Get Adobe Flash player

โชคชะตาของบาทหลวงฝรั่งเศส เมื่อสิ้นพระบารมีของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ต่อ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

               ความเดิมตอนที่แล้ว

                    “เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม มองซิเออร์โปมา พร้อมด้วยล่ามได้ไปหาออกญายมราช ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบัญชาการคุกร้องว่าเจ้าพนักงานได้เอาพวกนักโทษจองจำโซ่ตรวจแลทรมานหนักขึ้นอีก แลขอให้ออกญายมราชได้อนุญาตให้ได้ปลูกคุกขึ้นต่างหาก สำหรับขังพวกฝรั่งเศส ดังได้พูดไว้แต่เดิม ออกญายมราชหาได้ตอบในคำร้องอย่างใด หรือจะแสดงความเวทนาสงสารอย่างใดก็หาไม่ กลับด่าแลเยาะเย้ยพระเป็นเจ้า แลด่าศาสนาของพระเป็นเจ้าด้วย ในคำที่ด่าแลเยาะเย้ยต่าง ๆ นั้นมีว่าออกญายมราชเข้าใจว่าพระเป็นเจ้าของพวกบาทหลวง ได้เข้าสิงสู่ในตัวพวกบาทหลวงแล้ว จนถึงกับพาพวกบาทหลวงเที่ยวตากอากาศ โดยพาไปจากคุกนี้ไปเข้าคุกโน้น แล้วออกญายมราชได้พูดต่อไปว่า “การที่พวกบาดหลวงได้รับความทุกข์เวทนามาช้านานเช่นนี้ ไม่เป็นกุศลดอกหรือ” เมื่อได้ด่าแลเยาะเย้ยเสร็จแล้ว ท่านออกญายมราชจึงได้บอกว่า การที่ให้จองจำไว้เช่นนี้ ก็สำหรับป้องกันไม่ให้หนี  มองซิเออร์โปมาจึงได้ตอบว่า พวกบาทหลวงไม่ใช่บุคคลชนิดที่จะหนีหายได้ ทั้งพวกเราก็ยอมเป็นประกันให้ด้วย ออกญายมราชตอบว่า “ก็นายพลเดฟาจทำอย่างไรเล่า พวกนี้ไม่ใช่คนพวกเดียวกันหรือ”

               ความพยายามของนายโปมาใจดีนี้ ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จอยู่ดี พวกบาดหลวงฝรั่งเศสก็ยังถูกคุมขังใส่โซ่ใส่ตรวน ทนทุกข์ทรมานต่อไป ข้าวปลาอาหารก็มีกินเพียงวันละมื้อเดียวอดอยากผ่ายผอม เจ็บไข้อยู่เสมอ ข่าวสภาพชีวิตอันน่าสงสารของเขานี้ รู้ไปถึงประเทศฟิลิปปิน ตัวอาชบิชอบ คือหัวหน้าพระชั้นสูงส่งที่กรุงมนิลา ถึงกับมีจดหมายฉบับหนึ่ง มาถึงบาดหลวงเดอเมเตโลโปลิศในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2232 มีใจความว่า ท่านอาชบิชอบได้ทราบข่าวว่าบาดหลวงฝรั่งเศสในกรุงศรีอยุธยาถูกข่มเหงรังแกกระทำทุกข์ทรมาน ท่านก็มีความเวทนาสงสารยิ่งนัก จึงได้ให้เงินยืมมา 1,000 ปาตาก และให้ช็อกโกแลต 1,200 ก้อน กับน้ำตาล 1 แท่ง ความจริงท่านอาชบิชอบแห่งกรุงมนิลานี้ท่านก็มีความเมตตาดี อุตส่าห์ส่งขนมช็อกโกแลตมาให้รับประทานมากมาย หวังว่าในเดือนธันวาคมนั้น อากาศไม่ร้อนมาก เพราะเป็นหน้าหนาว ช๊อกโกแลตคงไม่ละลายไปหมด ส่วนน้ำตาลนั้นก็ดีสำหรับเพิ่มพลังให้แก่ร่างกาย น่าเสียดายที่เงิน 1,000 ปาตากนั้น ท่านเพียงแต่ให้ขอยืมชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งก็ตรงกับลักษณะของพระฝรั่งในสมัยนี้ที่ค่อนข้างจะหวงและบูชาเงิน สิ่งของอื่น ๆ ให้ได้ แต่เรื่องเงินทองนี้เหนียวหนืดหน่อย ขอเพียงแต่ยืมไปก่อนเถิดอย่าให้ถึงกับให้เลย ต่อเมื่อออกจากคุกจากตะรางแล้วก็จงคิดการนำมาใช้คืนโดยดี ผู้เขียนเข้าใจว่า ท่านอาชบิชชอบคงจะไม่คิดดอกเบี้ย เพราะท่านมิได้กล่าวถึงในจดหมายเหตุ วันเวลาผ่านไปอีก จนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2232 จึงเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ถึงแม้จะยังไม่มีการปลดปล่อย วันหนึ่งโกษาปาน ซึ่งเคยเป็นราชทูตไทยที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชส่งไปเฝ้าพระเจ้าหลุยที่ 14 แห่งกรุงฝรั่งเศส และดำรงตำแหน่งเป็นพระคลังในแผ่นดินของสมเด็จพระเพทราชา ได้เรียกนายโปมาไปหา ท่านคงจะได้ทราบเรื่องที่นายโปมาร้องขอต่อพระยายมราช ให้ปลูกเรือนจำพิเศษสำหรับคณะบาทหลวงฝรั่งเศส จะได้ไม่ต้องไปปะปนกับพวกนักโทษฉกรรจ์ทั้งหลายจึงบอกข่าวดีว่าได้นำความขึ้นกราบทูลแก่สมเด็จพระเพทราชาแลประสบความสำเร็จพระเจ้าแผ่นดินทรงยอมให้เจ้าพนักงานปลูกบ้านขึ้นหลังหนึ่ง บนเกาะเล็ก ๆ กลางบึงใหญ่หลังคุก แต่การโยกย้ายนักโทษนี้ ก็จะต้องมีผู้ค้ำประกันรับรองอีก ว่าจะไม่หนี ท่านจึงส่งล่ามไปที่หมู่บ้านชาวโปรตุเกส เพราะเคยได้ทราบว่า มีชาวโปรตุเกสสองคนชื่อ บาเรตา และชาโบ ที่เคยบอกว่ายินดีช่วยเหลือบาทหลวงฝรั่งเศสทั้งหลาย เมื่อล่ามกลับมาก็เรียนต่อท่านว่า นายบาเรตา และชาโบนี้ ยินดีรับประกันแต่เพียงท่านสังฆราช เดอ เมเตโลโปลิศแต่ผู้เดียว และท่านสังฆราชนี้จะต้องไปพำนักอยู่ในหมู่บ้านโปรตุเกสด้วย ส่วนพวกบาทหลวงอื่นและนักเรียนเข้ารีตทั้งหลายนั้น ไม่มีใครยอมเป็นผู้ประกันให้ ลงท้ายท่านโกษาปานเลยเปลี่ยนใจ จัดการให้ตัวสังฆราชเดอ เมเตโลโปลิศ มองซิเออร์เฟเรอ มองสิเออร์มาติโน และหมอโปมานี้เอง เป็นตัวประกันรับรองว่าจะไม่มีผู้ใดหลบหนี หลังจากนั้นก็ทำการถางป่าถอนหญ้า และปลูกบ้านให้คณะพระฝรั่งเศสอยู่ด้วยกันตามลำพัง บ้านนี้สร้างโดยใช้เงิน 8 ตำลึง หรือ 32 บาท