Get Adobe Flash player

ชีวิตสังคมของโกษาปาน ในขณะพำนักอยู่ที่กรุงฝรั่งเศส (จบ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

                ความเดิมตอนที่แล้ว

                ความประพฤติของท่านราชทูตไทยนี้ จะถือว่าเหมาะสมหรือไม่ ก็ต้องแล้วแต่ท่านผู้อ่านจะพิจารณาเอาเอง การพูดจาปากหวานกับผู้หญิงก็เป็นของธรรมดา แต่ก็ต้องระวังมิให้ฟังแล้วกลายเป็นการเกี้ยวพาราสีไป ส่วนการจับมือถือแขนสตรีที่มีสามีแล้วนั้น ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นการกระทำที่รุ่มร่ามล่วงเกินไปหรือเปล่า แต่ถึงอย่างไรก็ตามดูพวกฝรั่งเขาจะไม่ถือสาอะไร กลับเห็นเป็นเรื่องสนุก กิริยามารยาทของคณะทูตไทยเรานี้ ดูฝรั่งเขาจะชมอยู่ มีจดหมายบาทหลวงอีกคนหนึ่ง คือบาทหลวงเดอ ลียอน บันทึกไว้ว่า

                “ท่านราชทูตสยามได้ปฏิบัติการให้เปนที่พอใจคนทั่วไป เพราะท่านเหล่านี้เปนคนซื่อ อัธยาศัยดี แลกิริยาเรียบร้อย ถ้าจะพูดโดยสั้นแล้ว ความประพฤติแลอัธยาศัยของท่านราชทูตตรงกันข้ามกับขุนนางสองคนที่มาครั้ง่กอน แลที่ได้ทำให้ท่านร้อนใจนัก เชื่อกันว่าท่านราชทูตคงจะได้เข้าเฝ้าในวันพฤหัสบีดหน้า แลจะต้องอยู่ยังที่พักสี่หรือห้าวัน ที่พักของท่านราชทูตนั้นได้จัดอย่างงดงาม ซึ่งเปนการพิเศษไม่เคยได้จัดให้ราชทูตใด ๆ อย่างนี้เลย”

                มาดาม เดอ เซเนเลนี้ ท่านเป็นคนขี้เล่น ชอบหยอกล้อมอยู่เสมอ ไม่ค่อยจะถือตัวถึงแม้สามีของท่านจะมียศเป็นถึงเสนาบดีแห่งกรุงฝรั่งเศส หลังจากได้พูดคุยกับโกษาปานที่เมืองเบรอตาญน์ของท่านแล้ว ท่านก็ยังตามไปเยี่ยมราชทูตไทยอีกครั้งหนึ่งที่กรุงปารีส คราวนี้แกล้งปลอมตัวเป็นหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา แต่งตัวชุดพื้นเมืองชาวเบรอตาญน์ แต่โกษาปานของเรานี้ก็เก่ง พอเห็นมาดาม เดอ เซเนเลเข้า ถึงแม้จะจำไม่ได้ว่าเป็นใคร ก็ไม่ยอมเชื่อว่าท่านเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดา เพราะคนไทยเราอ่านลักษณะราศีของคนเป็น การเล่นกลของมาดามนี้ จึงไม่เป็นผลสำเร็จอีกตามเคย หนังสือฝรั่งเศสของมองซิเออร์ เดอ วิเซ เล่าว่า

                “ลำดับนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ในราชการและนอกราชการ ก็ออกมาเยี่ยมเยียนท่านราชทูตไทยบ่อย ๆ วันหนึ่ง ท่านคุณหญิง เดอ เซเนเล คือภรรยาของท่านเสนาบดี ซึ่งกล่าวถึงเมื่อตะกี้นี้ก็ออกมาหาบ้านเหมือนกัน แต่ท่านประสงค์มิให้ราชทูต รู้ว่าท่านเป็นใคร ก็แสร้งเดินเข้ามากับสตรีอื่น ๆ อีกหลายคน ส่วนออกพระวิสุทธิสุนทรอัครราชทูตเล่า แต่พอเห็นลักษณะพรรณโฉม และสังเกตกิริยามารยาทอันสุขุม ก็รู้ในทีว่านางคนนี้คงหาใช่ผู้หญิงผู้ดีธรรมดาไม่ ท่านจึงเลือกเอาถาดใส่ผลไม้สดบ้าง ผลไม้กวนบ้าง ยกไปให้นางนั้นรับประทานโดยหมายจะเป็นยาเชื่อมความวิสาสะให้ติดต่อในระหว่างตนกับนางนั้น จะเป็นดอกาสให้ท่านล่วงรู้ว่าท่านเป็นใครแน่ แต่ก็ไม่สำเร็จ นางไม่เปิดช่องให้ราชทูตไทยรู้เลย มิหนำซ้ำเมื่อถูกซักถามหนักเข้าท่านกลับไปว่าท่านเป็นหญิงชาวบ้านนอก แขวงเบรอตาญน์ หาใช่หญิงชาวกรุงไม่ ออกพระวิสุทธิสุนทรไม่เชื่อท่าน จึงค้านว่าไม่ได้ ๆ เป็นไปไม่ได้ ข้าพเจ้าจะเข้ามากรุงปารีสนี้ ก็ได้มาทางเมืองเบรอตาญน์ก่อน ก็หาได้สังเกตเห็นสตรีใดจะมีศุภลักษณะละมนุละไมภาคภูมิเรียบร้อยงามสง่าอย่างกับท่านนี้ แม้แต่สักคนเดียวเลยไม่ ฉะนี้จึงเข้าใจว่า ท่านหาใช่หญิงบ้านนอกดังว่าไม่ต้องเป็นสตรีชาวกรุงปารีสนี้เป็นแม่

                ขณะนั้นยังมีผู้หนึ่งในที่ประชุม เห็นอัครราชทูตเป็นคนดูหน้าคนออกแม่นยำฉะนี้ ก็ถามท่านอัครราชทูตว่า ที่ท่านเจ้าคุณราชทูตเข้าใจได้ว่า นางคนนี้ไม่ใช่หญิงเมืองเบรอตาญน์ จะเป็นเพราะวิธีแต่งตัวละกระมัง จะเป็นเพราะเสื้อของหญิงบ้านนอกกับชาวเมืองไม่เหมือนกันละซี จึงทำให้ท่านเข้าใจได้ฉะนี้ แต่ถึงจะเป็นแหม่มตามหัวเมือง หรือแหม่มในวังก็ช่างเถอะ เมื่อขึ้นชื่อว่าเสื้อแหม่มฝรั่งแล้ว ท่านเห็นเป็นอย่างไร เราฝรั่ง ๆ ด้วยกันอยากจะใคร่รู้ว่า ท่านที่เป็นคนไทยจะลงความเห็นอย่างไรในเรื่องนี้ เหมาะดีหรือไม่เหมาะดี ขอเชิญท่านอธิบายให้ฟังบ้าง ออกพระวิสุทธิสุนทรตอบว่า เครื่องแบบแหม่มนี้เหมาะดีมาก แต่ว่าถ้าแหม่มจะแต่งอย่างผู้หญิงไทยแล้ว จะเพิ่มความสวยงามอีกเป็นกอง”

                ผู้หญิงชาววังฝรั่งเศสนั้น เป็นคนรักสนุก จึงชอบหยอกล้อ แม้แต่อาคันตะกะที่มาจากเมืองไกล เมื่อได้เห็นว่าโกษาปานท่านเป็นคนที่เจนสังคม พูดจาโต้ตอบเก่ง ไม่ประหม่า หรือขลาดกลัว เขาทั้งหลายก็ยิ่งสนุกสนานมากขึ้น ล้อเลียนท่านถึงเรื่องรักเรื่องเพศกันใหญ่ นายเดอ วิเซ เล่าต่อไปว่า

                “เวลาบ่ายวันหนึ่ง มีผู้ใหญ่หลายคนได้มาประชุมสโมสรที่ตำหนักราชทูต แลในที่ประชุมนั้น มีสตรีรูปงามอยู่หลายนางด้วยกันและตามธรรมดา ที่ประชุมซึ่งมีผู้หญิงมากก็ต้องพูดมาก ตกลงวันนั้นเลยได้เกิดไต่ถามราชทูตกันยกใหญ่ ยังมีนางคนหนึ่งถามราชทูตว่า “ท่านราชทูตคะ ทำไมเจ้าคุณไม่พาภริยาของเจ้าคุณมาเมืองฝรั่งเศสบ้างเล่า น่าจะใคร่เห็นหน้านัก”  ท่านราชทูตตอบเป็นเชิงย้อนถามว่า “หล่อนเป็นบุตรีหรือภริยาของข้าราชการมิใช่หรือ นี่ต่างว่าบิดาหรือสามีของหล่อนจะต้องไปรับราชการเป็นราชทูตฝรั่งเศสไปเมืองไทยหล่อนจะยินดีทิ้งบ้านทิ้งเมืองไปด้วยหรือไม่” ที่ตรงนี้ สตรีคนนั้นไม่ทราบว่าจะตอบอย่างไร เพราะความจริงหล่อนคงไม่กล้าหาหนทางไกลเช่นนี้

                ขณะนี้ยังมีสตรีสาว ๆ อีกคนหนึ่ง ถามเป็นทีสัพยอกเล่นกันว่า “ท่านราชทูตเจ้าคะ ต่างว่าดิฉันยอมเป็นภริยาของเจ้าคุณ เจ้าคุณจะรับดิฉันเป็นภริยาไหม ที่จริงเจ้าคุณคงมีเมียอยู่แล้วมิใช่หรือ แต่เข้าใจว่าไม่เป็นที่รังเกียจ เพราะเคยได้ยินใครเขาว่าที่เมืองไทยโน้นใครจะมีเมียสักกี่คน ๆ ก็ได้ ไม่ถือว่าเป็นความผิดประเพณีสามีภรรยากัน” ท่านราชทูตตอบไปว่า “เปล่า ไม่เป็นที่รังเกียจมิได้ ถ้าหล่อนจะยินยอมดังนั้นแล้ว เราคงบำรุงเลี้ยงมิให้อนาทรร้อนใจถึงอนุภรรยาเรามีสักกี่คน ๆ เราจะตั้งหล่อนให้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าเขาทั้งหลายเหล่านั้น ห้องหอที่อยู่กินนอน เราจะจัดให้ดีที่สุด ซึ่งเราสามารถจะจัดได้ ให้สมยศสมตระกูลของหล่อนทุกอย่าง”

                หญิงคนนั้นจึงถามท่านราชทูตต่อไปว่า “ก็เมียเล็กเมียน้อยนั้น เจ้าคุณมีสักเท่าไร ดิฉันอยากรู้นัก เจ้าคุณช่วยบอกได้ไหมคะ”

                “ได้ซิหล่อน ได้ ทำไมจะไม่ได้ เรามี 22 คน เท่านั้น”

                “แหม เจ้าคุณ มีถึง 22 คนเจียวหรือเจ้าคุณ แหม ไม่ใช่น้อยเลย 22 คน แหม เหลือเกินจริง เหลือเกิน”

                “นี่แน่ะหล่อน อย่าพึ่งตกใจก่อน เราจะบอกให้ หล่อนเห็นแปลกในการที่เรามีเมียถึง 22 คน เพราะยังไม่เคยได้ยินว่าใครในเมืองนี้มีมากถึงอย่างนี้ แต่ในเมืองไทยนั้น ไม่มีใครเห็นแปลก ใครจะมีเท่าไรก็ได้  ยิ่งกว่านี้ ใครยิ่งมีมาก เขายิ่งนับถือว่าเป็นคนมีบุญวาสนามากต่างหาก ก็เมื่อพื้นบ้านพื้นเมืองเขานิยมอย่างนี้แล้ว ใครเล่าจะอาจฝืนความนิยมของเขาได้ ใครทำก็ยากยิ่งกว่ากลิ้งครกขึ้นภูเขาเสียอีก อย่าว่าที่อื่นไกลเลยดูเอาแต่ในเมืองฝรั่งเศสนี้เถิด ทุกวันนี้มีธรรมเนียมผัวเดียวเมียเดียวมิใช่หรือ นี่หากจะมีธรรมเนียมใหม่ ให้หญิงคนเดียวมีสามีได้ถึง 22 คน ถ้าเคยเสียแล้ว คงไม่เห็นแปลกอะไร จะกลับเห็นแปลกที่จะมีคนเดียวเสียอีก”

                ขอกลับว่าถึงสตรีชาวฝรั่งเศส ซึ่งสนทนากับราชทูตไทยวันนั้น เดิมทีนางนึกว่าจะไล่เรียงราชทูตให้จนแต้ม ในเรื่องผัว ๆ เมีย ๆ นั้น ก็เลยจนแต้มไปเอง นี่ส่อให้เห็นว่า ราชทูตเป็นคนฉลาดพูดมาก หาไม่คงจอดเป็นแน่ เพราะข้อที่ถูกซักนั้นหาใช่ข้อมงคลไม่ ท่านยังอุตส่าห์แก้กลบเกลี่ยความชั่วด้วยความดีได้”

                ข้อความข้างบนนี้ อยู่ในหนังสือของมองซิเออร์ เดอ วาเซ เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส และท่านเจษฎาจารย์ ฟ.ฮิแล แห่งโรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งเป็นฝรั่งที่ชำนาญทั้งภาษาไทยและฝรั่งเศสแปลไว้ให้แก่หอสมุดแห่งชาติ แต่ท่านได้แปลไว้เมื่อเกือบร้อยปีมาแล้ว จึงฟังเป็นภาษาโบราณ และบางคำก็ใช้ผิด เช่น โกษาปานขณะนั้นมียศเป็นเพียงคุณพระ ความจริงต้องเป็นถึงพระยาหรือเจ้าพระยา จึงจะเรียกท่านว่าเจ้าคุณได้ แต่แท้จริงสำนวนแปลของท่านเจษฎาจารย์ ฟ.ฮิแล นี้ก็น่ารักดี อ่านแล้วได้ความรู้ รวมทั้งภาพพจน์ว่าโกษาปานนั้น เป็นคนอย่างไร

                เรื่องโกษาปานมีเมีย 22 คน นี้ กลายเป็นข่าวลือไปทั่วราชวัง ทั้งขุนนางและหญิงชาววังทั้งหลายต่างวิจารณ์กันอย่างสนุกสนาน วันหนึ่งหลังจากกินเลี้ยง ท่านขุนนางฝรั่งเศสคนหนึ่งก็แกล้งกล่าวล้อโกษาปานอีก

                เย็นวันนั้น ท่านอัครราชทูตปฏิบัติผู้ที่มาเยี่ยมนั้นอย่างพินอบพิเทาเข้าท่าเข้าทางทุกอย่าง บัดเดี๊ยวท่านยกเก้าอี้ให้เจ้าหญิงทรงนั่งบ้าง บัดเดี๋ยวยกเอาจานกับข้าวให้ทรงเสวยบ้างไม่หยุดหย่อนตลอดเวลาที่นั่งรับประทานนั้น พอรับประทานเสร็จแล้ว ท่านก็ยกแก้วกล่าวคำอำนวยพรให้ท่านทรงเจริญเป็นสุข อายุยืน ฯลฯ ส่วนผู้ที่เป็นแขกมานั้น ก็ได้ยืนขึ้นกล่าวคำอำนวยพรด้วยบ้าง และมีผู้หนึ่งในพวกเขานั้น ยังแถมอำนวยพรไปถึงเมีย 22 คนของท่านราชทูตด้วยว่า “ขอให้อยู่เป็นสุขทุก ๆ คน ถึงแม้จะมีค่อนข้างจะมากหน่อย เข้าใจว่าคำอวยพรจะแผ่ไปถึงเขาทุกคนได้” ท่านราชทูตตอบว่า “จะมากมิมากก็ตามทีเถิด เราก็อยู่เป็นสุข เขาก็อยู่เป็นสุข ข้อนี้เป็นข้อสำคัญกว่าอะไร ๆ หมด ส่วนเราอวยพรให้ท่าน ก็แทบจะนึกอวยพรให้มีภรรยาถึง 22 คน เหมือนกับเราบ้างเหมือนกัน แต่เกรงใจว่าจะไม่เป็นที่พอใจของภรรยาที่ท่านมีไว้แล้ว หาไม่คงอวยพร และคงชี้วิธีให้สำเร็จไปตามนั้นเป็นแน่ แต่คราวนี้เราของดไว้ก่อน เป็นแต่เพียงกล่าวว่า เจริญ ๆ เทอญ”

                โกษาปานอยู่ในประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลานานถึง 7 เดือน ระหว่างนั้น จะได้มีชีวิตสังคมและปลูกฝังความสัมพัน์กับผู้หญิงฝรั่งเศสมากน้อยแค่ไหน ก็ยากที่จะทราบได้แน่ งานกินเลี้ยงนั้นคงจะมีกันบ่อยมาก และเมื่อรับประทานอาหารเสร็จก็มักจะนั่งคุยกัน หากมีเต้นรำ ซึ่งคนไทยนิยมเรียกว่าฝรั่งรำเท้า พวกคณะทูตไทยเราก็ได้แต่นั่งดู เพราะรำเท้ากับเขาไม่เป็น ถ้าดูจากหนังสือฝรั่งเล่มต่าง ๆ ก็ต้องลงความเห็นว่า โกษาปาน หรือพระวิสุทธิสุนทรนี้ต้องใช้ชีวิตแบบชายโสดอยู่เป็นเวลานานถึง 11 เดือน กว่าจะกลับถึงกรุงศรีอยุธยา เพราะต้องนับเวลาเดินทางไปกลับอีก 4 เดือน ซึ่งก็น่าสงสารสำหรับคุณพระหนุ่มแน่นซึ่งตามปกติมีเมียหลวงและเมียน้อยปรนนิบัติอยู่ถึง 22 คน

                แต่ถ้าเราดูในหนังสือไทย คือ อ่านพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา จะพบข้อความว่า

                “พระเจ้าฝรั่งเศสก็ทรงพระโสมนัส เชื่อถือถ้อยคำราชทูตทรงพระการุณภาพเป็นอันมาก พระราชประสงค์จะใคร่ได้พืชพันธุ์ไว้ จึงทรงพระราชทานนางข้าหลวงให้เป็นภรรยาราชทูตคนหนึ่ง แล้วพระราชทานเครื่องแต่งตัวอย่างฝรั่งล้วนประดับด้วยพลอยต่าง ๆ กับฉลองพระองค์ทรงองค์หนึ่ง แล้วให้เขียนรูปราชทูตและจดหมายถ้อยคำไว้ทุกประการ และราชทูตอยู่สมัครสังวาสกับด้วยภรรยาจนมีบุตรชายคนหนึ่งมีรูปร่างเหมือนบิดาอยู่ประมาณ 3 ปี ราชทูตจึงให้กราบทูลถวายบังคมลา แล้วให้ทูลฝากบุตรภรรยาด้วย พระเจ้าฝรั่งเศสก็พระราชทานเงินทองเสื้อผ้า และสิ่งของวิเศษต่าง ๆ แก่ทูตานุทูตเป็นอันมาก”

                เราทราบดีว่าโกษาปานมิได้อยู่ที่กรุงฝรั่งเศส 3 ปีแน่ ข้อนี้พงศาวดารของเราผิดพลาด แต่ถ้าข้อความเกี่ยวกับที่ท่านมีเมียฝรั่งและมีลูกชายนี้เป็นความจริง เด็กก็ต้องเกิดก่อนกำหนดหน่อย และชีวิตสังคมของพระวิสุทธิสุนทรของเรานี้ ก็ไม่จืดชืดเท่าที่เคยนึกไว้หรอก