Get Adobe Flash player

อะไรเกิดขึ้นกับพระราชวังลพบุรีของสมเด็จพระนารายณ์ โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

                หากท่านผู้อ่านนึกย้อนกลับไปในอดีต ประมาณ 300 ปี ถึง พ.ศ. 2231 ในปลายรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จะพบว่าขณะนั้นแผ่นดินสยามอยู่ในสถานการณ์สั่นคลอน เพราะสมเด็จพระนารายณ์กำลังประชวรอย่างหนัก

                จะทรงเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคอะไรนั้น ผู้เขียนไม่มีทางพิจารณาได้จากประวัติศาสตร์ เพราะไม่มีผู้ใดได้บันทึกพระอาการไว้ในพงศาวดาร

                แม้จะค้นหาอ่านจากบันทึกของบาทหลวงฝรั่งเศส ที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าก่อนสิ้นพระชนม์ ก็ไม่ได้พบข้อความที่เป็นประโยชน์แก่แพทย์สมัยใหม่ได้

                ทราบแต่ว่า ขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุ 56 พรรษา และพระกายาอ่อนเพลียหมดเรี่ยวแรงขนาดต้องบรรทม หลับพระเนตรอยู่ทั้งวันทั้งคืนจะเคลื่อนไหวพระกายาก็ลำบาก

                ความไม่มีแรงอ่อนเพลียนี้เราเห็นได้จากการเล่าในพระราชพงศาวดารตอนหนึ่งที่กล่าวว่าเมื่อพระเพทราชาและพระเจ้าเสือมาเข้าเฝ้าในระหว่างที่ประชวรหนัก และกราบทูลต่อพระเจ้าอยู่หัวว่าหากพระองค์เสด็จสวรรคต ท่านทั้งสองจงรักษาสมบัติไว้ เพื่อจะถวายแก่พระเจ้าลูกเธอกรมพระราชวังหลัง

                ความจริงทั้งพระเพทราชาและพระเจ้าเสือก็คงจะบังคมทูลข้อความนี้ด้วยความจริงใจ แต่สมเด็จพระนารายณ์ทรงสังเกตท่าทีไม่ไว้พระทัย กริ้วพิโรธว่าพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์นั้นมุสา ไม่พูดตามความจริง ในใจส่วนลึกต้องการแย่งชิงราชสมบัติเป็นของท่านเอง จึงถึงกับคว้าพระแสงดาบที่วางอยู่ข้างพระองค์ลุกขึ้นด้วยความร้อนแรงของโทสะ

                แล้วตรัสว่าไอ้สองคนพ่อลูกนี้ คิดการเป็นกบฎ ทรงพยายามจะก้าวขาเดินตรงไปหาขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสองท่านนี้ แต่ก็มิสามารถที่จะพระราชดำเนินไปได้ตามประสงค์ ร่างกายก็สั่นไปหมด จนแม้กระทั่งจะยืนอยู่ตรงนั้นก็ไม่สำเร็จ

                แล้วก็ล้มลงกับพื้น พระแสงดาบตกจากพระหัตถ์ และยังทรงกล่าวว่าเทพเจ้าบำรุงรักษาพระบวรพุทธศาสนา จงไว้ชีวิตเราอีก 37 วัน จะขอดูหน้าอ้ายกบฎสองคนพ่อลูกนี้ให้จงได้

                เมื่อวันเวลาผ่านไป และพระโรคก็กำเริบขึ้นอีกมาก พระองค์จึงแน่พระทัยว่า จะต้องสวรรคตในเวลาเร็วนี้

                ความที่ทรงเป็นห่วงข้าราชการชาววังที่เป็นข้าหลวงใกล้ชิดสนิทสนม กลัวว่าเมื่อสิ้นบุญของพระองค์แล้ว ขุนนางเหล่านี้จะโดนพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ฆ่าเสีย

                จึงทรงให้ข้าหลวงสนิทประมาณ 15 คนนี้ บวชเป็นภิกษุเสีย จะได้รอดพ้นภัย

                แต่ขณะนั้นบ้านเมืองก็เริ่มร้อนระอุเต็มทีแล้ว เพราะพระเจ้าเสือก็ได้นำทหารมาจุกช่องทางออกของพระราชวังไว้ พวกข้าหลวงสนิทเหล่านี้จะออกจากวังเพื่อไปบวชเป็นพระในวัดวาอารามก็ลำบากนัก มีความจำเป็นจะต้องบวชให้เสียในพระราชวังลพบุรีนั้นเอง

                พระองค์จึงรับสั่งให้พระสงฆ์ประมาณ 20 รูป เข้ามาในพระราชวังเพื่อทำการอุปสมบทข้าหลวงทั้งหลาย

                แต่พระสงฆ์ทั้งหลายต่างทูลแก่พระองค์ว่า ถ้าจะทำให้ถูกวิธีจะต้องยกพระราชวังลพบุรีนี้ให้เป็นของพระสงฆ์ คือให้กลายเป็นสมบัติของวัดเสีย เมื่อถือว่าพระราชวังได้เปลี่ยนรูปไปเป็นวัดวาอารามแล้ว จึงจะทำพิธีอุปสมบทข้าหลวงสนิททั้งหลายนี้ได้อย่างถูกต้อง

                ซึ่งพระองค์ไม่มีทางเลือกแล้วในขณะนั้น จึงยอมยกพระราชวังลพบุรีให้เป็นสมบัติของพระต่อไป

                พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า

                “ส่วนสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว จำเดินแต่เสด็จล้มลงเพลานั้นพระโรคก็กำเริบมากขึ้น จึงมีพระราชดำรัสให้หาบรรดาชายที่เป็นชาววัง ซึ่งเป็นข้าหลวงเดิมประมาณ 15 คน เข้ามาเฝ้าในพระมหาปราสาทที่นั่งสุทธาศวรรย์ที่เสด็จทรงพระประชวรอยู่นั้นแล้ว

                จึงมีพระราชโองการตรัสว่า บัดนี้อ้ายสองคนพ่อลูกมันคิดการเป็นกบฎ ฝ่ายเราก็ป่วยทุพพลภาพหนักอยู่แล้ว เห็นชีวิตจะไม่ตลอดไปจนสามวัน

                และซึ่งท่านทั้งหลายจะอยู่ในฆราวาสนั้น เห็นว่าอ้ายกบฎพ่อลูกมันจะฆ่าเสียสิ้น อย่าอยู่เป็นคฤหัสถ์เลย จงบวชในพระบวรพุทธศาสนา เอาธงไชยพระอรหันต์เป็นที่พึ่งเถิดจะได้พ้นภัย”

                จึงดำรัสให้ไปเบิกเอาไตรจีวรพระคลังศุภรัตมาพอครบตัวกัน และมีพระราชโองการตรัสให้ไปอาราธนาพระสงฆ์ราชาคณะเข้ามาประมาณยี่สิบรูปในเพลานั้นแล้ว

                ดำรัสว่า นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจงนำเอาคนเหล่านี้ออกไปอุปสมบท บวชเป็นพระภิกษุพาวัดในพระพุทธศาสนาด้วยเถิด

                จึงพระสงฆ์ราชาคณะทั้งหลายถวายพระพรว่า ซึ่งอาตมาภาพทั้งปวงจะนำเอาอุบาสกเหล่านี้ออกไปอุปสมบท ณ อารามนั้น เห็นว่าผู้ซึ่งประจำรักษาประตูพระราชวังนั้น จะห้ามมิให้ออกไป

                สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงพระพิโรธแล้วโสมนัสในพระทัยเป็นกำลัง แต่มิรู้ที่จะทำประการใดด้วยทรงพระประชวรหนักเป็นอาสัญทิวงคตอยู่แล้ว จำเป็นจำอยู่ในบังคับพระเพทราชา

                จึงมีพระราชดำรัสว่า ถ้ากระนั้นนิมนต์พระผู้เป็นเจ้าทั้งปวงให้อุปสมบทบวชคนเหล่านี้ในปราสาทของโยมนี้เถิด จะได้หรือมิได้

                และพระสงฆ์ราชาคณะถวายพระพรว่า ถ้าพระราชสมภารเจ้า ทรงพระราชอุทิศพระมหาปราสาทถวายเป็นพระวิสุงคามสีมาแก่พระสงฆ์แล้ว อาตมาภาพพระสงฆ์ทั้งปวงควรจะให้อุปสมบทกันได้

                จึงทรงพระกรุณาโปรดอนุญาตพระราชอุทิศถวายที่พระมหาปราสาททั้งสองและจังหวัดพระราชวังทั้งปวงเป็นวิสุงคามสีมาแก่สงฆ์

                เสร็จแล้วมีพระราชดำรัสว่า นิมนต์พระพุทธเป็นเจ้าท่านกระทำซึ่งสังฆกรรมทั้งปวงเถิด จึงพระสังฆราชาคณะทั้งหลายก็ไปอุปสมบทบวชบรรดาข้าหลวงเดิมทั้งปวงเป็นพระภิกษุภาวะ ณ พระที่นนั่งธัญญมหาปราสาท เสร็จแล้วก็ให้โอวาทโดยสมณกิจ แล้วพระสังฆราชาคณะและพระภิกษุบวชใหม่ทั้งหลายก็ถวายพระพรลากลับไปยังพระอาราม”

                ความจริงเราคิดดูแล้วในสมัยนี้ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า การที่สมเด็จพระนารายณ์ต้องทรงยกทั้งพระราชวังลพบุรีให้แก่คณะสงฆ์ ดูเป็นการต้องให้มากเหลือเกิน

                ความจริงแล้ว พระราชพงศาวดารกล่าวว่า พระราชอุทิศถวายที่พระมหาปราสาททั้งสองและจังหวัดพระราชวังทั้งปวงเป็นวิสุงคามสีมาแก่สงฆ์ ก็ไม่ทราบว่านอกจากพระราชวังลพบุรีแล้วยังทรงถวายทั้งจังหวัดลพบุรีด้วยหรือเปล่า

                ความจริงการที่จะอุปสมบทข้าหลวงสนิทเพียง 15 คน ไม่น่าจะมีการแลกเปลี่ยนใหญ่โตถึงขนาดนี้

                แต่เราทราบแน่นอนว่า หลังจากสมเด็จพระนารายณ์เสด็จสวรรคตแล้ว พระราชวังลพบุรีก็กลายเป็นปราสาทร้างไม่มีใครสนใจที่จะเข้าไปอาศัยอยู่อีกต่อไป

                พระเพทราชาซึ่งยึดอำนาจเป็นกษัตริย์องค์ต่อมา และสมเด็จพระเจ้าเสือผู้รับราชสมบัติต่อจากพระเพทราชาต่างก็ประทับอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเป็นส่วนใหญ่

                พระราชวังลพบุรีซึ่งเราทราบว่าใหญ่โตสวยงามยิ่งนัก ประดับด้วยสิ่งของมีค่าจากประเทศญี่ปุ่น เมืองจีน และกรุงฝรั่งเศส มีโคมห้อยระย้า แก้วเจียระไนจากประเทศยุโรป มีกระจบใหญ่ประดับข้างฝาอยู่ทั่วไป ซึ่งนำมาจากกรุงปารีส ก็เริ่มปรักหักพัง เพราะไม่มีใครสนใจเข้าไปบูรณะ

                แม้แต่พระสงฆ์ซึ่งตามหลักแล้วก็ถือได้ว่าเป็นเจ้าของ ๆ พระราชวังลพบุรี ก็มิได้เข้าไปพำนักอาศัยอยู่ในวัง คงจะเกรงกลัวพระเพทราชาและพระเจ้าเสือ

(อ่านต่อฉบับหน้า)