Get Adobe Flash player

เมื่อไทยเล่าเรื่องโกษาปานไปฝรั่งเศส บทบาทของท่านอาจารย์ขี้เมา (ตอนจบ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว

                เรื่องนี้ ผู้เขียนมีความเห็นว่า เวลาทหารฝรั่งเศสเขาตั้งแถวและซ้อมยิงปืนให้ดูนั้น เขาคงจะมีการยิงสลุตให้เกียรติแก่คณะทูต ซึ่งในการยิงสลุตนั้น เขาจะบรรจุดินปืน แต่จะไม่ใส่ลูกกระสุน เวลายิงก็จะมีเสียงระเบิดดังสนั่น แต่มิได้มีกระสุนปืนออกจากปลายกระบอก คณะราชทูตไทยคงจะไม่ทราบดีเกี่ยวกับการยิงสลุต ก็เลยเข้าใจไปว่า ทหารฝรั่งเศสยิงปืนใส่กันและเมื่อแปลกใจว่าไม่มีใครบาดเจ็บ หรือถึงแก่ความตาย ก็เลยอธิบายต่อไปว่า ลูกกระสุนปืนจะต้องวิ่งเข้าลำกล้องฝ่ายตรงข้ามแน่ จึงมิได้มีผู้ใดได้รับอันตราย

                พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงให้ล่ามถามโกษาปานว่า ทหารแม่นปืนดังนี้ กรุงศรีอยุธยามีหรือไม่ โกษาปานก็ตอบไปอย่างไม่ค่อยจะ Diplomatic ว่า ทหารปืนแบบนี้ สมเด็จพระนารายณ์ไม่ทรงเชื่อถือ เลยทำให้พระเจ้าหลุยส์เคืองพระทัยเล็กน้อย ตรัสถามต่อไปว่า ทหารชนิดใดเล่า ที่พระเจ้ากรุงไทยทรงนับถือ โกษาปานก็ตอบว่า ทหารที่หายตัวได้ และทหารที่อยู่ยงคงกะพัน

                เมื่อไทยเราพูดอย่างนี้ ฝรั่งเขาก็หัวเราะเยาะว่าเรานี้ หลงใหลงมงาย คิดว่ามีเวทมนตร์ทำให้หายตัว หรือยิงฟันไม่เข้าได้ เขาก็บอกว่า แหม ทหารวิเศษเช่นนี้ มีติดตามมาในสำเภาหรือเปล่า จะขอให้มาแสดงฤทธิเดชให้เขาชมสักหน่อย โกษาปานท่านก็บอกว่า ไม่ได้นำทหารแบบนี้มามาก เอามาแต่อาจารย์ขี้เหล้าผู้วิเศษนั้น ท่านมีความเชื่อมั่นในฤทธิเดชเวทมนตร์ของอาจารย์คนนี้มาก เพราะได้เห็นฝีมือท่านทำให้เรือสำเภาพ้นภัยจากน้ำวนมรสุมมาแล้ว จึงกราบทูลพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งกรุงฝรั่งเศสว่า

                “ขอพระราชทานให้ทหารแม่นปืนทั้ง 500 นี้ จงระดมยิงทหารของข้าพระพุทธเจ้าโดยใกล้และไกล และทหารข้าพระพุทธเจ้าจะห้ามกระสุนปืนทั้งสิ้น มิได้ถูกต้องกาย”

                พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้ฟังเช่นนั้น ก็ทรงเกรงว่า หากยิงทหารไทยของโกษาปานบาดเจ็บล้มตายหงายท้องไป จะเสียพระราชไมตรีกับพระเจ้ากรุงสยาม จึงทรงสั่งห้ามเสีย แต่โกษาปานท่านก็ยังมั่นใจยืนยันอยู่ดี จะเป็นเพราะท่านเชื่อในเวทมนต์ของอาจารย์ขี้เมา หรือเพราะเหตุใดผู้เขียนไม่ทราบแน่ แต่ท่านผู้อ่านจะสังเกตได้ว่า ท่านท้าให้ยิงทหารไทยของท่าน ท่านมิได้ท้าให้ยิงตัวท่านเอง หรือแม้แต่คณะทูตของท่านบ่าวไพร่ประชาชนธรรมดานั้นไม่มีความหมาย ถ้ามันตายไปก็ร้องว่า ไอแอมโซซอรี่ แล้วก็เอาไปฝังเสีย เดี๋ยวเดียวก็ลืมได้ พวกทหารไพร่ที่หมอบอยู่แถวนั้น คงจะรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ หายใจไม่ทั่วท้องไปตาม ๆ กัน พอเริ่มจะโล่งอกเมื่อพระเจ้าหลุยส์ตรัสห้าม ก็ได้ยินท่านโกษาปานท้าต่อไปว่า

                “พระองค์ทรงอย่าพระวิตกเลย ทหารของข้าพระพุทธเจ้ามีวิชา อาจห้ามกระสุนปืนมิให้ถูกต้องกายได้เป็นแท้ ซึ่งจะเป็นอันตรายนั้นหามิได้ เพลาพรุ่งนี้ ขอให้ตั้งเบญจา 3 ชั้น ในหน้าพระลาน ให้ดาดเพดานผ้าขาว และปักราชวัติฉัตรธงล้อมรอบแล้ว ให้ตั้งเครื่องโภชนาหารมัจฉมังสุราบานไว้ให้พร้อม ให้ป่าวร้องชาวพระนครมาคอยดูทหาร ข้าพระพุทธเจ้าจะสำแดงคุณวิชา ให้ปรากฎเฉพาะหน้าพระที่นั่ง”

                คราวนี้อาจารย์ขี้เมาท่านก็ต้องทำงานหนัก เลือกทหารไทยผู้เคราะห์ร้ายได้ 16 คน ผูกเครื่องพระลงเลขยันต์คาถาศาสตราคม ใส่กางเกงเสื้อหมวกปัศตูแดง ส่วนท่านอาจารย์นั้นก็กล้าหาญและเชื่อในคาถาเวทมนตร์ของตัวเองจริง ท่านนุ่งขาวใส่เสื้อกรุยขาว พอกเกี้ยวพันผ้าขาว เตรียมไปผจญกระสุนปืนฝรั่งกับลูกศิษย์ทั้ง 16 คนด้วย ผู้เขียนอ่านพงศาวดารมาถึงตอนนี้ ก็เกิดความรู้สึกสงสารท่านอาจารย์และทหารไทย แต่คิดว่าอย่างน้อยก็ยังมีเครื่องโภชนาหารให้รับประทานอิ่มหนำเป็นครั้งสุดท้าย และยังมีสุราบานให้กรอกอีกหลายก๊งก่อนถูกยิง พงศาวดารเล่าต่อไปว่า

                “พระเจ้าฝรั่งเศสก็สั่งทหารทั้ง 500 ให้ระดมยิงทหารไทยพร้อมกัน ด้วยอำนาจคุณพระรัตนตรัยและคุณเลขยันต์สรรพอาคมคาถาวิชาคุ้มครองป้องกันอันตราย พลฝรั่งทั้งหลายยิงปืนนกสับทั้งใกล้และไกลเป็นหลายครั้ง เพลิงศิลาปากนกไม่ติดดินดำ มิได้ลั่นทั้งสิ้น ทหารทั้ง 17 คน ก็รับพระราชทานโภชนาหารมัจฉมังสุราบานเป็นปกติ มิได้มีอาการสะดุ้งตกใจ พลทหารฝรั่งเศสทั้งหลาย ก็เกรงกลัวย่อท้อรอหยุดอยู่สิ้น อาจารย์ไทยจึงร้องอนุญาตไปว่า ท่านจงยิงอีกเถิด ทีนี้เราจะให้เพลิงติดดินดำแล้ว จะให้กระสุนออกจากลำกล้องทั้งสิ้น พลทหารพร้อมกันยิงอีกนัดหนึ่ง เพลิงก็ติดดินดำกระสุนก็ออกจากลำกล้อง ตกลงตรงปากกระบอกบ้าง ห่างออกไปบ้าง ลางกระสุนก็ไปตกลงที่ใกล้เบญจา แต่จะได้ถูกต้องทหารไทยผู้ใดผู้หนึ่งหามิได้ พระเจ้าฝรั่งเศสได้ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงเชื่อเห็นความจริงของราชทูต ทรงพระโสมนัส ตรัสสรรเสริญวิชาทหารไทยว่าประเสริฐหาผู้ใดเสมอมิได้ สั่งให้พระราชทานเงินทองเสื้อผ้าเป็นรางวัลแก่ทหารไทยเป็นอันมาก ให้เลี้ยงดูเสร็จแล้วก็ให้กลับไปสู่ที่สำนัก”

                จะเป็นไปได้ไหมว่า ตอนยิงครั้งแรก ผู้บัญชาการทหารฝรั่งเศสได้รับคำสั่งจากพระเจ้าหลุยส์ ให้ยิงด้วยปืนเปล่า ไม่ใส่ลูกกระสุนหรือดินปืน เพื่อทดลองดูว่าทหารไทยจะวิ่งหนีออกมาจากเบญจาสามชั้นนั้นหรือไม่ เพราะฉะนั้นเมื่อกระดิกนิ้วสับไกแล้ว จึงไม่มีเสียง แต่เมื่ออาจารย์ท่านได้ดื่มสุราบานมีความสุข และท้าให้ยิงอีก บอกว่าคราวนี้ปืนต้องลั่นเสียงดังแน่ ผู้บัญชาการก็คงจะอนุญาตให้บรรจุดินปืน อาจจะไม่ให้ใส่กระสุน หรือถ้าใส่กระสุนจริงก็ให้ยิงข้ามหัว หรือยิงขึ้นฟ้าเสียลูกจึงตกใกล้เบญจา ไม่ถูกต้องผู้ใด

                หลังจากการสำแดงฤทธิเดชเวทมนตร์ของไทยนี้แล้ว ท่านโกษาปาน และคณะทูตก็เพียงแต่ดูบ้านดูเมือง ชมพระราชวังต่าง ๆ ด้วยความสุขสำราญใจ อาจารย์ขี้เมาและลูกศิษย์ 16 คนนั้นก็สนุกสนานในกรุงฝรั่งเศส คงจะได้ลิ้มรสไวน์ และแชมเปญต่าง ๆ ทุกวัน ส่วนตัวโกษาปานเองนั้นได้ลิ้มรสอย่างอื่นด้วย เพราะพงศาวดารเล่าว่า

                “พระเจ้าฝรั่งเศสก็ทรงพระโสมนัส เชื่อถือถ้อยคำราชทูตทรงพระการุณภาพเป็นอันมาก พระราชประสงค์จะใคร่ได้พืชพันธุ์ไว้ จึงทรงพระราชทานนางข้าหลวงให้เป็นภรรยาราชทูตคนหนึ่ง แล้วพระราชทานเครื่องแต่งตัวอย่างฝรั่งล้วนประดับด้วยพลอยต่าง ๆ กับฉลองพระองค์ทรงองค์หนึ่ง แล้วให้เขียนรูปราชทูต และจดหมายถ้อยคำไว้ทุกประการ และราชทูตอยู่สมัครสังวาสกับด้วยภรรยาจนมีบุตรชายคนหนึ่งมีรูปร่างเหมือนบิดา อยู่ประมาณ 3 ปี ราชทูตจึงให้กราบทูลถวายบังคมลา แล้วให้ทูลฝากบุตรภรรยาด้วย”

                เรื่องคณะทูตของโกษาปาน และท่านอาจารย์ที่พงศาวดารยกย่องว่า “ได้เรียนในพระกรรมฐานชำนาญในกระสิญแล้ว รู้วิชามากแต่เป็นนักเลงสุรา” จึงจบลงเพียงเท่านี้