Get Adobe Flash player

เมื่อไทยเล่าเรื่องโกษาปานไปฝรั่งเศส บทบาทของท่านอาจารย์ขี้เมา โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

               ตามธรรมดาแล้ว พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เป็นเอกสารโบราณที่มีคุณค่าต่อนักประวัติศาสตร์ เพราะเรื่องต่าง ๆ ที่กล่าวถึงนั้น มักจะถูกต้องตรงตามความจริง แต่ข้อยกเว้นก็มีอยู่มาก โดยเฉพาะเหตุการณืที่ผ่านมานานแล้ว ผู้เขียนผู้เรียบเรียงไม่รู้ส่วนตื้นลึกหนาบางจริง ก็ได้แต่จดจำคำเล่าของคนแก่มาบันทึกไว้ หรือถ้าเป็นเรื่องที่เล่าต่อกันมาหลายชั่วคนก็ยิ่งมีโม้การฝอยเพิ่มเติม กว่าจะมีการบันทึกลงในพงศาวดาร ก็กลายเป็นนิยายเหลือเชื่อไปเสียแล้ว

               เรื่องโกษาปานขึ้นเรือสำเภาไปเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ กรุงฝรั่งเศสนี้ ฝรั่งเขาบันทึกไว้ในหนังสือต่าง ๆ อย่างละเอียด ข้อเขียนของเขาจึงถูกต้องตรงกับความจริง และมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักศึกษาประวัติศาสตร์ แต่เมื่อเรามาเปิดพงศาวดารไทยดู เพื่อจะศึกษาเปรียบเทียบเหตุการณ์เดียวกัน ก็แทบจะอยากปิดหนังสือโยนทิ้งไปเสีย เพราะมีความรู้สึกว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เล่าไว้นั้น เป็นเรื่องไร้สาระฝอยสู่กันมาหลายชั่วคน เชื่อไม่ได้ทั้งสิ้น

               พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวในเริ่มแรกว่า เจ้าพระยาวิชเยนทร์เข้ามารับราชการในกรุงสยามแสดงความเฉลียวฉลาดสามารถ จนเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์ วันหนึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสถามว่าในเมืองฝรั่งเศสนั้นมีของวิเศษประหลาดประการใดบ้าง เจ้าพระยาวิชเยนทร์ก็กราบทูลว่า ในเมืองฝรั่งเศสนี้มีช่างทำนาฬิกา ปืนลม ปืนไฟ กล้องส่องทางไกล และเครื่องจักรเครื่องยนต์อื่น ๆ อีกเป็นมาก บ้านเมืองก็ร่ำรวย พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงมีเงินและทอง ขนาดตามถนนหนทางนั้น จะมีเสาเงินเป็นท่อง 8 เหลี่ยม ใหญ่ 3 กำ ยาว 7 ถึง 8 ศอก ตั้งอยู่ทั่วไป ในพระราชวังมีแผ่นศิลาสีต่าง ๆ ปูพื้น ประดับข้างฝาด้วยเงิน ทอง แก้ว และกระจกส่องเงาอันน่าพิศวง เพดานก็แขวนโคมแก้วเจียรนัยพิสดารยิ่งนัก สมเด็จพระนารายณ์ได้ทรงฟังแล้วก็ไม่อยากจะเชื่อ จึงตัดสินพระทัยแต่งเรือสำเภาไทย เพื่อส่งข้ามน้ำข้ามทะเลให้ไปสืบความจริง ทรงเรียงนายปาน น้อยชายเจ้าพระยาโกษาธิบดี มาเฝ้า และรับสั่งว่า

               “อ้ายปาน มึงมีสติปัญญาอยู่ กูจะใช้ให้เป็นนายกำปั่นไป ณ เมืองฝรั่งเศส สืบดูสมบัติพระเจ้าฝรั่งเศส ยังจะสมดังคำพระยาวิชเยนทร์กล่าว หรือจะมิสมประการใด จะใคร่เห็นเท็จและจริงจะได้หรือมิได้”

               นายปานหรือโกษาปานนี้ ก็กราบทูลรับอาสาจะไปสืบราชการตามพระราชประสงค์ จัดแจงเลือกหาอาจารย์คนหนึ่งเป็นนักเลงสุราขี้เมา แต่ได้เคยศึกษาหาวิชาความรู้มามากในสมัยก่อน จึงเชี่ยวชาญเรื่องเวทมนตร์คาถาเอาตัวท่านผู้นี้ไปด้วย จ้างชาวฝรั่งเศสเป็นลาต้าต้นหนคนสุดท้ายลูกเรือพร้อมสิ้นแล้ว ก็กราบถวายบังคมลาสมเด็จพระนารายณ์ กางใบสำเภาออกทะเลพร้อมกับอุปทูต ตรีทูต และบ่าวไพร่บริวารอีกมากมาย

               มาถึงตอนนี้ พงศาวดารก็เริ่มฝอย เล่าถึงความเก่งกาจสามารถมีมนตร์มีวิชาของคนไทย ซึ่งก็คงจะเป็นเรื่องที่โม้เล่ากันมาหลายชั่วคน ตั้งแต่โกษาปานและบ่าวไพร่ของท่านกลับคืนสู่กรุงศรีอยุธยา ผู้เขียนส่งสัยว่า เรื่องเหลือเชื่อเหล่านี้คงจะมาจากปากของพวกบริวารบ่าวไพร่ที่ได้ติดตามลงเรือสำเภาไปรับใช้มากกว่า เพราะท่านโกษาปานเองนั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขผุ้ดีตระกูลสูง มีความคิดความเห็นที่ฉลาดปราดเปรื่อง ท่านคงจะไม่นิยมพูดอะไรเกินความจริง

               พงศาวดารเล่าว่า  สำเภาไทยแล่นไปในท้องทะเลได้ประมาณ 4 เดือน เกือบใกล้ปากน้ำเมืองฝรั่งเศสอยู่แล้ว ก็เคราะห์ร้ายไปเจอน้ำวนขนาดใหญ่ ซ้ำมีลมมรสุมพัดมาทำให้กำปั่นนั้นนถูกซัดวนเวียนไปมาถึง 3 วัน ทั้งกัปตันลาต้า และลูกเรือทั้งหลายก็อดอาลัยตายอยาก แต่ไทยเราก็รอดชีวิตมาได้ เพราะวิชาไสยศาสตร์ของท่านอาจารย์ขี้เมานี้

               “นายปาน ราชทูต กับปุอทูต ตรีทูต ก็กราบถวายบังคมลาพาพรรคพวกบ่าวไพร่ทั้งปวงมาลงกำปั่นใหญ่ ครั้งถึงวันได้ศุภฤกษ์ก็บรรลุถึงวนใหญ่ เกือบใกล้จะเข้าปากน้ำเมืองฝรั่งเศสบังเกิดลมใหญ่พัดกำปั่นซัดลงไปในวน แต่เวียนอยู่ถึง 3 วัน ฝูงคนในกำปั่นชวนกันร้องไห้รักชีวิตอื้ออึงไป ด้วยกำปั่นลำใดซัดลงในวนใหญ่นั้นแล้ว ก็จะจมลงไปสิ้นทุก ๆลำ ซึ่งจะรอดพ้นขึ้นจากวนได้นั้น มิได้มีแต่สักลำหนึ่ง แต่นายปานราชทูตยังมีสติอยู่ ก็ปรึกษากับอาจารย์ว่า กำปั่นเราลงเวียนอยู่ในวนใหญ่ถึง 2 วัน 3 วันแล้ว ท่านจะคิดอ่านแก้ไขเป็นประการใด จึงจะขึ้นพ้นจากวนได้ เราทั้งหลายจะได้รอดจากความตาย ฝ่ายอาจารย์จึงกล่าวเล้าโลมเอาใจราชทูตว่า ท่านอย่าตกใจเราจะแก้ไขให้พ้นภัยจงได้ แล้วให้แต่งเครื่องสักการบูชาจุดธูปเทียน และตัวอาจารย์นั้นก็นุ่งห่มผ้าขาว แล้วเข้านั่งสมาธิเจริญพระกรรมฐานทางว่าโยกระสิณ สักครู่หนึ่ง ก็บันดาลเกิดมหาวาตะพายุใหญ่ หวนหอบเอากำปั่นนั้นขึ้นพ้น จากวนได้ คนทั้งหลายมีความยินดียิ่งนัก ก็แล่นใบไปถึงปากน้ำเมืองฝรั่งเศส”

               ความจริง เรื่องเรือสำเภาตกน้ำวนที่พระราชพงศาวการเล่าถึงนี้ ก็คงจะมีความจริงอยู่ คือสำเภาแล่นฝ่าท้องทะเลไปได้ 4 เดือน ก็คงจะต้องมรสุมคลื่นใหญ่น้ำทะเลสาดไหลปั่นป่วนวนเวียนเป็นเวลาถึง 3 วัน ชาวไทยและกะลาสีเรือฝรั่งทั้งหลายก็คงจะตกอกตกใจ กลัวเรือสำเภาจะแตกล่มอัปปางก็ธรรมดาที่ท่านโกษาปานเอง จะต้องขอให้อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเวทมนตร์นี้ทำพิธีช่วยเหลือ พอดีมรสุมคลายตัว สำเภาไทยจึงปลอดภัยพ้นอันตรายได้ จะเป็นเพราะเวทมนตร์คาถาของอาจารย์นักเลงสุรา หรือเป็นเพราะบังเอิญก็ต้องแล้วแต่ท่านผู้อ่านพิจารณาเอาเอง

               พงศาวดารไทยคุยต่อไปว่า พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้ทรงทราบเรื่องสำเภาไทยถูกซัดลงน้ำวนนี้ ก็ยังแปลกพระทัยในวิชาความสามารถของคนไทย พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรง

               “สั่งให้ล่ามถามทูต ถึงทางอันมาในทะเลนั้น มีเหตุการณ์ประการใดบ้าง ครั้งได้ทรงทราบว่า กำปั่นตกลงไปเวียนอยู่ในวนใหญ่ถึง 3 วัน จึงขึ้นจากวนได้ ทรงสงสัยพระทัยนัก ด้วยแต่ก่อนกำปั่นลำใดแม้ว่าตกลงในวนแล้ว วนก็ดูดจมลงไปสิ้น มิอาจรอดขึ้นพ้นจากวนได้แต่สักลำหนึ่ง จึงให้ล่ามซักถามทูตอีก ทูตก็ให้การยืนคำอยู่มิทรงเชื่อ ให้สืบถามบรรดาฝรั่งเศสลูกเรือทั้งปวง ก็ให้การสมกับคำราชทูตทั้งสิ้น เห็นเป็นมหัศจรรย์นัก จึงให้ซักถามราชทูตว่า คิดอ่านแก้ไขประการใด กำปั่นจึงรอดพ้นจากวนได้ ราชทูตให้กราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้ากระทำสัตยาธิษฐาน ขอเอาพระราชกฤษฎาเดชานุภาพแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองฝ่าย ซึ่งเริ่มแรกจะผูกพระราชสัมพันธแก่กัน ขอจงอย่าได้เสียสูญขาดทางพระราชไมตรีจากกันเลย เอาความสัตย์ข้อนี้เป็นที่พึ่งที่พำนัก ด้วยพระเดชพระคุณบุญบารมีแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองฝ่าย ก็บันดาลเกิดมหาวาตะพายุใหญ่ พัดหวนหอบเอากำปั่นขึ้นพ้นจากวนได้ พระเจ้าฝรั่งเศสได้ทรงฟังคำราชทูตก็เห็นจริงด้วย พระราชดำริว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุธยามีบุญมาก เสมอด้วยพระองค์ก็ทรงพระมหากรุณาแก่ราชทูต พระราชทานรางวัลเป็นอันมาก”

               ต่อจากนั้น พงศาวดารก็เล่าถึงความแม่นปืนของทหารฝรั่งเศสว่าวันหนึ่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สั่งให้ทหารฝรั่งเศสยืนเรียงสองแถว หันหน้าเข้าหากันแถวละ 250 คน แล้วก็ยกปืนยาวประทับบ่า ลั่นไกยิงใส่กันสนั่นหวั่นไหว แต่เพราะฝรั่งเศสยิงแม่นนัก กระสุนจากปืนแต่ละกระบอกจะวิ่งเข้าสู่ลำกล้องปืนของทหารที่ยืนอยู่ตรงข้าม จึงมิได้มีผู้ใดเป็นอันตราย

               “อยู่มาวันหนึ่ง จึงตรัสให้หาทูตานุทูตเข้าเฝ้า ณ พระลานแล้วให้หาพลทหารฝรั่งแม่นปืน 500 เข้ามายิงปืนให้แขกเมืองดูให้แบ่งกันออกเป็นสองพวก พวกละ 250 ยืนเป็นสองแถวยิงปืนนกสับให้กระสุนกรอกเข้าไปในลำกล้องปืนแห่งกันและกันทั้งสองฝ่าย มิได้พลาดผิดแต่สักครั้ง”

               เรื่องนี้ ผู้เขียนมีความเห็นว่า เวลาทหารฝรั่งเศสเขาตั้งแถวและซ้อมยิงปืนให้ดูนั้น เขาคงจะมีการยิงสลุตให้เกียรติแก่คณะทูต ซึ่งในการยิงสลุตนั้น เขาจะบรรจุดินปืน แต่จะไม่ใส่ลูกกระสุน เวลายิงก็จะมีเสียงระเบิดดังสนั่น แต่มิได้มีกระสุนปืนออกจากปลายกระบอก คณะราชทูตไทยคงจะไม่ทราบดีเกี่ยวกับการยิงสลุต ก็เลยเข้าใจไปว่า ทหารฝรั่งเศสยิงปืนใส่กันและเมื่อแปลกใจว่าไม่มีใครบาดเจ็บ หรือถึงแก่ความตาย ก็เลยอธิบายต่อไปว่า ลูกกระสุนปืนจะต้องวิ่งเข้าลำกล้องฝ่ายตรงข้ามแน่ จึงมิได้มีผู้ใดได้รับอันตราย

               อ่านต่อฉบับหน้า