Get Adobe Flash player

โกษาปานตีเชียงใหม่ เมื่อนักทูตกลายเป็นนักรบ โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

เจ้าพระยาโกษาปานนี้ เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยที่หนังสือพงศาวดารกล่าวถึง และชมเชยอยู่เสมอ แม้บันทึกของฝรั่งทั้งหลายที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงศรีอยุธยานั้น ก็มีแต่สรรเสริญว่าเป็นขุนนางที่เก่งกาจสามารถและเป็นนักการทูตชั้นยอด ชาวไทยเราในสมัยนี้ก็ถือว่าท่านเป็นบิดาของการสัมพันธ์ระหว่างประเทศทีเดียว

ท่านเองเป็นบุคคลที่เกิดมาในตระกูลสูง เพราะเป็นบุตรของเจ้าแม่วัดดุสิต พระนมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพราะฉะนั้นตัวท่านและพระนารายณ์เติบโตขึ้นมาด้วยน้ำนมของสตรีคนเดียวกัน

เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยาม เจ้าพระยาโกษาปานก็ได้มีอำนาจวาสนาตามไปด้วย ได้รับแต่งตั้งเป็นราชทูตสยามไปเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และต่อมาในแผ่นดินของสมเด็จพระเพทราชา ท่านก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดีซึ่งเทียบเท่ากับนายกรัฐมนตรีในสมัยนี้

               เจ้าพระยาโกษาปานท่านมีพี่ชายเป็นนักรบ คือเจ้าพระยาโกษาเหล็ก ท่านผู้นี้เป็นแม่ทัพเอกของสมเด็จพระนารายณ์ เก่งกาจสามารถในการสงครามได้นำทัพไปตีเมืองพม่าแตกพ่าย และในแผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์นั้นโกษาเหล็กก็ดำรงตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดีจนถึงแก่กรรม

               เจ้าพระยาโกษาเหล็กท่านถึงแก่ความตาย เพราะเรื่องเล็กนิดเดียว คือเกิดมีการโต้เถียงกันขึ้นในท้องพระโรงระหว่างท่านเองกับเจ้าพระยาวิชเยนทร์ คนโปรดชาวกรีกของสมเด็จพระนารายณ์

               เจ้าพระยาวิชเยนทร์ได้เล่ากราบทูลพระนารายณ์ไว้หลายครั้งหลายคราวว่า พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งกรุงฝรั่งเศส ทรงเป็นกษัตริย์นักรบที่ประเทศใกล้เคียงเกรงขาม เพราะมีกองทัพใหญ่มหึมาตั้งพร้อมเตรียมรบอยู่เสมอ และกองทหารเหล่านี้จะตั้งมั่นอยู่ในป้อมปราการต่าง ๆ ซึ่งก่อสร้างไว้ตลอดทั่วชายแดน

               สมเด็จพระนารายณ์ทรงฟังคำฝรั่งเล่าก็รู้สึกเลื่อมใส เพราะในกรุงสยามโบราณของเรานี้ไม่มีการเตรียมทหารให้พร้อมรบไว้อยากจะทำสงครามกันที หรือข้าศึกมาประชิดเมือง จึงจะเกณฑ์ผู้คนมาเป็นทหารกันสักทีหนึ่ง

               สมเด็จพระนารายณ์จึงบัญชาให้เจ้าพระยาวิชเยนทร์วางแผนการสร้างป้อมปราการขึ้น การสร้างป้อมปราการนี้ก็ก่อความยากลำบากยากแค้นให้แก่คนไทยมากมาย ที่ต้องถูกบังคับขู่เข็ญให้ไปเป็นกรรมกรกุลีตามชายแดน จึงมีคนไทยกลุ่มหนึ่งมาร้องทุกข์ต่อเจ้าพระยาโกษาเหล็ก ขอให้ท่านช่วยเหลือโดยที่เขาเหล่านี้ก็ได้นำเงินทองมามอบให้แก่ท่านเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณตามประเพณีไทยในสมัยโบราณ

               เจ้าพระยาโกษาเหล็กจึงกราบทูลคัดค้านการสร้างป้อมปราการชายแดนนี้ต่อสมเด็จพระนารายณ์ โดยให้เหตุผลง่าป้อมนั้นจะทำให้ข้าศึกยกทัพมาล้อมได้โดยง่ายดาย และหลังจากนั้นไม่นานก็จะขาดเสบียงอาหารล้มตายพ่ายแพ้ไป สู้เกณฑ์ผู้คนแล้วเดินทัพมาตั้งค่ายรบกันแบบที่บรรพบุรุษเราได้ทำกันมาแล้วหลายร้อยปีไม่ได้

               สมเด็จพระนารายณ์ตอนนั้นทรงเลื่อมใสเจ้าพระยากรีกนี้มากจึงกล่าวหาว่าเจ้าพระยาโกษาเหล็กคัดค้านการสร้างป้อมนี้เพราะกินสินบนราฏษรที่เอาเงินทองมาให้ แล้วก็รับสั่งให้เฆี่ยนหลังเจ้าพระยาโกษาเหล็ก จนท่านทนความเจ็บปวดจากแผลไม่ได้ กลับไปสิ้นชีวิตตายที่บ้าน

               เหตุการณ์ที่เล่ามานี้ ผู้เขียนอ่านพบในหนังสือของพระฝรั่งเศส พงศาวดารไทยเราเงียบกริบ ไม่กล่าวถึงเลย เพียงแต่บอกสั้น ๆ ว่าท่านไม่สบายถึงแก่ความตายตามธรรมชาติ แต่เมื่อเจ้าพระยาโกษาเหล็กผู้พี่สิ้นชีวิตไปแล้ว คนดีก็เหลือแต่เจ้าพระยาโกษาปานผู้น้อง ซึ่งแท้จริงเป็นนักการเมืองการทูตมากกว่านักรบ

               แต่ต่อมาในปีพุทธศักราช 2205 สมเด็จพระนารายณ์ทรงปรารถนาที่จะส่งกองทัพจากกรุงศรีอยุธยาไปตีเมืองเชียงใหม่ ซึ่งขณะนั้นขึ้นอยู่กับประเทศพม่า เมื่อได้ทรงเฆี่ยนแม่ทัพเอกของพระองค์จนตายไปแล้ว จึงทรงหันมายกหน้าที่นี้ให้แก่เจ้าพระยาโกษาปานน้องชายแทน

               โกษาปานท่านก็อึดอัดใจยิ่งนัก เพราะนอกจากจะไม่แน่ใจในความสามารถของตนเองแล้ว ท่านก็ยังไม่ทราบว่าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทั้งหลายจะเกรงขามยอมรับคำสั่งของท่านหรือเปล่า

               ท่านตรึกตรองไปมาอยู่พักใหญ่ จึงเกิดความคิดที่จะแสดงฤทธิเดชของท่านให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไป ก่อนจะเคลื่อนทัพ

               คิดแล้วท่านจึงขออนุญาตพระเจ้าแผ่นดินเกณฑ์ชายฉกรรจ์สามพันคนไปตั้งค่ายรบที่ทุ่งพะเนียด และออกคำสั่งให้สร้างค่ายโดยตัดไม้ไผ่มาปักลงกับดิน ส่วนโคนไม้ไผ่ซึ่งใหญ่กว่านั้นให้เอาไว้ข้างบน ซึ่งท่านเองก็ทราบดีว่าเป็นการปักที่ผิดแบบ เพราะทำให้ค่ายไม้ไผ่นั้นโอนเอนไม่แข็งแรงมีช่องโหว่อยู่ข้างล่าง ข้าศึกจะแหวกวิ่งทะลุเข้ามาเมื่อไรก็ได้

               ทหารทั้งหลายได้รับคำสั่งแล้วหัวขาด ต่างก็ก้มหน้าก้มตาปักไม้ไผ่แบบตลกเช่นนั้น ยกเว้นขุนหมื่นคนหนึ่ง แกฉลาดและมีสมองอิสระกว่าผู้อื่น พิจารณาดูเห็นว่า นี่เป็นวิธีสร้างค่ายที่ผิด

               การปักปลายไม้ลงดินแล้วเอาโคนขึ้นข้างบนนั้น ไม่เคยเห็นใครทำเช่นนี้มาก่อนเลย ข้าศึกโหมตัวหักรั้วค่าเข้าได้โดยง่าย จึงสั่งให้ทหารถอนไม้ไผ่ออกแล้วปักใหม่ตามแบบที่ถูกต้อง

               พอเช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าพระยาโกษาปานท่านออกตรวจค่ายเห็นว่าขุนหมื่นผู้นั้นเป็นคนเดียวที่กล้าขัดคำสั่งของท่าน จึงโกรธเคืองกล่าวหาว่ามันอวดดีบังอาจมาแข่งบารมี และให้เอาตัวไปตัดหัวเสียเดี๋ยวนั้น ศีรษะนั้นให้เสียบไว้ที่รั้วค่าย เพื่อให้ทุกคนยำเกรง และเข้าใจว่าคำบัญชาของท่านนั้นจะผิดหรือถูก โง่หรือฉลาดก็ต้องปฏิบัติตามโดยไม่ขัดขืนหรือเปลี่ยนแปลง

               เรื่องนี้หลวงวิจิตรวาทการท่านก็ได้เล่าไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์สากลเล่มที่ 3 ว่า

               “มีเรื่องเล่าว่า เจ้าพระยาโกษาทูลขอทดลองอาญาสิทธิ์จัดทัพดูก่อน สมเด็จพระนารายณ์จึงพระราชทานพระแสงอาญาสิทธิ์ให้ เจ้าพระยาโกษาปานก็ออกมาสั่งกลาโหมมหาดไทยให้เกณฑ์คนสามพันให้เจ้าหมู่นายกองคุมไปตั้งค่ายที่ทุ่งพะเนียดใช้วิธีทำรั้วพะเนียด ไม้ไผ่ปักเอาปลายลง เอาโคนขึ้นแล้วขุดดินมาเชิงเทินสนามเพลาะปักขวากหนามตามแบบแผนให้พร้อมเสร็จในวันรุ่งขึ้น ผู้รับคำสั่งไม่รู้จะสร้างค่ายทำไมแต่เมื่อมีคำสั่งแล้วก็ต้องทำ

               พอรุ่งขึ้นก็ตั้งค่ายสำเร็จ เผอิญมีขุนหมื่นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเห็นรั้วค่ายข้างเชิงเทียนเสาระนียงห่างโปร่ง เพราะปักลำไม้ไผ่เอาปลายลงดิน เอาโคนขึ้นข้างบน ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยทำจึงให้ถอนไม้ไผ่ปักเสียใหม่ กลับเอาโคนลงตลอดในแนวหน้าที่ของตน

               ครั้งเช้าขึ้นเจ้าพระยาโกษาออกไปตรวจค่าย เห็นตรงที่ปักไม้ระเนียดผิดจากที่สั่งไว้ จึงเรียกตัวเจ้าหน้าที่มาถามได้ความว่าเจ้าหน้าที่ทำผิดคำสั่งก็ให้เอาตัวไปประหารชีวิตเสียในขณะนั้น แล้วให้เอาศีรษะมาเสียบไว้ที่ปลายไม้ไผ่รั้วค่ายให้คนทั้งหลายเห็น คนทั้งปวงเห็นเจ้าพระยาโกษาปานบัญชาการสิทธิ์ขาดเช่นนั้น ก็พากันยำเกรง”

               ผู้เขียนอ่านข้อความที่บิดาท่านเขียนไว้ ใจก็รู้สึกสงสารขุนหมื่นคนนั้นที่ต้องตายเพราะใช้ความคิด คอขาดโดยไม่มีความผิด ลูกเมียพ่อแม่พี่น้องต้องเศร้าโศกเสียใจโดยไร้เหตุผล ศีรษะก็ถูกเอาไปเสียบไว้บนยอดไม้ไผ่เพื่อมิให้ผู้ใดเอาเยี่ยงอย่าง แต่ขอให้ท่านผู้อ่านสังเกตดูว่า หัวที่ตัดขาดแล้วนั้น เจ้าพระยาโกษาปานท่านให้เสียบไว้ที่ปลายไม้ไผ่ ไม่ได้เสียบที่โคนไม้ไผ่ อันนั้นจึงเป็นอันเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เอาโคนปักดิน หากเราเปิดดูในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ก็จะได้ทราบเรื่องราวเดียวกัน

               “ลุศักราช 1023 ปีฉลู ตรีศก ขณะนั้นเจ้าพระยาโกษาธิบดีป่วยลง ทรงพระกรุณาให้พระหลวงขุนหมื่นแพทย์ทั้งหลายไปพยาบาล แลโรคนั้นเป็นสมัยกาลแห่งชีวิตชัย ก็ถึงแก่อนิจกรรม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิอาจกลั้นน้ำพระเนตรไว้ได้ ทรงพระอาลัยในเจ้าพระยาโกษาเป็นอันมาก และเจ้าพระยาโกษาขุนเหล็กคนนี้เป็นลูกพระนม แลได้รับพระราชทานนมร่วมเสวยมาแต่ยังทรงพระเยาว์นั้น แลทรงพระกรุณาพระราชทานฌาปนกิจอย่างเสนาบดีเสร็จแล้ว จึ่งมีพระราชโองการตรัสปรึกษาด้วยท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายว่า

               พระยาแสนหลวงเจ้าเมืองเชียงใหม่ คิดอ่านล่อลวงเราเป็นหลายครั้งแล้ว ยังมิหนำซ้ำกลับแข็งเมืองต่อรบอีกเล่า แลเราจะละพระยาแสนหลวงไว้นั้นมิได้จำจะยกพยุหโยธาทหารไปตีเอาเชียงใหม่ให้จงได้ ท่านทั้งหลายจะเห็นประการใด จึ่งท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลาย ก็เห็นพร้อมโดยพระราชดำรินั้น

               ในปีฉลู ตรีศกนั้น สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าช้างเผือกก็มีพระราชดำรัสให้ท้าวพระยามุขมนตรี ตรวจจัดกองทัพพลฉกรรจ์ลำเครื่องสี่หมื่น ช้างเครื่องสองร้อย ม้าสี่ร้อย สรรพด้วยเครื่องสรรพวุธปืนใหญ่น้อยกระสุนดินประสิวพร้อมไว้แลดำรัสให้หานายปานผู้น้องเจ้าพระยาโกษาอันถึงแก่อนิจกรรมซึ่งรับอาสาออกไปได้ราชการ ณ เมืองฝรั่งเศสนั้นเข้ามาเฝ้าแล้วก็มีพระราชโองการตรัสเหนือเกล้า โปรดให้นายปานเป็นเจ้าพระยาโกษาธิบดีแลทรงพระกรุณาดำรัสว่า  (อ่านต่อฉบับหน้า)