Get Adobe Flash player

โกษาปานตีเชียงใหม่ เมื่อนักทูตกลายเป็นนักรบ โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

ความเดิมตอนที่แล้ว

                “ตีตำบลใดก็ได้ตำบลนั้น ด้วยอำนาจอาญาสิทธิ์เจ้าพระยาโกษาธิบดีแม่ทัพหลวงครั้งไปลองศึกตำบลเพนียด คนทั้งหลายเข็ดขามคร้ามกลัวแต่ครั้งนั้นมา จะว่าราชการสิ่งใดในงานสงครามทั้งปวง ก็สิทธิ์ขาดสำเร็จได้ด้วยอำนาจสั่งนั้นทุกประการ”

                เมืองลำพูนถูกล้อมอยู่เจ็ดวันก็โดนตีแตกอีก หลังจากนั้นก็เคลื่อนทัพไปล้อมเมืองเชียงใหม่ พระยาแสนหลวงอุตส่าห์ตั้งค่ายสกัดตามระยะทาง และนำพลออกปล้นค่ายไทยที่ตั้งล้อมเมืองอยู่มากมายหลายครั้งหลายหน ก็ทำอะไรไม่ได้ แต่เจ้าพระยาโกษาปานท่านไม่ได้พยายามตีเมืองเชียงใหม่ให้แตกเอง

                จะเป็นเพราะเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบ ท่านส่งม้าเร็วกลับลงมาที่กรุงศรีอยุธยาเพื่อกราบทูลต่อสมเด็จพระนารายณ์ว่า บัดนี้ได้ทำให้เมืองเชียงใหม่อ่อนแอเต็มทีแล้ว ขอเชิญองค์สมเด็จพระนารายณ์ยกทัพหลวงขึ้นมาตีเมืองให้แตกเอง พระนารายณ์จึงเคลื่อนทัพใหญ่มีพลทหารถึงหกหมื่นคนขึ้นมาช่วยตี

                พระยาแสนหลวงเองเห็นกองทัพใหญ่มหึมาจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาล้อมอีก ก็ตกอกตกใจยิ่งนัก อุตส่าห์ส่งข่าวมาที่กรุงอังวะ ขอทัพพม่ามาช่วยป้องกันเมืองเชียงใหม่หน่อย ฝ่ายพม่าก็ขี้ขลาดตาขาว บอกปฎิเสธไม่ยอมมาช่วยเสียดื้อ ๆ ทิ้งพระยาแสนหลวงให้รับเคราะห์กรรมอยู่แต่ผู้เดียว

                การรบพุ่งในสมัยโบราณนั้นก็ดุเดือดไม่น้อย เพราะพระยาแสนหลวงท่านป้องกันเชียงใหม่ด้วยวิธีต่าง ๆ อ่านดูในพงศาวดารรู้สึกสนุกดี

                “พระยาแสนหลวงเจ้าเมืองนั้น...สะดุ้งตกใจกลับทัพไทยยิ่งนัก จึ่งเร่งให้ตกแต่งการป้องกันเมืองทั้งกลางวันกลางคืนเป็นสามารถ แลให้เอาไม้ซุงทั้งหลาย มาผูกแขวงรายได้ที่บนใบเสมากำแพงเมืองนั้นโดยรอบ แล้วจะได้ตัดให้ตกลงไปทับข้าศึก แล้วให้ตั้งกะทะคั่วกรวดทรายปูนผง แล้วเคี่ยวน้ำมันยางไว้ให้ร้อนจงทุก ๆ หน้าที่ สำหรับจะหว่านซัดสาดราดเทลงไปให้ถูกต้องข้าศึกล้มตาย ขณะเมื่อจะยกเข้ามาป่ายปีนกำแพงปล้นเมืองเอานั้น”

                ทางฝ่ายกรุงศรีอยุธยารู้ท่าว่าชาวเชียงใหม่เขาจะสาดน้ำมันร้อนและกรวดทราบลงมา ก็ป้องกันตัวเองด้วยการใส่เสื้อหนังเกือกหนัง กระทั่งช้างรบทั้งหลายก็ต้องคลุมหลังและเท้าด้วยหนังวัวหนังควาย มิฉะนั้นถูกน้ำมันลวกเข้าอาจจะวิ่งพล่านควบคุมไว้ไม่อยู่

                พงศาวดารเล่าว่า

                “ทหารคนดีมีวิชาทั้งหลาย...กระทำบันไดน้อยใหญ่กว่าพันอันสำหรับจะป่ายปีนปล้นเมือง แลซึ่งช้างทั้งหลายนั้น ก็ให้ทำเกือกหนัง เสื้อหนัง หน้าร่าห์หนัง ใส่ครบทุก ๆ ตัวแลพลโยธาหาญนั้น ก็ให้ตกแต่งกายสวมใส่หมวกแลเสื้อแลรองเท้าล้วนทำด้วยหนังทั้งสิ้น

                แลให้พูนดินขึ้นเป็นป้อมสูงเทียมกำแพงเมืองในที่มุมเมืองทั้งสาม แลหว่างกลางทั้งสามนั้น เป็นหกแห่งด้วยกัน แลให้เอาปืนใหญ่ขึ้นตั้งจังก้ายิงเข้าไปตามเชิงเทินเมืองจงทุกป้อม...

                พลคชาโยธาหาญทั้งหลาย ล้วนแต่งกายสวมใส่เครื่องหนังมือถือหอกแลทวนสำหรับจะรับไม้ซุง แลถือแขนถือโล่ฝาโผล่ฝาแฟ้ม สำหรับจะป้องกันกรวดทรายปูนผงแลน้ำมันยางอันร้อน ซึ่งชาวเมืองจะซัดราดเทลงมานั้น...

                ฝ่ายพลลาวชาวเมือง ซึ่งรักษาหน้าที่เชิงเทินปราการทั้งหลายนั้น ก็ต้องปืนใหญ่ล้มตายเป็นอันมาก แลต้านทานอยู่มิได้ก็ถอยลงไปจากหน้าที่บ้าง บ้างก็ต้านทานอยู่ได้บ้าง

                แลตัดเชือกซึ่งผูกไม้ซุงแขวนไว้ตามใบเสมากำแพงนั้นให้ตกลงไปทับข้าศึกบ้างก็หว่านซัดกรวดทรายปูนผงอันร้อนแลรดสาดราดเทน้ำมันเดือนดลงไปให้ถูกต้องพลข้าศึกอันป่านปีนขึ้นมานั้น”

                ในที่สุด ทัพของเจ้าพระยาโกษาปานหนุนด้วยทัพหลวงของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็ตีเมืองเชียงใหม่แตก การสงครามครั้งนี้ ดูทหารไทยเราจะแต่งตัวโก้กว่าการสงครามครั้งอื่น ๆ เพราะตามธรรมดาแล้ว ทหารไทยเราก็เพียงแต่ใส่เสื้อยันต์ไม่มีแขน นุ่งกางเกงขาสั้น เพราะอากาศมันร้อน

                แต่ตอนตีเมืองเชียงใหม่นี้ รบกันบนภูเขาสูง อากาศก็หนาวเย็น จึงใส่เสื้อหนังกันได้ทั่วทุกคนไป ทั้งยังมีหมวกและรองเท้าให้ดูโก้เก๋อีกด้วย ไม่ต้องกระโดดโลดเต้นตีนเปล่าในสนามรบ

                พระราชพงศาวดารฉบับกรุงศรีอยุธยาเล่าต่อไปว่า

                “ฝ่ายพลทหารไทยก็รับไม้ซุงด้วยปลายหอกปลายทวนแลมากด้วยกันก็ทานไว้ได้ ผ่อนให้ตกลงแต่เบา แลเอาเขนโล่ฝาโผล่ฝาแฟ้มทั้งหลายขึ้นป้องกันรับกรวดทรายปูนผงอันร้อน แลน้ำมันยางเดือดซึ่งชาวเมืองซัดสาดราดเทลงมานั้น ให้ถูกต้องแต่น้อยพออดทนได้

                แลพลทหารไทยแสนหนึ่งมิพึงจะท้อถอย เยียดยัดหนุนเนื่องกันเข้าไป ดุจคลื่นในท้องพระมหาสมุทร ชาวเมืองสุดที่จะต้านทานได้ ก็ขึ้นบนบันไดป่ายปีนกำแพงเข้าไปได้ในเมืองพร้อมกันทุก ๆ หน้าที่ แล้วก็ไล่พิฆาตฆ่าพลลาวชาวเมืองทั้งหลายล้มตายเป็นอันมาก แลได้เมืองเชียงใหม่ในเพลารุ่งขึ้นวันนั้น”

                ตามขนบธรรมเนียมไทยโบราณเมื่อตีเมืองแตก ไล่ฆ่าฟันพลเมืองเพศชายล้มตายก่ายกองแล้ว ก็ต้องมีการจับเอาลูกสาวสวย ๆ มาแจกจ่ายไว้ทำเมียกันโดยทั่วถึง ตั้งแต่องค์พระเจ้าแผ่นดินลงมาถึงขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อย

                ตัวพระยาแสนหลวงเจ้าเมืองเชียงใหม่เองนั้น ก็หนีไม่ทันถูกจับตัวมาถวายสมเด็จพระนารายณ์ แต่ท่านผู้นี้จะโดนตัดหัวหรือถูกส่งมาคุมขังเป็นเชลยในกรุงศรีอยุธยา พงศาวดารก็มิได้บอกไว้แน่ชัด

                ทราบแต่ว่าท่านมีลูกสาวคนหนึ่งสวยงามมากนักตามแบบเจ้าหญิงชาวเหนือ เธอจึงถูกถวายตัวเป็นสนมของพระนารายณืไป

                “แล้วก็ไล่จับพระยาแสนหลวงเจ้าเมือง แลบุตรภรรยาญาติวงศ์ได้สิ้น และได้ครัวตัวแสนท้าวพระยาลาวเสนาบดีทั้งหลาย แลครอบครัวอพยพชาวเมืองทั้งปวงเป็นอันมาก ได้ช้างม้าเครื่องศัสตราวุธปืนใหญ่ปืนน้อยแลสิ่งของต่าง ๆ ก็มากแล้วก็คุมครอบครัวส่งออกไปยังค่ายหลวงสิ้น

                จึ่งเจ้าพระยาโกษาธิบดี ก็จัดสรรเอาบุตรีเจ้าเมือง แลบุตรีท้าวพระยาเสนาลาวทั้งหลาย ที่มีสิริรูปอันงามนั้น เข้ามาถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วก็ทรงเลือกบุตรีเจ้าเมืองไว้เป็นพระสนม แลซึ่งบุตรีแสนท้าวพระยาลาวทั้งหลายนั้น ก็ทรงแจกพระราชทานให้แก่ท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งปวงทั่วกัน”

                รวมความแล้ว การตีเมืองเชียงใหม่ของเจ้าพระยาโกษาปานก็ประสบความสำเร็จอย่างเต็มที่ นับตั้งแต่เริ่มต้นด้วยการทดลองอำนาจ ตัดหัวเจ้าหน้าที่ผู้อวดรู้ ไปจนถึงการหักโหมโจมตีเมืองเชียงใหม่ จับเจ้าเมืองและลูกสาวสวยมาถวายพระนารายณ์

                พอจะพูดได้ว่า ตาเจ้าหน้าที่เคราะห์ร้ายปักเสาไผ่ผิดหรือถูกนั้น มิได้ตายโดยเปล่าประโยชน์ แต่ได้อุทิศชีวิตของตนให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่น ว่าในยามศึกนั้นจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาทุกประการ

                ส่วนตัวเจ้าพระยาโกษาปานเองหลังจากทำสงครามครั้งนี้แล้ว ท่านก็กลับมาเป็นนักการเมืองตามเดิม เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงประชวรหนักจนสิ้นพระชนม์ลง และการจลาจลแย่งชิงราชสมบัติเริ่มขึ้น

                บุญวาสนาของเจ้าพระยาโกษาปานก็มิได้ลดลง ท่านดำรงตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดีในแผ่นดินของสมเด็จพระเพทราชา และมีบทบาทสำคัญในการเจตจากับกองทหารฝรั่งเศสที่ประจำอยู่เมืองมะริด และบางกอกจนมีผลให้กองทัพฝรั่งเศสถอนตัวออกจากกรุงสยาม  แสดงว่าท่านก็ยังเก่งกาจสามารถในด้านการเมืองการทูตอยู่ตามเดิม

                แต่ครั้งวันเวลาล่วงมาหลายปีถึงปลายรัชกาลของสมเด็จพระเพทราชา เราได้ทราบจากบันทึกของบาทหลวงฝรั่งเศสว่า ถึงแม้เจ้าพระยาโกษาปานจะปฏิบัติหน้าที่ราชการได้อย่างดีเยี่ยม สมเด็จพระเพทราชาก็ไม่พอพระทัยอยู่เสมอ ทรงแสดงความโหดร้ายกริ้วกราด

                ถึงขนาดวันหนึ่งชักพระแสงดาบออกมาตัดจมูกของท่านให้ขาดเลือดทะลักต่อหน้าขุนนางทั้งหลายในท้องพระโรง ทำให้ท่านทั้งเจ็บปวดทรมานและอับอายขายหน้ายิ่งนัก อะไรที่ทำถูกก็กลายเป็นผิดไปเสียทุกอย่าง โดนลงพระราชอาญาเฆี่ยนโบยหลังมากมายหลายครั้ง มิหนำซ้ำยังถูกพระเจ้าแผ่นดินทรงแกล้งด้วยวิธีอื่น ๆ อีก

                สมเด็จพระเพทราชาทรงสั่งให้จับบุตรสาวคนใหญ่ และบุตรชายอีกสองสามคน รวมทั้งภรรยาน้อยที่ท่านรักมาก มาใส่ที่คุมขังและชำระเสีย

                ในที่สุด เจ้าพระยาโกษาปานท่านเศร้าโศกเสียใจยิ่งนัก เนื่องจากทำความดีไม่ขึ้น ถูกผู้มีอำนาจข่มเหงรังแกทั้ง ๆ ที่ตนเองไม่มีความผิด ท่านจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายเสีย

                จดหมายของบาทหลวงฝรั่งเศส มองซิเออร์โบรด์ บันทึกไว้ว่า

                “เจ้าพระยาพระคลังมีความเสียใจนัก จึงได้เอามีดแทงชายโครงฆ่าตัวเองตาย การที่เจ้าพระยาคลังตายนี้ พระเจ้าแผ่นดินก็ออกตัวได้ดี ได้ทรงแกล้งทำเสียพระทัยว่า เจ้าพระยาพระคลังได้ถึงอสัญกรรมเสียแล้ว

                จึงได้โทษว่าหมอจีนซึ่งเป็นผู้รักษาเจ้าพระยาพระคลังได้เอายาพิษให้เจ้าพระยาพระคลังรับประทาน จึงได้พระราชทานรางวัลโดยให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนหมอคนนั้น และให้เฆี่ยนที่หลังและท้องด้วย

                เวลากลางคืนได้ยกศพเจ้าพระยาพระคลังไปฝังไว้ยังวัด หาได้มีการทำบุญให้ทานอย่างใดไม่ และมิได้ทำศพให้สมกับเกียรติยศ ซึ่งต้องมีการแห่ศพไปไว้ยังโรงทึม และเผาตามธรรมเนียม

                นี่แหละเป็นสิ้นชื่อของอัครราชทูตไทยที่ได้ไปเจริญพระราชไมตรีกับประเทศฝรั่งเศส และเป็นอัครมหาเสนาบดีของพระเจ้าแผ่นดินไทยองค์ปัจจุบันนี้ด้วย”

                คิดแล้วก็น่าสงสารเจ้าพระยาโกษาปานที่ในบั้นปลายชีวิตนั้นทำความดีก็กลายเป็นความผิดเสียหมด จนในที่สุดต้องถึงกับตัดชีวิตตนเอง

                ผู้เขียนเห็นท่านทำดีได้ชั่วแล้วเลยนึกย้อนกลับมาหาตาขุนหมื่นปักไม้ไผ่ ซึ่งคงจะนึกกับตัวเองก่อนถูกตัดหัวว่าเรานี้ทำความดีกลับได้ชั่วเช่นเดียวกัน

                ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องของกรรมตามสนองกรรมตามหลักพระธรรมหรือเปล่า