Get Adobe Flash player

เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ส่งนักเรียนนอกรุ่นแรกไปศึกษาที่กรุงฝรั่งเศส โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

                ในสมัยปัจจุบันนี้ พ่อแม่ที่มีฐานะดี ก็นิยมส่งลูกไปเรียนเมืองนอกกัน พอลูกชายลูกสาวอายุได้ 15-16 ปี ก็จัดการส่งออกไปศึกษาต่อที่อเมริกาบ้าง ที่อังกฤษบ้าง หรือฝรั่งเศสบ้าง ในบางกรณีบิดามารดาก็ให้บุตรทำปริญญาขั้นแรก ๆ ในเมืองไทย แล้วจึงส่งไปต่อปริญญาชั้นสูงที่เมืองฝรั่ง

                ตอนกลางสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในแผ่นดินของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มีการส่งคนไทยออกไปเรียนเมืองนอกกันมาก แต่เป็นพวกลูกหลานพระบรมวงศานุวงศ์และลูกขุนนางผู้ใหญ่เสียเกือบหมด และส่งไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษเป็นส่วนมาก

                ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ก็มีฝรั่งเข้ามารับราชการอยู่กับพระเจ้ากรุงไทยเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เรามีความสนใจกับอารยธรรมของมหาประเทศตะวันตก ถึงกับส่งคณะราชทูตมาเจริญไมตรีกับเจ้าครองประเทศต่าง ๆ ในยุโรปหลายครั้ง และได้ขอผู้มีวิชาความรู้ ทั้งด้านการทหารและวิชาอื่น ๆ มาสั่งสอนคนไทย เพื่อเป็นประโยชน์และทำความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติ

                ใน พ.ศ. 2229 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมีความคิดว่า ถึงแม้กรุงสยามจะมีทหารฝรั่งและบาทหลวงผู้เชี่ยวชาญวิชาความรู้อยู่มาก ก็ยังไม่ดีเพียงพอ หากพระองค์จะต้องการวัฒนาชนชาติไทยอย่างเต็มที่ ก็จะต้องมีนโยบายส่งคนไทยออกไปศึกษาที่ยุโรปด้วย เพื่อจะได้เห็นโลกที่เจริญกว่า และนำวิชาทั้งหลายกลับมาใช้เป็นประโยชน์แก่กรุงสยาม เมื่อทรงจัดคณะราชทูตไทยไปถวายสาส์นแก่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งกรุงฝรั่งเศส จึงเลือกลูกข้าราชการไทย 12 คน ให้ติดตามโกษาปานไปด้วย และตั้งพระทัยไว้ว่า จะส่งไปเพิ่มเติมอีกภายหลัง และให้มีเด็กไทยศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่กรุงฝรั่งเศสประมาณ 12 คนอยู่ทุกปี

                การส่งนักเรียนนอกรุ่นแรกนี้ สมเด็จพระนารายณ์ทรงมอบหมายให้พวกบาทหลวงทมี่ติดตามคณะทูตนั้น จัดการหาที่อยู่อาศัย รวมทั้งเลือกคนที่จะยินดีอุปการะดูแลเด็กเหล่านี้เพื่อจะได้ไม่หงอยเหงา มีสภาพเป็นแค่นักเรียนประจำถูกปล่อยเกาะ เรื่องเหล่านี้บาทหลวงฝรั่งเขาช่วยจัดการต้อนรับให้ได้อย่างดี

                ผู้ที่ไม่ยินดีหรือเต็มใจนั้น คือพ่อแม่ของเด็กเหล่านี้เอง เพราะต่างก็รักและห่วงใยลูกของตน ที่จะต้องเดินทางบนเรือสำเภา ข้ามน้ำข้ามทะเลเสี่ยงอันตรายประสบความลำบากเป็นเวลานานสองเดือน แล้วยังจะต้องไปศึกษาเล่าเรียนอีกกี่ปีก็ไม่ทราบแน่ กว่าจะกลับมาเห็นหน้ากันอีกที่เมืองไทย เพราะฉะนั้น เวลาสมเด็จพระนารายณ์ทรงคัดเลือกผู้ใด พ่อแม่ก็มาร้องกราบทูลขอเก็บลูกไว้ จึงทำให้พระองค์มีความยุ่งยากในพระทัย ตามจะเห็นได้ในพระราชโอการฉบับหนึ่ง ที่มีถึงบาทหลวงตาชาด์ว่า

                “ในเรื่องเด็ก 12 คน บุตรของข้าราชการไทย ที่พระเจ้ากรุงสยามทรงพระกรุณา โปรดให้ส่งไปยังประเทศฝรั่งเศสนั้น มีพระราชประสงค์ให้เด็ก 12 คนนี้ ได้เข้าเรียนในโรงเรียนหลุยเลอกรัง และให้เล่าเรียนการทั้งปวงเหมือนกับผู้ดีชาวฝรั่งเศสทั่วไป ในเรื่องเด็กนักเรียนนี้ ทรงพระราชดำริไว้ว่าจะส่งออกไปเล่าเรียนให้คงมีจำนวนนักเรียนอยู่ในประเทศฝรั่งเศส 12 คนเสมอไป

                การที่พระเจ้ากรุงสยามทรงพระราชดำริเช่นนี้ ก็โดยพระราชประสงค์จะให้เป็นหนทาง สำหรับเชื่อมหัวใจของคนในประเทศทั้งสอง ให้ติดต่อกันเสมอ และมีพระราชประสงค์จะให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์ได้รู้จักในแบบธรรมเนียมของชาติฝรั่งเศสด้วย

                จริงอยู่ พวกไทยไม่ใคร่จะเต็มใจ ที่จะต้องข้ามน้ำข้ามทะเลอันกว้างขวางใหญ่โตเช่นนี้ และฝ่ายบิดามารดาผู้ปกครองก็ไม่ใคร่เต็มใจให้บุตรของตัวไปเลย แต่พระเจ้ากรุงสยามทรงพระราชดำริเห็นว่า ในระหว่างเดินทางในเรือก็ดี นักเรียนเหล่านี้คงจะได้รับความเอื้อเฟื้อดีทุกอย่าง เมื่อเด็กนักเรียนได้กลับมาเล่าถึงการเอื้อเฟื้อต่าง ๆ ของชนชาวฝรั่งเศส อันเป็นที่พอใจของนักเรียนแล้วก็อาจจะทำให้บิดามารดาผู้ปกครองเด็กอื่น ๆ มีความเลื่อมใสที่จะส่งบุตรของตัวให้ออกไปเล่าเรียน เพื่อได้รับความศึกษาและรับประโยชน์ เหมือนกับนักเรียนที่กล่าวมาแล้วบ้าง

                เพราะฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของท่าน ที่จะจัดการทั้งปวงให้เด็กนักเรียนเหล่านี้ได้รับความเอื้อเฟื้อ ให้คุ้มกับความเหน็ดเหนื่อย ที่ต้องเดินทางอันไกลเช่นนี้ และเป็นหน้าที่ของท่านจะต้องกะว่านักเรียนเหล่านี้ จะต้องมีโสหุ้ยใช้จ่ายในประเทศฝรั่งเศสปีละเท่าใด เพื่อจะได้จัดเงินส่งออกไปให้พอทุก ๆ ปี”

                พวกบาทหลวงท่านได้รับมอบหมายฝากฝังเด็กเช่นนี้ ก็พยายามทำให้อย่างดีที่สุด เพราะพระฝรั่งเหล่านี้รู้จักกับเหล่าขุนนาง และผู้ดีชั้นสูงที่กรุงปารีสและเมืองอื่น จึงเลือกบุคคลที่จะยินดีอุปการะเด็กไทยเหล่านี้ พวกบาทหลวงท่านมิได้เอาเด็กชายทั้ง 12 คนนี้ไปอยู่รวมกันในสถานที่แห่งเดียว แต่ได้จัดให้แต่ละคน ได้พำนักอยู่กับครอบครัวผู้ดีฝรั่งเศส ซึ่งเป็นทั้งขุนนางและพ่อค้ามั่งคั่ง ถึงเวลาเรียนหนังสือ จึงมารวมตัวกันที่โรงเรียนหลุยเลอกรัง คิดดูแล้วเด็กไทยนักเรียนนอกกลุ่มแรกนี้ ก็ต้องเก่งกล้า เพราะต้องเรียนภาษาฝรั่งเศส ทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีของทั้งสองประเทศ ก็แตกต่างกันราวกับฟ้าและดิน แต่ดูจากจดหมายเหตุบาทหลวงฝรั่งเศสแล้ว ก็พอจะพิจารณาได้ว่า เด็กเหล่านี้ประพฤติตนดีจริง

                ถึงแม้ลูกข้าราชการเหล่านี้ จะนับถือศาสนาพุทธ แต่พวกบาทหลวงฝรั่งเศส ท่านก็ถือโอกาสเอาตัวเข้ารีตเสียที่กรุงฝรั่งเศสเพราะท่านทำได้สะดวก ไม่มีพ่อแม่พี่น้องหรือพระเจ้าแผ่นดินจะมาขัดขวางได้ พิธีศาสนานี้ทำขึ้นในวัด แซง ซุลปิซ (Saint Sulpice) เด็กไทยทุกคน โดยรดน้ำมนต์ให้ขึ้นสวรรค์กันเป็นแถว จดหมายเหตุบาทหลวงฝรั่งเศสบันทึกไว้ว่า

                คนที่หนึ่งชื่อ พี ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Pierre Emmanuel มีท่าน Duc D’ Albret และ Comtesse D’ Ouvergne เป็นผู้รับรองเลี้ยงดู

                คนที่สองชื่อ เพ็ชร์ ผู้รับรองคือ มองซิเออร์ Bailly และมาดาม Rouille ตั้งชื่อใหม่ว่า Jean Baptiste

                คนที่สามชื่อ อ่วม ได้เชอวาเลีย De Chaumont และมาดาม De Lyon เป็นผู้รับรอง เชอวาเลีย เดอ โชมองต์ นี้ ท่านผู้อ่านจำได้ว่า เป็นราชทูตฝรั่งเศสที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ส่งไปถวายพระราชสาส์น และเจริญไมตรีกับสมเด็จพระนารายณ์ ท่านเป็นคนเห่อยศเห่อศักดิ์ และค่อนข้างจะคลั่งศาสนา อยู่ที่เมืองไทยก็พูดพล่ามพยายามเทศน์ให้พระนารายณ์ฟังอยู่เสมอ สงสารนายอ่วมอยู่ในความดูแลอุปการะของท่าน คงได้ฟังการสอนศาสนาทุกวันนายอ่วมนี้ ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Paul Artus

                คนที่สี่ชื่อ ชื่น มองซิเออร์ Pelletier ที่ปรึกษาสภากับมาดาม D’ Aligre De Boislandry เป็นผู้รับรองพระตั้งชื่อใหม่ว่า Louis

                คนที่ห้าชื่อ ไก่ คงอายุมากกว่าคนอื่น  เพราะมีอาชีพเป็นช่างทองที่กรุงศรีอยุธยา เปลี่ยนชื่อเป็น Francois Xavier โก้เก๋ ได้สังฆราช Milon และ Marquise De Roussy รับรอง

                คนที่หกชื่อ มี ได้บาดหลวง De Fourcy  รับรองเปลี่ยเป็นชื่อฝรั่งมังค่าว่า Henri Olivier

                คนที่เจ็ดชื่อ ด่วน อายุคงมากเหมือนกันเพราะมีอาชีพเป็นช่างก่อสร้างแล้ว นายด่วนนี้กลายเป็น มองซิเออร์ Philippe มีมองซิเออร์ De Castilly และมาดาม De Presson เป็นผู้อุปการะ

                คนที่แปดชื่อ สัก กลายเป็นนาย Francois มองซิเออร์ Du Ruau Pallu และมาดาม De Valiere รับรองดูแล

                คนที่เก้าชื่อ เทียน ได้ชื่อ Thomas มีมองซิเออร์ De Largny และมาดาม Cuissetot ดูแล

                คนที่สิบชื่อ วุ้ม มองซิเออร์ Soulet ผู้อำนวยการราชบริษัทอินเดียฝ่ายตะวันออก และมาดาม Goisland ภรรยาของเจ้าของโฮเต็ลที่คณะราชทูตพักอยู่ เป็นผู้รับรองให้ ชื่อว่า Nicolas

                ส่วนเด็กชายอีก 2 คนนั้น จดหมายบาทหลวงฝรั่งเศสมิได้กล่าวถึง ไม่ทราบว่าเจ็บไข้ล้มตายระหว่างทาง หรือเป็นเด็กเข้ารีตเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ต้องเอาตัวมาพรมน้ำมนต์ จดหมายเหตุเล่าพิธีนี้ต่อไปว่า

                “พิธีนี้ ได้ทำกันช้านาน จนถึงบ่าย 2 โมงจึงได้เสด็จ ก็แต่หาได้ทำให้ผู้ที่เป็นคริสเตียนใหม่มีความเบื่อหน่ายอย่างใดไม่ แลกิริยาที่ทำถ่อมตัวนั้น เป็นการที่คนดูพอใจทุกคน จนที่สุดพวกนี้ได้ขอร้องขึ้นเองในวันก่อนว่าจะขออดอาหาร เพื่อจะได้เตรียมตัวสำหรับพิธีในวันรุ่งขึ้น การที่อดอาหารนั้น หาได้ทำให้พวกนี้อ่อนเพลียอย่างใดไม่

                ท่านอาบิชอบไม่มีเวลาพอที่จะให้ข้าพเจ้าพาคนเหล่านี้ไปหาเพื่อขอพร แลให้ท่าอาชบิชอบทำพิธีรับรอง ซึ่งพวกนี้ต้องการนัก

                เครื่องแต่งตัวที่ใช้อยู่ ในเวลาที่รับน้ำมนต์นั้น พวกไทยนี้ยังคงใช้ต่อไปอีก 8 วัน เสื้อนั้นทำด้วยแพรดอก ขอบทำด้วยด้ายถัก ถุงเท้านั้นใช้ถุงขาว รองเท้าก็ขาว แลสวมหมวกขาวซึ่งพันผ้าดอก แลข้างบนมียอดแหลม ทำด้วยผ้าดอกเหมือนกัน ท่านคงจะไม่นึกเลย ว่าตั้งแต่รับพวกนี้เข้าเป็นคริสเตียนแล้ว พวกนี้จะมีความพอใจเพียงไร แลเวลาสวดมนต์ ก็มาสวดพร้อมกันหมด