Get Adobe Flash player

โชคชะตาของบาทหลวงฝรั่งเศส เมื่อสิ้นพระบารมีของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

                ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ไทยอย่างผิวเผิน จะมีความรู้สึกว่า เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชสวรรคต และอำนาจการเมืองมาตกอยู่แก่สมเด็จพระเพทราชา และพระเจ้าเสือ คนไทยเราเกลียดชังฝรั่งเศส อัดอั้นตันใจมานานแล้ว ก็ถือโอกาสนี้กระทำร้ายต่อบาทหลวง และชนชาวฝรั่งเศส ซึ่งตกค้างอยู่ในกรุงศรีอยุธยาอย่างไร้ความปราณี มีผลให้ฝรั่งเหล่านี้ต้องตกระกำลำบากต้องทนทุกข์ทรมาน เจ็บไข้ได้ป่วยหรือบาดเจ็บเสียชีวิตไปหลายคน

                แต่ความจริงแล้ว ถึงแม้สมเด็จพระเพทราชาและพระเจ้าเสือ จะทรงมีความไม่พอพระทัยกับชนชาวฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก พระองค์ทั้งสองก็ยังมีความคิดพิจารณาและความปรารถนาที่จะไม่ทำให้พระราชไมตรีระหว่างกรุงสยาม และประเทศฝรั่งเศสต้องมัวหมองหรือถูกทำลายไปเสีย สมเด็จพระเพทราชาเพียงแต่ต้องการให้ทหารฝรั่งเศส ซึ่งตั้งป้อมปราการอยู่ที่บางกอก และเมืองมะริดนั้น ออกไปเสียจากแผ่นดินไทย แต่ทรงยินดีให้เหล่าพ่อค้า และบาทหลวงฝรั่งเศสทั้งหลาย ดำเนินธุรกิจ และสอนศาสนาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาต่อไปได้โดยสะดวก

                เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นแก่พ่อค้าและคณะบาดหลวงฝรั่งเศสเพราะนายพลเดฟาจ แม่ทัพทหารฝรั่งเศสมีจิตคดโกงไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ทำไว้กับฝ่ายไทยเกี่ยวกับการถอนทหารออกจากเมือง จึงมีผลให้ฝรั่งที่ตกค้างอยู่ในกรุงไทยต้องประสบความยากลำบาก

                เมื่อไทยเราเจรจาให้ทหารฝรั่งเศสเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนเขานั้น เราให้ความช่วยเหลือเมตตาอารีอย่างเต็มที่ คือให้เรือสำเภายืมหลายลำ ให้ยืมเงินเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างเดินทางอีกถึง 45,000 แฟรงค์ โดยมีพ่อค้าและคณะบาทหลวงฝรั่งเศสเซ็นชื่อเป็นผู้ค้ำประกัน ทางฝ่ายนายพลเดฟาจ ขอให้ข้าราชการไทยสี่คน ติดตามไปส่งเขาถึงปากน้ำ เพื่อเป็นการรับรองว่า ไทยเราจะไม่แกล้งส่งทหารไปโจมตีระหว่างที่เขาถอนทัพออกจากกรุงสยาม แต่เมื่อนายพลเดฟาจแล่นเรือไปถึงปากน้ำแล้ว กับยึดตัวข้าราชการไทยเหล่านั้นเสีย แล้วกับหันมาบอกว่า ยินดีจะแลกเปลี่ยนข้าราชการขุนนางทั้งสี่นี้กับชนชาวฝรั่งเศสที่ยังตกค้างอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ความเป็นเจ้าเล่ห์เจ้ากลนี้แหละ ที่ทำให้ฝ่ายไทยโกรธเคืองมาก ถึงกับจับพวกพ่อค้าและบาทหลวงทั้งหลายที่เป็นผู้ประกันนั้น เข้าคุกเสีย

                บาดหลวงเมเตโลโปลิศ หัวหน้าพระฝรั่งเศส ต้องประสบเคราะห์กรรมเป็นคนแรก ดังจะเห็นได้จากจดหมายคณะบาทหลวงฝรั่งเศส ประชุมพงศาวดารภาคที่ 35

                “มองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิสยังไม่ทันเดินไปถึงสามก้าวก็มีพวกเหล่าร้ายมากกลุ้มรุมทั้งตบทั้งต่อยแลเอาไม้ตี แลคนหนึ่งซึ่งเป็นคนใจโหดร้ายยิ่งกว่าคนอื่น ได้เอาไม้ตีศีรษะมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิศอย่างแรงจนนายทหารฝรั่งเศสคนหนึ่งซึ่งอยู่ด้วยในเวลานั้น ได้บอกแก่ข้าพเจ้าในภายหลังว่า เข้าใจว่าท่านสังฆราชตายแน่แล้ว แล้วพวกเหล่าร้ายก็เอาเชือกผูกคอแลมัดมือ แล้วผลักท่านสังฆราชฟาดลงกับดิน จึงลากตัวไปในโคลน แล้วผลักให้เข้าไปอยู่ในกอไม้ ท่านสังฆราชได้อยู่ในกอไม้นี้สองชั่วโมง แลถูกเหลือบซึ่งเป็นแมลงคล้ายแมลงวันกัดเจียนตาย ท่านผู้ที่เคยถูกเหลือบกัดแล้ว คงจะพอนึกได้ว่าท่านสังฆราชจะได้รับความทรมานเพียงไร เพราะตัวก็เจ็บยังมือก็ถูกมัดด้วย ในระหว่างนั้นพวกผุ้คุมกำลังเตรียมเครื่องพันธนาการ ซึ่งเรียกกันว่า เครื่องจำห้าประการ สำหรับใส่คอใส่เท้าแลมือ ในระหว่างสองชั่วโมงนั้น ท่านสังฆราชถูกพวกเหล่าร้ายเป็นอันมากซึ่งชิงกันมาด่าแลทำร้ายต่าง ๆ บางคนมาถอนหนวดทีละเส้น บางคนตบต่อย บางคนถ่มน้ำลายรดหน้า บางคนก็ทุบแลทำการร้ายหลายอย่าง นายทหารที่ได้กล่าวมาแล้วได้มาเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เขาได้คะเนว่ามีคนไม่ต่ำกว่า 2,000 คน ได้มาลองกำลังที่ตัวสังฆราชแลนายทหารผู้นั้น แลที่กะว่า 2,000 คนนั้น ไม่ได้คิดคูณให้มากไปเลย แล้วผู้คุมจึงได้เอาคามาใส่คอ เอาขื่อไม้ใส่มือ ซึ่งทำให้สังฆราชเจ็บปวดจนอดร้องไม่ได้ เจ้าพนักงานได้ควบคุมพาไปตระเวนที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง แล้วจึงได้พาตัวขึ้นไปยังกรุงศรีอยุธยาได้ให้พักอยู่ที่มุมถนนแห่งหนึ่ง แลได้ล่ามโซ่ทั้งจำไว้ครบห้าประการด้วย มองซิเออร์เดอเมเตโลโปลิศต้องถูกจำอยู่ที่มุมถนนนี้ โดยต้องตากแดดไม่มีที่กำบังเลย จนมีคน ๆ หนึ่ง ซึ่งมีน้ำใจเมตตา ได้มาปลูกกระท่องเล็กให้พออาศัยได้ ในเวลานั้นท่านสังฆราชป่วยเป็นไข้แลท้องเดิน ทั้งเจ็บปวดตามร่างกายที่ถูกทุบตีด้วย แลยังเจ็บกายที่ล้มลงไป ซึ่งทำให้ร่างกายตายไปแถบหนึ่ง ท่านสังฆราชได้ทนทุกข์ทรมานอยู่เช่นนี้สามเดือน ซึ่งน่าสงสารมาก แล้วพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ใหม่ทรงเกรงว่าสังฆราชจะตายจึงโปรดให้เอาโซ่ที่ล่ามนั้นออกเสีย แลทรงอนุญาตให้ปลูกกระท่อมให้อยู่กว้างออกไปอีกหน่อย ท่านสังฆราชได้อยู่ในที่นี้ต่อมาจนทุกวันนี้ แลมีผู้คุมซึ่งในเมืองนี้เรียกว่า พวกแขนทาสี เพราะพวกนี้ได้ทาสีที่แขนเป็นเครื่องหมายควบคุมอยู่เสมอเป็นนิจ”

                นอกจากท่านสังฆราชเดอเมเตโปลิศนี้แล้ว ชนชาวฝรั่งเศสอื่นๆ  ก็ถูกฝ่ายไทยจับทั้งสิ้น มีทั้งพ่อค้า บาทหลวงอื่น ๆ และทหารฝรั่งเศสที่นายพลเดฟาจมิได้เอาใส่เรือสำเภาไปด้วย คนเหล่านี้ก็ถูกผู้คุมไทยจับกุมแบบป่าเถื่อนเช่นเดียวกัน

                “พวกนายทหารแลพลทหารฝรั่งเศส ที่นายพลเดฟาจได้ทิ้งไว้ข้างหลังนั้น ก็ได้ถูกจับแลถูกทำร้ายอย่างเดียวกับสังฆราชเดอเมเตโลโปลิศ แต่ถ้าจะเทียบแล้วดูเหมือนพวกทหารจะถูกทุบตีร้ายแรงกว่าท่านสังฆราช บางคนได้ถูกลากไปตามถนนหนทาง แต่ตัวก็ถูกทุบตีเจียนตายอยู่แล้ว ยังซ้ำเอาคาใส่คอไว้ด้วย ถ้าจะดูก็ไม่ผิดอะไรกับที่เขาลากซากสุนัขที่ตายไปทิ้ง พวกนี้ได้รับความทุกข์ทรมานที่สันดอน แลที่บางกอกหลายวัน แล้วเจ้าพนักงานจึงได้พาขึ้นไปยังกรุงศรีอยุธยาจำไว้ครบห้าประการทุกคน”

                จดหมายเหตุบาทหลวงฝรั่งเศสพรรณาถึงสภาพชีวิตในคุกคุมขัง รวมทั้งความโหดร้ายป่าเถื่อนของผู้คุมไทยให้ฟังอย่างน่าสงสาร เราคนไทยได้อ่านแล้วก็เกิดความละอายใจไม่น้อยที่เราถือตนเองว่าเป็นพุทธศาสนิกชน แต่ไม่ปฏิบัติตามหลักพระธรรม ไม่มีเมตตาจิตต่อผู้ที่เคราะห์ร้ายเสียเลย

          

 อ่านต่อฉบับหน้า