อยทั้ง 2 นี้เหมือนกัน เพราะท่านได้รับพระราชโองการจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชให้มีหน้าที่ไปสืบดูว่าคณะทูตไทย ซึ่งส่งมาเมื่อหลายปีก่อนนี้สาบสูญไปไหน

    ทั้งสองตระหนักดีว่าตนเองนั้นมิได้มีตำแหน่งเป็นราชทูตที่แท้จริง เพราะไม่ได้ถือพระราชสาส์นจากพระเจ้ากรุงสยามมาถวายพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศส

    เมื่อไม่ได้เป็นคณะทูตอย่างเที่ยงแท้ ก็ไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะไปออกหน้าออกตาในงานรับรองทั้งหลาย สมควรกว่าที่จะสำรวมตัวอยู่อย่างเงียบ ๆ และทำงานตามความรับผิดชอบของตน

    ข้อนี้เป็นปัญหาหนึ่งซึ่งบาทหลวงวาเชท่านไม่เข้าใจลึกซึ้งจึงบันทึกบ่นอยู่เสมอว่า ข้าราชการไทยทั้ง 2 คนนี้ดีแต่หน้าตาบึ้งตึงบอกบุญไม่รับ

    เราจะสังเกตได้ว่าในโอกาสหนึ่ง ซึ่งอำนวยให้ท่านทั้งสองสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มที่ คือเมื่อได้พบปะกับเสนาบดีต่างประเทศของฝรั่งเศส มองซิเออร์ เดอ เซเนเล

    ซึ่งเมื่อโอกาสนี้เกิดขึ้น ข้าราชการไทยทั้ง 2 ก็ได้พูดจาอย่างยืดยาวสนทนากับท่านเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศนี้เต็มที่ ด้วยความหวังที่จะได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคณะราชทูตที่สูญหายไป ในตอนหนึ่งท่านกล่าวว่า

    “ พวกเราได้ไปพักนอนที่แวร์ซายคืนหนึ่ง และที่แวร์ซายนั้นได้จัดการรับรองอย่างงดงามใหญ่โตมาก เสนาบดีคนแรกที่พวกเราได้ไปหานั่นคือ มาร์ควิส เดอ เซเนเล ในห้องของท่านผู้นี้เต็มไปด้วยวงศ์ญาติแลเพื่อนสหายของท่าน ซึ่งรวมกันมาคอยรับ ณ ที่นี้

    ข้าราชการไทยได้แต่ตัวอย่างเต็มยศเหมือนแต่งในเวลาเข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงสยาม เว้นแต่เสื้อคลุมยาวหาได้สวมไม่ เพราะข้าพเจ้าได้บอกให้ถอดเสีย บนศีรษะนี้สวมหมวกลอมพอกมีเกี้ยวทองคำโต 3 นิ้ว พวกไทยได้กล่าวคำยืดยาว อธิบายถึงเหตุผลที่ได้มาราชการต่างพระองค์ในคราวนี้

    ข้อความที่กล่าวนั้นก็ตรงกับที่ข้าพเจ้าได้อธิบายมาแล้วนั้น มองซิเออร์ เด เซเนเล ได้ตอบสั้น ๆ แต่เป็นใจความที่พวกเราพอใจมาก”

    อีกโอกาสหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่าทูตไทยทั้ง 2 สามารถปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามขนบประเพณีและหลักการทูตได้อย่างดี คือตอนเฝ้าพระอนุชาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทั้งสองท่านแสดงความเคารพนับถือต่อพระองค์มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มในแสดงความสุภาพเรียบร้อย จนบาทหลวงวาเชประหลาดใจบันทึกไว้ว่า

    “ข้าพเจ้าไม่ทราบเลยว่าพวกไทยวันนั้น จะรู้สึกว่าได้ไปพบของดีอย่างไร หรือจะเป็นด้วยสุราซึ่งเขาได้จัดให้รับประทาน ซึ่งพวกไทยเห็นว่าเป็นสุราอย่างดีนัก จะขึ้นหัวสมองหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ

    แต่จะอย่างไรก็ตาม ในวันนั้นพวกไทยเปลี่ยนเป็นคนละคนต่างกับที่ข้าพเจ้าได้เห็นมาแต่ก่อน ๆ มา เพราะหน้าตาดูแช่มชื่นไปเห็นสิ่งใดก็ดูออกจะชอบและพอใจ แม้แต่ของเล็กน้อยพวกไทยก็ชมเชยยกย่องว่าดีกว่าที่ได้เห็นที่พระราชวังแวร์ซาย

    ถ้าจะพูดสั้น ๆ ก็คือ ในคราวนี้พวกไทยได้ประพฤติตัวสมใจรักของข้าพเจ้าทุกอย่าง พระอนุชาได้ประทานของแก่พวกไทยเป็นที่ระลึก”

    เรื่องความประพฤติของทูตไทยคณะที่สองของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนี้จะถือว่าถูกต้องหรือบกพร่อง ก็ต้องแล้วแต่ความคิดพิจารณาของท่านผู้อ่านเอง