Get Adobe Flash player

โชคชะตาของบาทหลวงฝรั่งเศส เมื่อสิ้นพระบารมีของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ต่อ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

                ความเดิมตอนที่แล้ว

                        ความโหดร้ายทารุณที่พุทธศาสนิกชนไทยเราทำต่อพระฝรั่งนั้น แม้แต่เขาตายแล้วก็ยังไม่พ้นความป่าเถื่อนของพวกเรา

                “การที่ไทยโกรธแลเกลียดพวกเรานั้น ไม่ได้เกลียดแต่เฉพาะคนที่มีชีวิต ยังพลอยไปถึงคนตายด้วย หรือจะพูดให้ถูกก็ว่าโกรธกระดูกคนตายด้วย เพราะได้ทำอันธพาลจนถึงที่ฝังศพโดยขุดเอากระดูกมองเซนเยอร์ เดอ เบรีช แลมองซิเออร์ ซันเดอบัว แล้วเอากระดูกขว้างทิ้งกระจายหมด แต่มีพวกญวนเข้ารีตมีใจเมตตาสงสาร จึงได้อุตส่าห์รวบรวมกระดูกศพทั้งสองนี้แล้วฝังเสียใหม่ ข้าพเจ้าได้ทราบว่า การที่พวกไทยไปขุดศพขึ้นดังนี้ เป็นด้วยความกระหายอยากได้เงินแลทอง เพราะพวกนี้เข้าใจว่า ที่ศพนั้นคงจะฝังเงินแลทองไว้ เหมือนอย่างธรรมเนียมของไทย”

                พวกบาดหลวงฝรั่งเศสถูกบังคับให้ทำงานหนัก ขนหิน ขุดดิน ล้างอุจจาระ อยู่ประมาณเดือนหนึ่งก็ได้รับอนุญาตให้หยุดทำงาน เพียงแต่ต้องถูกคุมขังคอยจูบก้นผู้คุมอยู่เสมอเท่านั้น ในเวลาเดียวกันนี้ ไทยเราก็ยังเจตจาติดต่อกับนายพลเดฟาจที่เกาะภูเก็ต เมื่อนายพลฝรั่งเศสท่านเห็นว่าฝ่ายพระเพทราชาเอาจริง ไม่ยอมให้ฝรั่งคดโกงหรือ Bluff ได้สำเร็จ เขาก็ยินยอมปล่อยข้าราชการของไทยกลับมาทีละคนสองคน สภาพชีวิตของคณะบาดหลวงจึงค่อย ๆ ดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังถูกคุมขังอยู่จนกว่าฝรั่งเศสจะใช้หนี้ตามสัญญาหมดสิ้น คือส่งเงิน 300 ชั่ง หรือ 45,000 แฟรงค์ ที่ยืมไปนั้นกลับคืนมา คืนเรือสำเภาหลายลำที่ยืมไปนั้นกลับคืนมา และคืนข้าราชการไทยที่ยึดตัวไว้กลับคืนมาให้หมดสิ้นทุกคนด้วย ระหว่างเจรจากันไปมานี้ นายพลเดฟาจใจร้อน ไม่ปรารถนารอคอยคำตอบจากฝ่ายไทยซึ่งโอ้เอ้ไปมาอยู่หลายวัน จึงกางใบสำเภาแล่นออกทะเลไปเฉย ๆ พวกบาดหลวงฝรั่งเศสก็แย่หมดอาลัยตายอยากไปตาม ๆ กัน ลงท้ายไม่มีหนทางอื่นเหลืออยู่ จึงประชุมกัน ทำฎีกายื่นถวายต่อสมเด็จพระเพทราชาโดยตรง

                “เมื่อเวลาสิ้นเดือน บันดานักโทษพวกเราหมดหวังแล้วในการที่จะพ้นโทษได้ ทั้งเจ็บป่วยแลต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส จึงขอให้พวกเราที่อยู่นอกคุก ได้คิดอ่านหาทางถวายฎีกาขอร้องว่า ถ้าจะไม่คิดเอาพวกนักโทษออกจากคุกแล้วก็ขอความกรุณาให้ฆ่าเสียทีเดียวเถิด ถ้าไทยยังมีความนับถือฝรั่งเศสอยู่แม้แต่น้อย ก็ขอให้รู้สึกเถิดว่า เมื่อฝรั่งเศสได้ทราบว่าพวกนักโทษเหล่านี้ได้ตายไปแล้ว ก็คงไม่น้อยใจยิ่งกว่าที่ได้ทราบถึงความทรมานที่พวกนักโทษต้องรับอยู่ในทุกวันนี้

                พวกเราบางคนก็เห็นว่า ควรจะแต่งเรื่องราวใช้คำแรงตามความประสงค์ของพวกนักโทษ แต่ล่ามของเราไม่เห็นพ้องด้วย โดยชี้แจงว่า ไม่ควรขอความกรุณาโดยใช้คำแรงเช่นนี้ พวกเราจึงได้แต่งเรื่องราวใช้คำอ่อนลงบ้าง แลทำเป็นเรื่องราวของมองซิเออร์โปมา เพราะท่านผู้นี้เท่ากับพี่เลี้ยงของพวกนักโทษ ในเรื่องราวฉบับนี้ได้กล่าวโดยย่อ ๆ ถึงความทรมานต่าง ๆ ที่ต้องรับอยู่ทุก ๆ วันนี้ ซึ่งพวกนักโทษจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว ถ้าจะคงทรมานอยู่เช่นนี้ต่อไปแล้ว ก็ขอให้ฆ่าเสียทีเดียวดีกว่าที่จะต้องทรมานอยู่นาน ๆ เช่นนี้ เรื่องราวฉบับนี้ได้มอบให้แก่ออกญาผู้หนึ่ง เป็นชาติแขกมัว ชื่อ โอเซนคาน เพราะท่านผู้นี้ได้แสดงความเวทนาสงสาร แลอยากจะช่วยตั้งแต่แรกมาแล้ว ท่านออกญาผู้นี้ ได้มาบอกว่า ท่านได้เอาเรื่องราวฉบับนี้ให้เจ้าพนักงานหัวหน้าของคุก แลผู้ช่วยพระคลังดูแล้ว พวกเราไม่ทราบเลยว่า เรื่องราวฉบับนี้จะได้ไปถึงไหนต่อไป หรือจะค้างเพียงผู้ช่วยพระคลังก็ไม่ทราบแต่ภายหลังมาสักสองสามวัน พวกนักโทษได้รับความผ่อนผันบ้าง แลการจำโซ่ตรวนก็ได้เบาบางลงบ้าง แต่ถึงดังนั้น ช้า ๆ นาน ๆ พวกผู้คุมก็อดไม่ได้ที่จะเอาโซ่ตรวนจองจำพวกนักโทษเข้าอีกเป็นครั้งเป็นคราว การที่พวกนักโทษได้รับผ่อนผันครั้งนี้จะเกี่ยวด้วยเรื่องราวหรืออย่างไรก็หาทราบไม่ แต่อย่างไรก็ดี การผ่อนผันเช่นนี้ ถึงจะผ่อนผันแต่เล็กน้อย ก็ยังดีขึ้นมาก”

                การยื่นฏีกานี้ ก็พยายามทำกันหลายครั้งหลายหน แต่ก็ไม่มีทางทราบแน่นอน ว่าจะถึงองค์พระเพทราชาหรือไม่ และถึงแม้สมเด็จพระเพทราชาเองจะได้ทรงรับทราบเรื่องราวทั้งหมด พวกบาทหลวงฝรั่งเศสยังมีศัตรูสำคัญอยู่ในวังอีกกลุ่มหนึ่ง คือพวกฮอลันดา ซึ่งนับถือศาสนาคริสเตียนเช่นเดียวกัน การที่คณะบาดหลวงฝรั่งเศสถูกจับกุมขังคุกนี้เป็นโอกาสดีที่พวกฮอลันดาจะแผ่อำนาจในวังหลวง และเผยแพร่ศาสนาได้โดยไม่มีคู่แข่ง เพราะฉะนั้นจึงอยู่ในสถานะการณ์ที่ฝรั่งกลั่นแกล้งกันเอง ทุกข์ระกำลำบากของพระฝรั่งเศสผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ จึงมีถึงสองขั้น คือนอกจากจะถูกฝ่ายไทยเกลียดชังทำร้ายแล้ว ยังถูกพระฝรั่งนับถือศาสนาคริสเตียนอันเดียวกันเองสมน้ำหน้าอีกด้วย

                ความจริงพวกบาทหลวงฝรั่งเศสเขาก็พอจะทราบหรือสงสัยอยู่เหมือนกันว่าพวกฮอลันดาชอบใจที่เขาถูกกักขัง และคงจะพยายามยุยงส่งเสริมให้สภาพชีวิตเขาลำบากมากขึ้น ถึงเจ็บไข้ได้ป่วยล้มตายไปก็ยิ่งดี บาดหลวงมาติโนบันทึกไว้ว่า

                “เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ข้าพเจ้าได้ไปหาออกพระผู้หนึ่งซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ได้เคยแสดงตัวว่าใคร่จะช่วยพวกนักโทษแลจะเป็นผู้นำความกราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน ขอพระมหากรุณาให้แก่พวกนักโทษด้วย ขุนนางผู้นี้จึงได้บอกแก่ข้าพเจ้าว่าเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ที่จะนำฏีกาขึ้นถวาย แต่พวกฮอลันดาได้มาขัดขวาง โดยนำข่าวต่าง ๆ มากราบทูล จึงเป็นอันหมดทางที่จะถวายฎีกาได้ ข้าพเจ้าจึงได้ร้องว่า พวกนักโทษได้ถูกทรมานอย่างสาหัส ขุนนางผู้นั้นจึงตอบว่าเขาทำตามคำสั่ง แลจะแก้ไขอย่างใดมิได้”

                ฝรั่งเศสคนที่ชื่อโปมานั้น เขาเป็นหมอ จึงมิได้ถูกจับเข้าที่คุมขังเช่นบาดหลวงอื่น ๆ นายโปมานี้ เป็นแพทย์ที่มีมนุษยธรรมมีจิตที่เมตตาสงสาร จึงพยายามคอยช่วยเหลือคณะบาดหลวงฝรั่งเศสนี้เสมอ โดยนำอาหารมาให้รับประทานพยายามรักษาด้วยหยุกยาเวลาเจ็บป่วย และหาโอกาสกราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน ขอพระราชทานอภัยอยู่เสมอ ถึงแม้จะไม่ค่อยได้ผลตามความต้องการ เขาก็ไม่ท้อถอยบทบาทของนายโปมานี้ บาดหลวงฝรั่งเศลหลายคนบันทึกไว้ด้วยความกตัญยูขอบคุณ

                “เมื่อวันที่ 27 เมษายน เจ้าพนักงานได้มาตามมองซิเออร์โปมาให้เข้าไปยังพระราชวัง เพื่อหารือถึงยาที่จะรักษาความไข้ชนิดหนึ่ง แต่หาบอกให้รู้ไม่ว่าใครป่วย มองซิเออร์โปมาได้ชี้แจงถึงความไข้ชนิดนั้น แลได้ให้ตำรายาไว้ด้วย ตั้งแต่วันนั้นต่อมา มองซิเออร์โปมาได้ถูกตามเข้าไปในพระราชวังหลายหนแลครั้งหนึ่งเจ้าพนักงานได้บอกว่า ยาที่มองซิเออร์โปมาได้ให้ไว้ขนานหนึ่งนั้ดี เพราะฉะนั้นมองซิเออร์โปมาจึงได้รับรางวัลเป็นเงินชั่งหนึ่ง แล้วเจ้าพนักงานได้ถามในพระนามของพระเจ้าแผ่นดินว่า มองซิเออร์โปมาได้ถูกใครข่มเหงบ้างหรือไม่ แลถามว่ามองซิเออร์โปมามีทุกข์ร้อนอย่างไรบ้างหรือไม่ แล้วเจ้าพนักงานได้พูดต่อไปว่า พระเจ้ากรุงสยามมีพระประสงค์จะไม่ให้มองซิเออร์โปมาได้รับความร้อนใจอย่างใดเลย เพราะพระเจ้ากรุงสยามโปรดปรานมองซิเออร์โปมามาก มองซิเออร์โปมาเห็นเป็นโอกาสอย่างดี จึงได้พูดเรื่องนักโทษ และพูดว่า มองซิเออร์โปมาไม่มีความทุกข์ร้อนอย่างใดยิ่งกว่าที่ได้เห็นพี่น้องของมองซิเออร์โปมาได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส เพราะฉะนั้นมองซิเออร์โปมาจะขอความกรุณาแต่เพียงให้พวกนี้ได้พ้นโทษไป แล้วมองซิเออร์โปมาก็ได้ยื่นเรื่องราวซึ่งถือติดตัวไปด้วยเสมอให้กับเจ้าพนักงาน แต่จนทุกวันนี้เรื่องราวฉบับนั้น ยังหาได้รับคำตอบอย่างใดไม่ ไข้ชนิดนี้ มองซิเออร์โปมาเห็นจะวางยาไม่ถูกเสียแล้ว”

                เมื่อพยายามช่วยด้วยหยุกยาและวิชาแพทย์ไม่สำเร็จ นายหมอโปมานี้ ก็พยายามวิ่งเต้นด้านอื่น โดยติดต่อขอพูดกับออกญายมราช ขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมคุกหลวงแต่พระยายมราชท่านเป็นคนเกลียดพวกเผยแพร่ศาสนาอยู่แล้ว เมื่อนายโปมามาร้องขอให้มีความเมตตากรุณาพวกพระฝรั่งเศสบ้าง ท่านก็มีแต่หัวเราะเยาะเย้ย และมิได้ทำอะไรให้เป็นการลดความยากลำบากของเขา

                “เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม มองซิเออร์โปมา พร้อมด้วยล่ามได้ไปหาออกญายมราช ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบัญชาการคุกร้องว่าเจ้าพนักงานได้เอาพวกนักโทษจองจำโซ่ตรวจแลทรมานหนักขึ้นอีก แลขอให้ออกญายมราชได้อนุญาตให้ได้ปลูกคุกขึ้นต่างหาก สำหรับขังพวกฝรั่งเศส ดังได้พูดไว้แต่เดิม ออกญายมราชหาได้ตอบในคำร้องอย่างใด หรือจะแสดงความเวทนาสงสารอย่างใดก็หาไม่ กลับด่าแลเยาะเย้ยพระเป็นเจ้า แลด่าศาสนาของพระเป็นเจ้าด้วย ในคำที่ด่าแลเยาะเย้ยต่าง ๆ นั้นมีว่าออกญายมราชเข้าใจว่าพระเป็นเจ้าของพวกบาทหลวง ได้เข้าสิงสู่ในตัวพวกบาทหลวงแล้ว จนถึงกับพาพวกบาทหลวงเที่ยวตากอากาศ โดยพาไปจากคุกนี้ไปเข้าคุกโน้น  (อ่านต่อฉบับหน้า)