Get Adobe Flash player

เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ส่งนักเรียนนอกรุ่นแรกไปศึกษาที่กรุงฝรั่งเศส (ตอนจบ) โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

                ความเดิมตอนที่แล้ว

 “ด้วยท่านเสนาบดีของพระเจ้ากรุงสยาม ได้พยายามขอพระมหากรุณาต่อพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินอันยิ่งใหญ่ของพวกเรา แลท่านเสนาบดีก็กล้าที่จะหวังว่าคงจะได้รับพระกรุณาตามความปรารถนา เพราะพระเจ้ากรุงสยามก็ได้ทรงแนะนำฝากฝังมายังพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านเสนาบดีจึงจะนำบุตรหัวปีมาถวายได้ต่อพระองค์ การที่ท่านเสนาบดีได้ตกลงใจ จะเอาบุตรซึ่งเป็นที่รักอย่างยิ่งของบิดา ถวายไว้ต่อพระองค์นั้นก็โดยเหตุที่พระองค์ถึงแม้จะยังทรงพระเยาว์อยู่ก็จริง แต่ก็มีพระอัธยาศัยอันดี ซึ่งกระทำให้ปลื้มพระทัยของพระเจ้าแผ่นดินอันใหญ่ของพวกเราแลกระทำให้เป็นเกียรติยศของประเทศฝรั่งเศส ทั้งเป็นสิ่งกระทำให้ทั่วโลกสรรเสริญชมเชยด้วย ท่านเสนาบดีหวังใจว่าพระองค์คงจะรับบุตรของท่านไว้เป็นแน่ จึงได้ส่งของต่าง ๆ มาถวายตามประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมาในเมืองนี้ เพื่อเป็นการแสดงความอ่อนน้อมในตัวบิดาแลบุตรด้วย ท่านเสนาบดีต้องการให้บุตรได้รับความเล่าเรียนให้รู้สึกตัวว่าเป็นคนของพระองค์แลให้อยู่ในปกครองบังคับบัญชาของพระองค์ ไม่ว่าจะอยู่ในที่ใด ๆ ข้าพเจ้าเชื่อว่า พระองค์คงจะประทานอนุญาตให้ข้าพเจ้าช่วยขอร้องเพิ่มเติม ขอให้พระองค์ได้ทรงพระเมตตารับเด็กคนนี้ไว้ อยู่ในความปกครองของพระองค์ต่อไป แลข้าพเจ้าจึงเชื่อว่า พระองค์จะได้ทรงพระเมตตาแผ่การปกครองของพระองค์ ให้มาถึงคณะพวกข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าได้ขอร้องต่อพระเปนเจ้าเสมอ ขอให้พระองค์ได้รับแต่สิ่งที่ดีงาม แลในที่สุดข้าพเจ้าขอแสดงตัวอ่อนน้อมต่อพระองค์”

ดุ๊กเดอบูรกอยน์นี้ คือพระโอรสของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งเกิดกับมารี เทเรส เจ้าหญิงสเปญ เป็นรัชทายาทฝรั่งเศสแต่มิได้ขึ้นครองเป็นเจ้าแผ่นดิน เพราะพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงครองราชสมบัติอยู่นานถึง 72 ปี ดุ๊กเดอบูรกอยน์อายุสั้นเพียง 50 ปี เลยตายเสียก่อนได้รับราชสมบัติ

ส่วนท่านดุ๊กดังยูนั้น ก็ได้รับอุปการะบุตรเจ้าพระยาวิชเยนทร์อีกคนหนึ่ง บาทหลวงลาโนก็ทำจดหมายฝากฝังมาอีกฉบับหนึ่ง กล่าวว่า

“เมื่อพวกข้าพเจ้าได้ทราบข่าวอันน่าปลื้มใจตั้งแต่ปีก่อนนี้ว่า พระองค์ได้ประสูติแล้วนั้น จึงได้มีความปิติยินดีอย่างยิ่งแลโดยที่ถือใจว่า พวกข้าพเจ้าก็เป็นข้าแผ่นดินอันสุจริตของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส จึงเห็นเป็นหน้าที่ต้องขอบพระคุณพระเป็นเจ้า ที่ได้โปรดกรุณาต่อประเทศฝรั่งเศสเช่นนี้ ความยินดีอันนี้ หายินดีแต่เฉพาะพวกฝรั่งเศสไม่ แต่บรรดาชาวต่างประเทศทั่วไป ก็มีความยินดีพร้อมกัน แลพระเจ้ากรุงสยามซึ่งทรงตั้งพระทัยดีต่อความสุขความเจริญของประเทศฝรั่งเศส และพระเกียรติซสของพระเจ้าแผ่นดินอันใหญ่ของเรานั้น ก็ได้ทรงแสดงยินดีอย่างที่สุดเหมือนกัน เพราะฉะนั้นท่านอัครมหาเสนาบดีของพระเจ้ากรุงสยาม ซึ่งเป็นคนนับถือศาสนาคริสเตียน มีความปรารถนาที่จะแสดงความยินดีอันนี้ด้วยตัวของตัวเอง จึงเชื่อว่าพระองค์คงจะไม่กริ้ว ในการที่ท่านอัครมหาเสนาบดีจะนำบุตรถวายไว้ต่อพระองค์ ทั้งได้ส่งของต่าง ๆ มาถวายตามประเพณีของเมืองนี้ สำหรับแสดงความอ่อนน้อมต่อพระองค์ด้วย แต่เพราะเหตุว่าข้าพเจ้าได้เกี่ยวกับเด็กคนนี้ โดยที่เป็นผู้ได้ให้น้ำมนต์นั้น ข้าพเจ้าจึงสามารถช่วยบิดากราบทูลขอร้องต่อพระองค์ ขอได้โปรดรับเด็กไว้ ให้อยู่ในจำพวกข้าของพระองค์ด้วย แลข้าพเจ้าขอร้องต่อไป ขอให้พระองค์ทรงเมตตาปกปักรักษา ปกครองคณะบาทหลวงของพวกข้าพเจ้าด้วย พวกข้าพเจ้าทั้งหลาย ก็หวังในความเจริญของพระองค์อยู่มิได้ขาด แลส่วนตัวข้าพเจ้าเอง ก็ขอแสดงความนับถือแลอ่อนน้อมต่อพระองค์”

จดหมายฉบับหลังนี้ เขียนเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2229 ซึ่งหมายความว่า ขณะนั้นท่านดุ๊กดังยู เพิ่งจะมีอายุได้เพียง 2-3 ขวบเท่านั้น เพราะประสูติในปี 2228 ท่านเป็นพระนัดดาหรือหลานชายของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ภายหลังได้ขึ้นครองราชสมบัติเป็นเจ้าแผ่นดินเมืองสเปน มีพระนามว่าพระเจ้าฟิลิปที่ 5 เข้าใจว่าบุตรของเจ้าพระยาวิชเยนทร์คนหนึ่ง จะได้รับการเลี้ยงดู ได้ศึกษาและเติบโตภายในวังของท่าน แต่จะได้ตามเสด็จไปอยู่ที่เมืองสเปนหรือไม่นั้น ไม่มีทางค้นคว้าให้ทราบแน่ได้

ความจริงประวัติศาสตร์กล่าวถึง DUC D’ANJOU อีกท่านหนึ่ง และผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นพระบิดาของดุ๊กดังยูที่เพิ่มประสูตินี้ ตอนพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ส่งคณะทูตฝรั่งเศสมาเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์นั้น ตัวรองราชทูตเป็นบาทหลวง หน้าตาสวยงาม ชื่อบาทหลวง เดอชัวซี ซึ่งแท้จริงเป็นกะเทยแบบ TRANSVESTITE คือเป็นผู้ชายที่ชอบแต่งตัวเป็นผู้หญิง เวลายังหนุ่มอยู่ในปารีส ก็ชอบใส่กระโปรงยาวแบบสตรีชาววัง ใส่สร้อยคอตุ้มหูพราวแพรว ไปสนุกสนานในงานเต้นรำต่าง ๆ ในพระราชวัง จนถึงกับคบชู้สมสู่ร่วมรักกับท่านดุ๊กดังยู ซึ่งเป็นผู้ชายด้วยกันอยู่นานก่อนที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จะส่งตัวมาเฝ้าพระนารายณ์ในฐานะรองราชทูต ท่านดุ๊กดังยูคนบิดานี้ก็คงจะ BISEXUAL จึงมีแฟนเป็นผู้ชายแล้วยังมีเมียมีลูกกับเขาได้ จึงให้กำเนิดแก่พระเจ้าฟิลิปที่ 5 กษัตริย์ครองเมืองสเปน

เด็กสามคนนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร เราไม่ทราบแน่ หลานชายของเจ้าแผ่นดินแขกมากาซานี้ พระนารายณ์ได้ทรงมอบให้อยู่ในความดูแลของชายหนุ่มฝรั่งเศสคนหนึ่งคือ มองซิเออร์ แยเวซ ซึ่งเข้ามาพำนักอาศัยในกรุงศรีอยุธยา ใกล้ชิดสนิทสนมกับพวกบาทหลวงฝรั่งเศสมาก และพูดอยู่เสมอว่ามีความประสงค์จะเป็นมิชันนารีด้วย แต่เมื่อนายแยเวซนำตัวหลานเจ้าแขกมากาซานี้กลับไปเมืองฝรั่งเศสด้วย ก็หายตัวไปมิได้พยายามศึกษาเป็นนักพรตตามที่กราบทูลแก่สมเด็จพระนารายณ์ เอาตัวเด็กชายแขกอายุน้อยนี้ ไปทำอะไรที่เมืองฝรั่งเราก็ไม่มีทางทราบ

ส่วนบุตรชายเจ้าพระยาวิชเยนทร์สองคนนั้น เราทราบว่าตายเสียคนหนึ่ง จะเป็นคนที่อยู่กับท่านดุ๊กเดอบูรกอยน์ หรือดุ๊กดังยู เราก็ไม่ทราบแน่ ส่วนนักเรียนไทยอีก 11-12 คน ที่เข้าเรียนในโรงเรียนหลุยเลอกรังนั้น ก็ศึกษาอยู่ได้ไม่นาน สมเด็จพระนารายณ์ทรงประชวรหนักถึงกับเสด็จสวรรคต และสมเด็จพระเพทราชาขึ้นครองแผ่นดินแทน ไทยและฝรั่งเศสเกิดทะเลาะกัน เพราะขุนนางไทยได้อัดอั้นตันใจทนดูพระนารายณ์เห็นฝรั่งดีกว่าไทยมานานแล้ว จึงส่งทหารเข้าโจมตีป้อมปราการฝรั่งเศสที่บางกอก และเมืองมะริด เพื่อขับไล่ออกจากประเทศ ภาวะของนักเรียนไทยในเมืองนอกจึงปั่นป่วน เพราะฝรั่งเขาก็ไม่พอใจที่ไทยรบพุ่งกับชาวฝรั่งเศสในกรุงสยาม และสิ้นบุญพระนารายณ์แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดรับรองว่าจะให้ค่าเลี้ยงดู พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงจัดการส่งเด็กเหล่านี้กลับมาเมืองไทยดังเราจะเห็นได้ในจดหมายของโกษาปาน เขียนถึงมองซิเออร์ เดอ บรีซาเซีย ใน พ.ศ. 2237 ตอนหนึ่งกล่าวว่า

“ส่วนที่เกี่ยวด้วยไทยหนุ่มซึ่งได้ส่งไปไว้ยังประเทศฝรั่งเศสเพื่อเล่าเรียนวิชาต่าง ๆ นั้น ข้าพเจ้าได้ฝากฝังไว้กับท่าน แลได้บอกกับท่านไว้แล้ว่า เมื่อท่านได้ใช้จ่ายไปสำหรับไทยหนุ่มเหล่านี้เท่าใด ข้าพเจ้าได้ชำระเงินให้แก่ มองเซนเยอร์ เดอ เมเตโลโปลิส ท่านได้บอกมาว่า ท่านได้จ่ายเงินไป 106 ชั่ง 3 ตำลึง 1 บาท 1 สลึง เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจะบอกให้ท่านทราบว่า เมื่อคิดบาญชีการใช้จ่ายส่วนนักเรียนไทยเมื่อใด ข้าพเจ้าจึงจะชำระเงินรายนี้ให้เสร็จไป”

นักเรียนไทยรุ่นแรกนี้ ถึงกรุงฝรั่งเศสเมื่อประมาณ พ.ศ. 2230 เข้าใจว่าร่ำเรียนอยู่เมืองนอกได้ประมาณ 5-7 ปี จึงกลับมาถึงกรุงสยาม นับเป็นกลุ่มบุกเบิกที่แท้จริง ถึงแม้จะมีจำนวนน้อย และพ่อแม่ก็หวั่นกลัวไม่เต็มใจให้ไป ก็ยังได้มีโอกาสนำความรู้และความคิดเห็นใหม่ ๆ กลับมาทำให้บ้านเกิดเมืองนอนเจริญขึ้นได้ ทั้งนี้ เป็นเพราะความปรีชาสามารถในนโยบายและความคิดของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแต่ผู้เดียว

ก่อนจะจบเรื่องนักเรียนไทยในเมืองนอกรุ่นแรกนี้ ผู้เขียนต้องขอกล่าวถึงหนุ่มไทยอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกเต้าเหล่าใครไม่ปรากฎ ทราบแต่ว่าเป็นเด็กไทยที่บาทหลวงฝรั่งเศสได้ชุบเลี้ยงสั่งสอนมาเป็นเวลาหลายปี จนรอบรู้ในปรัชญาและคัมภีร์คริสตศาสนาเป็นอย่างดี พระฝรั่งเศสตั้งชื่อให้ว่า อังตวน ปินโต เมื่ออายุได้ 22 ปี เหล่าบาทหลวงฝรั่งทั้งหลายต่างลงความเห็นกันว่า เด็กหนุ่มไทยคนนี้ ฉลาดและเก่งกาจสามารถยิ่งนักจึงเอาตัวติดตามคณะทูตมาด้วยที่กรุงฝรั่งเศส เพื่อพระฝรั่งชั้นสูงที่กรุงปารีส รวมทั้งครูบาอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยซอบอนแห่งเมืองปารีส จะได้มีโอกาสสอบถามและทดลองความรู้ปรากฎว่าพระและอาจารย์ฝรั่งทั้งหลายตกใจ ไม่เคยพบชาวต่างประเทศที่เรียนเก่งและเฉลียวฉลาดเท่านายอังตวน ปินโตนี้ มีจดหมายของบาทหลวงวาเซ เล่าไว้ว่า

“พวกบาทหลวงได้พาลูกศิษย์ของมองซิเออร์ ยอเร ชื่อ อังตวน ปินโต ลงเรือมาด้วย ในเวลาเดินทางนั้น อังตวนได้ป่วยตลอดทาง จึงไม่มีเวลาที่จะอ่านหนังสือ แต่ถึงดังนั้น เมื่อได้มาถึงกรุงปารีสได้หลายอาทิตย์ ท่านบาทหลวงคณะการต่างประเทศ ได้เรียกตัวไปสอบความรู้ในการศาสนา เพื่อสอบว่าความรู้จะดีจริง เท่ากับได้มีผู้เขียนจดหมายมาชมเชยหรือไม่ เมื่อได้สอบความรู้แล้ว ก็เต็มใจที่จะให้พวกบาดหลวงที่สอบไล่จากซอบอน แลเป็นผู้ที่มีความรู้มาก ซักฟอกมองซิเออร์อังตวน เพื่อให้รู้แน่ว่า ท่านผู้นี้จะสมควรเถียงข้อปุจฉาวิสัชนาในท่ามกลางมหาชนได้หรือไม่

ในชั้นต้น มองซิเออร์ บูซตร์ กับดอกเตอร์อีกสามคนได้สอบความรู้มองซิเออร์อังตวนกว่า 2 ชั่วโมง ท่านนักปราชญ์ทั้งสี่คนได้ถามปัญหาในข้อที่ยากอย่างที่สุด แลเปนข้อที่น่าฉงนมากที่สุด คือในข้อการเวียนว่ายตายเกิด ท่านนักปราชญ์ทั้งสี่พอใจมาก จนถึงกับมีจดหมายถึงหัวหน้าโรงเรียนสามเณร ว่าจะให้ชายหนุ่มคนนี้ออกโรงได้ทีเดียว และคณะซอบอนจะถือว่าได้รับเกียรติยศจากผู้นี้ด้วย ข้อปุจฉาวิสัชนานี้ได้ถวายแก่พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ในเวลาที่จะมีการปุจฉาวิสัชนานั้น คนทั่วทั้งปารีสได้มาฟังพวกนักพรตทั้งหลายก็มาเป็นอันมาก แลคนที่ได้ฟังทุกคนได้รับรองว่า การที่ไทยคนนี้ได้แสดงตัวในครั้งนี้ ไม่มีสิ่งใดจะทำให้พอใจยิ่งกว่านี้ แล้วภายหลังพวกนักพรตได้หาโอกาสส่งชายหนุ่มคนนี้ไปยังกรุงโรม เวลานี้จวนจะหมดเวลาที่อินโนเซนต์ที่ 11 รับหน้าที่เป็นสังตปาปาอยู่แล้ว

มองซิเออร์ปินโต ได้ตั้งข้อปุจฉาใหม่ขึ้นอีกข้อหนึ่งถวายแก่สังตปาปา ในเวลาที่จะมีปุจฉาวิสัชนานั้น ท่านสังตปาปาแลนักพรตชั้นคาดินัล กับทั้งคนที่มีความรู้ดี ๆ ในกรุงโรม ได้มาฟังพร้อมกันทั้งหมดได้ชมมองซิเออร์ปินโตเป็นเสียงเดียวกัน ไม่มีใครคัดค้านเลย แลได้มีผู้รับรองว่า ตั้งแต่ได้ตั้งโรงเรียนนี้ขึ้น ยังไม่เคยเห็นชาวต่างประเทศคนใด จะมีความรู้เท่ากับไทยคนนี้ ฝ่ายท่านสันตปาปาพอใจ จนถึงกับจะต้องการตั้งให้ไทยคนนี้เปนนักพรต ก่อนที่จะกลับไปฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการไม่เคยมีตัวอย่างเลย เพราะมองซิเออร์ ปินโต ก็มีอายุเพียง 22 ปีเท่านั้น แลที่ตั้งคราวนี้ก็เป็นการพิเศษ ท่านสังตปาปา ยังเห็นต่อไปว่าไทยคนนี้สมควรที่จะเป็นบาทหลวงชั้น VICAIRE APOSTOLIQUE”

คนไทยที่เก่งและฉลาดแบบแปลกประหลาดนั้น มีมาหลายร้อยปีแล้ว

 

               

แผ่นดินสยาม เจ้าพระยาโกษาปานก็ได้มีอำนาจวาสนาตามไปด้วย ได้รับแต่งตั้งเป็นราชทูตสยามไปเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และต่อมาในแผ่นดินของสมเด็จพระเพทราชา ท่านก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดีซึ่งเทียบเท่ากับนายกรัฐมนตรีในสมัยนี้

                เจ้าพระยาโกษาปานท่านมีพี่ชายเป็นนักรบ คือเจ้าพระยาโกษาเหล็ก ท่านผู้นี้เป็นแม่ทัพเอกของสมเด็จพระนารายณ์ เก่งกาจสามารถในการสงครามได้นำทัพไปตีเมืองพม่าแตกพ่าย และในแผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์นั้นโกษาเหล็กก็ดำรงตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดีจนถึงแก่กรรม

                เจ้าพระยาโกษาเหล็กท่านถึงแก่ความตาย เพราะเรื่องเล็กนิดเดียว คือเกิดมีการโต้เถียงกันขึ้นในท้องพระโรงระหว่างท่านเองกับเจ้าพระยาวิชเยนทร์ คนโปรดชาวกรีกของสมเด็จพระนารายณ์

                เจ้าพระยาวิชเยนทร์ได้เล่ากราบทูลพระนารายณ์ไว้หลายครั้งหลายคราวว่า พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งกรุงฝรั่งเศส ทรงเป็นกษัตริย์นักรบที่ประเทศใกล้เคียงเกรงขาม เพราะมีกองทัพใหญ่มหึมาตั้งพร้อมเตรียมรบอยู่เสมอ และกองทหารเหล่านี้จะตั้งมั่นอยู่ในป้อมปราการต่าง ๆ ซึ่งก่อสร้างไว้ตลอดทั่วชายแดน

                สมเด็จพระนารายณ์ทรงฟังคำฝรั่งเล่าก็รู้สึกเลื่อมใส เพราะในกรุงสยามโบราณของเรานี้ไม่มีการเตรียมทหารให้พร้อมรบไว้