Get Adobe Flash player

เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ส่งนักเรียนนอกรุ่นแรกไปศึกษาที่กรุงฝรั่งเศส (2) โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

                ความเดิมตอนที่แล้ว

                “พิธีนี้ ได้ทำกันช้านาน จนถึงบ่าย 2 โมงจึงได้เสด็จ ก็แต่หาได้ทำให้ผู้ที่เป็นคริสเตียนใหม่มีความเบื่อหน่ายอย่างใดไม่ แลกิริยาที่ทำถ่อมตัวนั้น เป็นการที่คนดูพอใจทุกคน จนที่สุดพวกนี้ได้ขอร้องขึ้นเองในวันก่อนว่าจะขออดอาหาร เพื่อจะได้เตรียมตัวสำหรับพิธีในวันรุ่งขึ้น การที่อดอาหารนั้น หาได้ทำให้พวกนี้อ่อนเพลียอย่างใดไม่

                ท่านอาบิชอบไม่มีเวลาพอที่จะให้ข้าพเจ้าพาคนเหล่านี้ไปหาเพื่อขอพร แลให้ท่าอาชบิชอบทำพิธีรับรอง ซึ่งพวกนี้ต้องการนัก

                เครื่องแต่งตัวที่ใช้อยู่ ในเวลาที่รับน้ำมนต์นั้น พวกไทยนี้ยังคงใช้ต่อไปอีก 8 วัน เสื้อนั้นทำด้วยแพรดอก ขอบทำด้วยด้ายถัก ถุงเท้านั้นใช้ถุงขาว รองเท้าก็ขาว แลสวมหมวกขาวซึ่งพันผ้าดอก แลข้างบนมียอดแหลม ทำด้วยผ้าดอกเหมือนกัน

ท่านคงจะไม่นึกเลย ว่าตั้งแต่รับพวกนี้เข้าเป็นคริสเตียนแล้ว พวกนี้จะมีความพอใจเพียงไร แลเวลาสวดมนต์ ก็มาสวดพร้อมกันหมด

เมื่อกลับมาจากโบสถ์แซงซุลปิซแล้ว พวกไทยได้มาขอลูกประคำต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้จัดให้คนไปซื้อมาให้ พวกนี้รับลูกประคำโดยแสดงกิริยาเคารพ แลได้เอาลูกประคำคล้องคอดุจเป็นตรา

พวกนี้ได้รับประทานอาหารพร้อมกับเราที่โต๊ะที่หนึ่งแลเขาได้ขอร้องจะผลัดเปลี่ยนกันเดินโต๊ะ แต่ข้าพเจ้าได้บอกว่าในระหว่างที่เขายังแต่งกายอย่างเมื่อเวลารับน้ำมนต์อยู่นั้นจะให้เขาเดินโต๊ะไม่ได้ ต้องให้คนอื่นเดินโต๊ะให้ เพื่อแสดงความนับถือในการที่เขาได้เป็นคริสเตียนขึ้นใหม่ ๆ แลทั้งสำหรับป้องกันไม่ให้เสื้อขาวที่เขาสวมอยู่นั้นได้เปื้อนเปรอะไปได้

ฝ่ายคนไทยที่ 12 ซึ่งยังไม่ได้รับน้ำมนต์นั้น เพราะยังป่วยอยู่พอสบายแล้วมาดาม DE LA GUISE จะเป็นผู้รับรองไทยคนนี้มีความประสงค์จะเป็นคริสเตียนมาก”

ผู้เขียนไม่เข้าใจว่า ทำไมจดหมายของบาทหลวงนี้ไม่ได้กล่าวถึงคนไทยที่ 11 อาจจะเป็นเพราะลืม หรือคนนั้นล้มป่วยตายไปแล้วก็ไม่ทราบ ความจริงคิดดูแล้ว เราก็เกิดความรู้สึกชมเชยว่า ฝรั่งนี้เขามีเมตตาจิตใจบุญจริง ๆ ดูไม่เป็นการยากสำหรับท่านบาทหลวงเลยที่จะหาผู้อุปการะเด็กไทยเหล่านี้ได้ถึง 12 ครอบครัว ผู้ที่รับอุปการะเด็กนักเรียนนอกรุ่นแรกนี้ ล้วนเป็นผู้ดีมีสกุล เป็นขุนนางหรือนักธุรกิจที่มั่งคั่ง ถึงแม้สมเด็จพระนารายณ์จะทรงยินดีออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด เราก็ยังสมควรขอบคุณความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของชาวฝรั่งเศสทั้งหลายที่ต้อนรับเด็กเหล่านี้เป็นอย่างดีเลิศ และเมื่อพิจารณาดูจากจดหมายบาทหลวง เราก็มีความภาคภูมิใจที่เด็กไทยของเราก็มี นิสัยว่าง่าย มีความประพฤติเป็นกุศลน่ารัก เขาจะให้เข้าวัดพระเยซูก็เข้า เขาจะให้ร้องเพลงบูชาพระเจ้า ก็ร้องด้วยความยินดี ขอลูกประคำมาคล้องคอ เป็นเพราะศาสนาพุทธมิได้สอนให้เกลียดชังดูถูกศาสนาอื่น เด็กเหล่านี้จึงสามารถแสดงความกุศลต่อคริสตศาสนาได้ โดยไม่ต้องกลัวตกนรก

ความจริง นอกจากเด็ก 12 คนที่กล่าวถึงนี้ ยังมีเด็กชายไทยอีก 3 คน ที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงส่งมากรุงฝรั่งเศสด้วย แต่มิได้นับรวมอยู่ด้วย เพรดาะมิได้ส่งมาเล่าเรียนแล้วกลับเมืองไทย แต่ส่งมาให้อยู่ในประเทศฝรั่งเศสตลอดชีวิตทีเดียว คนหนึ่งเป็นเชื้อแขกเป็นหลานของเจ้าชายแขกมากาซา ที่เคยก่อขบถต่อสมเด็จพระนารายณ์ อีกสองคนเป็นบุตรชายของเจ้าพระยาวิชเยนทร์เอง ซึ่งบิดายกให้แก่ขุนนางเชื้อพระวงศ์ฝรั่งเศสเขาก็ยินดีรับเลี้ยงดูเป็นลูกหลานต่อไป ดังจะเห็นจากจดหมายเหตุว่า

“เพราะเหตุว่ามองซิเออร์ คอนซตันซ์ ได้ส่งหลานของเจ้าแผ่นดินเมืองมากาซา ซึ่งทิวงคตไปแล้วนั้น แลได้ส่งลูกของมองซิเออร์ คอนซตันซ์เองสองคน ไปถวายต่อท่านดุ๊ก เดอบูรกอยน์ แลดุ๊กดังยูนั้น ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า เป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าที่จะต้องเขียนหนังสือกราบทูลพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส และท่านดุ๊กเดอบูรกอยน์ให้ทรงทราบ หนังสือถวายทั้งสองฉบับนั้น ข้าพเจ้าได้ส่งมายังท่าน พร้อมด้วยจดหมายฉบับนี้แล้ว และหนังสือถวายนั้น หาได้ผิดผนึกไม่”

ผู้เขียนจดหมายนี้ คือบาทหลวงลาโน ถึงผู้อำนวยการศาสนาคณะต่างประเทศประจำกรุงฝรั่งเศส และบาทหลวงลาโนยังอุตส่าห์เขียนจดหมายถึงท่านดุ๊กเดอบูรกอยน์โดยตรงอีกด้วย มีใคความว่า

“ด้วยท่านเสนาบดีของพระเจ้ากรุงสยาม ได้พยายามขอพระมหากรุณาต่อพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินอันยิ่งใหญ่ของพวกเรา แลท่านเสนาบดีก็กล้าที่จะหวังว่าคงจะได้รับพระกรุณาตามความปรารถนา เพราะพระเจ้ากรุงสยามก็ได้ทรงแนะนำฝากฝังมายังพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านเสนาบดีจึงจะนำบุตรหัวปีมาถวายได้ต่อพระองค์ การที่ท่านเสนาบดีได้ตกลงใจ จะเอาบุตรซึ่งเป็นที่รักอย่างยิ่งของบิดา ถวายไว้ต่อพระองค์นั้นก็โดยเหตุที่พระองค์ถึงแม้จะยังทรงพระเยาว์อยู่ก็จริง แต่ก็มีพระอัธยาศัยอันดี ซึ่งกระทำให้ปลื้มพระทัยของพระเจ้าแผ่นดินอันใหญ่ของพวกเราแลกระทำให้เป็นเกียรติยศของประเทศฝรั่งเศส ทั้งเป็นสิ่งกระทำให้ทั่วโลกสรรเสริญชมเชยด้วย ท่านเสนาบดีหวังใจว่าพระองค์คงจะรับบุตรของท่านไว้เป็นแน่ จึงได้ส่งของต่าง ๆ มาถวายตามประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมาในเมืองนี้ เพื่อเป็นการแสดงความอ่อนน้อมในตัวบิดาแลบุตรด้วย ท่านเสนาบดีต้องการให้บุตรได้รับความเล่าเรียนให้รู้สึกตัวว่าเป็นคนของพระองค์แลให้อยู่ในปกครองบังคับบัญชาของพระองค์ ไม่ว่าจะอยู่ในที่ใด ๆ ข้าพเจ้าเชื่อว่า พระองค์คงจะประทานอนุญาตให้ข้าพเจ้าช่วยขอร้องเพิ่มเติม ขอให้พระองค์ได้ทรงพระเมตตารับเด็กคนนี้ไว้ อยู่ในความปกครองของพระองค์ต่อไป แลข้าพเจ้าจึงเชื่อว่า พระองค์จะได้ทรงพระเมตตาแผ่การปกครองของพระองค์ ให้มาถึงคณะพวกข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าได้ขอร้องต่อพระเปนเจ้าเสมอ ขอให้พระองค์ได้รับแต่สิ่งที่ดีงาม แลในที่สุดข้าพเจ้าขอแสดงตัวอ่อนน้อมต่อพระองค์”