Get Adobe Flash player

อะไรเกิดขึ้นกับพระราชวังลพบุรีของสมเด็จพระนารายณ์ (ตอนจบ) โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

ความเดิมตอนที่แล้ว

                แม้แต่พระสงฆ์ซึ่งตามหลักแล้วก็ถือได้ว่าเป็นเจ้าของ ๆ พระราชวังลพบุรี ก็มิได้เข้าไปพำนักอาศัยอยู่ในวัง คงจะเกรงกลัวพระเพทราชาและพระเจ้าเสือ

                เพราะถึงแม้ว่าสมเด็จพระนารายณ์จะตรัสถวายให้แก่คณะพระแล้ว ท่านภิกษุผู้ใหญ่ทั้งหลายซึ่งมีอำนาจอยู่ในขณะนั้นต่างก็ไม่แน่ใจว่าพระเพทราชาหรือพระเจ้าเสือจะทรงคิดอย่างไรหากตนเข้าไปนั่งขัดสมาธิสวนมนต์ภาวนาวิปัสสนนาอยู่ในวังพระเจ้าแผ่นดินเก่า อาจจะทำให้พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่พิโรธและตนเองจะกลายเป็นพระหัวขาดไปได้

                พระราชวังนี้ถึงถูกทิ้งให้ร้างอยู่ต่อมาเป็นเวลาหลายร้อยปี ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงเห็นเป็นที่ร้างก็เริ่มเข้ามาใช้ที่ดินนั้นทำสวนปลูกพืช หากินกันเอง บางส่วนของพระราชวังที่ยังเป็นตึกอยู่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ พวกชาวบ้านก็รื้อตึกออกเสีย เพื่อจะได้เอาแผ่นดินที่อยู่ใต้ตึกนั้นทำเป็นนาไร่

                เครื่องประดับที่สวยงามต่าง ๆ ก็ถูกคนทรามคนขโมยมาแกะออก ตัดเอาไปขาย

                ในแผ่นดินรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ก็เคยให้ข้าราชการไปเอาอิธจากปราสาทลพบุรีลงมาสร้างวังในกรุงเทพฯ

                เมื่อเวลาผ่านมาหลายร้อยปีถึงแผ่นดินของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์จึงทรงพิจารณาสถานการณ์ของพระราชวังลพบุรี ทรงกล่าวไว้ในประกาศฉบับที่ 225 มีใจความว่า

                “พระราชวังเก่าเมืองลพบุรี พระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ทรงสถาปนาขึ้นหรือปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมของเก่าที่มีมาแต่เดิมขึ้นไว้ให้บริบูรณ์ เป็นที่ประทับเสด็จอยู่ในฤดูแล้งหลายปีในเวลาราชการอันนั้นขอบเขตกำแพงรอบคอบแลซากเศษของพระที่นั่งมีชื่อต่าง ๆ ก็ยังเหลือปรากฎอยู่จนทุกวันนี้

                แลมีความในหนังสือพระราชพงศาวดารโบราณแต่งสืบมากล่าวว่า

                เมื่อเวลาพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงพระประชวรหนักใกล้เสด็จสวรรคต มีข้าราชการข้าหลวงเดิมบางนายมีความจงรักภักดีกตัญญูตกเวทีต่อพระเดชพระคุณมากไม่อยากจะเป็นข้าท่านผู้อื่นต่อไป

                เมื่อเห็นทรงพระประชวรหนักแล้ว ก็มีใจอุตสาหะจะใคร่ได้บรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ประพฤติพรหมจรรย์อุทิศถวายส่วนพระราชกุศลฉลองพระเดชพระคุณต่อไป

                จึงได้กราบทูลถวายบังคมลา ก็ทรงพระราชศรัทธาทรงพระอนุญาตแล้ว พระราชทานผ้าไตรจีวร บาตร บริขารพร้อม

                แล้วมีพระราชประสงค์จะให้พระสงฆ์ทำสังฆกรรม ให้สำเร็จบรรพชาอุปสมบทแก่พวกนั้นในพระราชวังนั้น ไม่ได้ไปทำในที่อื่นห่างพระเนตรพระกรรณไป

                ครั้งนั้นพระสงฆ์ทั้งปวงปรึกษาพร้อมกันถวายพระพรว่าจะทำอุปสัมปทกรรมในพระราชวังตามพระราชประสงค์นั้นยังไม่ได้ ต่อถ้ากำหนดเขต รอบคอบสถานที่จะทำให้อุปสัมปทกรรมนั้นเป็นวิสุงคามสีมา ยกเป็นแคว้นหนึ่งต่างหากจากพระราชอาณาเขตแล้ว จึงจะทำอุปสัมปทกรรมในที่นั้นได้

                จึงพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงกำหนดเขตรอบคอบกำแพงพระราชวัง เอากำแพงเป็นสำคัญทุกทิศ แล้วก็ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นวิสุงคามสีมา

                แต่พระสงฆ์อันจะมาแต่จาตุรทิศทั้ง 4 จะได้อาศัยทำสังคกรรมมีอุโปสถกรรม เป็นต้น โดยง่าย

                แลว่าครั้งนั้นพระสงฆ์ได้รับที่วิสุงคามสีมาซึ่งทรงพระราชอุทิศถวายนั้นแล้ว ไปชุมนุมกันที่ท้องพระโรงเนื่องกับมุขพระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญมหาปราสาท แล้วทำสังคกรรมให้สำเร็จอุปสมบทแก่ข้าราชการข้าหลวงเดิมเหล่านั้น ตามพระราชประสงค์เสร็จแล้วก็ถวายพระพรลาพากันกลับไปยังพระอาราม

                มีความในพระราชพงศาวการดังนี้ ก็การเป็นจริงดั่งว่านี้หรือจะไม่จริงประการใดก็ยังสงสัยอยู่ ก็ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคตมาแล้วจนบัดนี้ กาลก็ล่วงไปใกล้ 200 ปี

                ในเวลาราชการพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่นต่อแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเจ้านั้นมา ก็ไม่ได้ยินว่าพระองค์ใดไปทรงซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ ยกพระราชวังนั้นเป็นพระอาตามให้สมกับการที่ว่าเป็นวิสุงคามสีมา

                พระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ทรงพระอุทิศถวายไว้เป็นของสงฆ์ แลจะได้มีปรากฎว่าพระสงฆ์ไปครอบครองเป็นเจ้าของอยู่นั้น คือจะเอาเป็นพระอารามที่อยู่ก็ดี จะให้ผู้ใดเช่าเป็นที่อยู่ที่ทำสวนเก็บเอาค่าเช่า หรือตัตรุปบาตบริโภคแก่สงฆ์ก็ดี ก็ไม่มีที่ใดที่ได้เห็นได้ยินเลย ชนทั้งปวงก็ยังเรียกที่นั้นอยู่ว่าพระราชวังคุ้มบัดนี้

                ก็ถ้าจะเห็นไปว่าที่นั้นหาเป็นของสงฆ์ไม่ก็ยังมีความสงสัยอยู่ว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่น ๆ ซึ่งได้เสวยราชสมบัติภายหลังแต่พระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเจ้านั้นมา ไม่มีพระองค์ใดพระองค์หนึ่งไปสถาปนาซ่อมแซมขึ้นเป็นพระราชวังแล้วเสด็จไปประทับสำราญพระราชหฤทัยบริโภคพระราชวังนั้นดังพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเจ้านั่นเลย

                วิสัยท่านโบราณก่อน ๆ ที่ใดสิ่งใดมีกำแพงรอบแน่นหนา ถ้าไม่ได้บริโภคแล้วก็ย่อมรื้อแร่งทำลายร้างเสีย ด้วยเข้าใจว่าข้าศึกศัตรูจะเข้าอาศัย แลพระราชวังนี้ก็ไม่มีพระเจ้าแผ่นดินแต่ก่อนพระองค์ใดพระองค์หนึ่งรื้อแร่งแย่งทำลายร้างลงเลยเป็นแต่ของชำรุดทรุดโทรมหักพังไปเอง

                บางพวกราษฎร์เห็นว่ารกร้างว่างเปล่าอยู่ ก็เข้าไปอาศัยทำสวนน้อยหน่า เมื่อเห็นตึกร้างบางอันกีดขวางที่จะทำสวนอยู่ก็รื้อเสียบ้าง

                แลพระที่นั่งสุทธาสวรรค์นั้นมีผนังก่อด้วยศิลาแลง เมื่อครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ศิลาแลงมาก่อพระเจดีย์ที่วัดสระเกษ มีพระบรมราโองการดำรัสให้ข้าราชการไปเที่ยวหาศิลาแลงในเมืองร้างเก่า ๆ มา

                ครั้งนั้นผู้รับสั่งไปเที่ยวรื้อศิลาแลงที่เป็นผนังตึกแลกำแพงของวัดของบ้านและสะพานช้างในกรุงเก่าไปทูลเกล้าถวายเป็นอันมาก

                ครั้งนั้นจึงพวกหนึ่งมารื้อพระที่นั่งสุทธาสวรรค์ ขนเอาศิลาแลงไปเสียด้วย การที่พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ต้องรื้อดังนี้ก็มีเพียงใน 20 ปีลงมา ก่อนนั้นขึ้นไปไม่มีใครรื้ออะไร”

                รวมความแล้วว่า สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงสังเกตพิจารณาว่า ตลอดเวลา 200 ปีที่ผ่านมา หลังจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคตแล้ว พระราชวังลพบุรีก็ถูกทอดทิ้งเพราะไม่มีใครกล้าไปแตะต้อง

                ทางพระเจ้าแผ่นดินสยามองค์ต่อ ๆ มา ก็ถือว่าเป็นสมบัติของพระ และอาจจะวิตกว่าหากตนถืออำนาจเข้าไปอยู่ในพระราชวังนั้น นอกจากจะเป็นการกระทำผิดหลักพุทธศาสนาแล้วอาจจะโดนวิญญาณของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชสาปแช่งให้ประสบเคราะห์กรรมได้อีกด้วย

                ส่วนทางพระภิกษุทั้งหลายก็กลัวเกรงบารมีของพระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อ ๆ มา ไม่กล้าเข้ามาครอบครองสถานที่นี้เช่นเดียวกัน

                เวลาจึงผ่านมาถึง 200 ปี จนต้องอาศัยพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแก้สถานการณ์นี้ต่อไป