Get Adobe Flash player

โชคชะตาของบาทหลวงฝรั่งเศส เมื่อสิ้นพระบารมีของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ต่อ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

               จดหมายเหตุบาทหลวงฝรั่งเศสเล่าต่อไปว่า

               “วันที่ 15 สิงหาคม เป็นวัน ASSOMPTION DE LA TRES SAINTE VIERGE เจ้าพนักงานได้ถอดโซ่ตรวนพวงคอออกจากพวกมิชชันนารี ซึ่งมีจำนวนอยู่ 9 คน แลนักเรียน 14 คน แลได้ปล่อยให้ออกจากคุกนครบาล พวกนี้ได้ต้องจำคุกมา 21 เดือนแล้ว ได้จัดให้ไปอยู่บ้านใหม่ที่ได้กล่าวมาข้างบนนี้ พวกมิชชันนารี และนักเรียนได้พักอยู่ในบ้านนี้โดยเงียบ ๆ หาได้มีใครมารบกวนไม่ แลผู้คุมก็ไม่มีด้วย ต่างคนต่างเล่าเรียนแลทำการต่าง ๆ ไม่มีผู้ใดมาขัดขวางเลย ถ้าจะออกจากบ้านต้องขออนุญาตเจ้าพนักงานคุกเสียก่อน แลจะต้องออกคราวละ 2 คน 3 คน หรือ 4 คนเท่านั้น กลางคืนต้องกลับเข้าไปอยู่ในบ้าน เจ้าพนักงานไม่ยอมให้อยู่นอกบ้านในเวลากลางคืนเป็นอันขาด การที่ได้ออกมาอยู่ในที่กว้างขวางขึ้นเช่นนี้ จะเรียกว่าพ้นจากการคุมขังทีเดียวก็ไม่ได้ แต่พวกเหล่านี้ก็รู้สึกว่าเป็นการเบาเท่ากับรู้สึกว่าเมื่อติดอยู่ในคุกเป็นการหนักอย่างยิ่ง แต่พระเป็นเจ้าได้มาตัดทอนความสุขอันนี้โดยทำให้เกิดความไข้ขึ้น ซึ่งพวกเราได้ป่วยไม่ได้เว้นเลยจนคนเดียว ในเวลาที่พวกเรากำลังมีความปิติยินดีอยู่ ก็ต้องน้ำตาไหล โดยที่มิชชันนารีได้ตายลงถึงสามคน คือ มองซิเออร์เยฟราด์หนึ่ง มองซิเออร์มอเนซเตียหนึ่ง มองซิเออร์โปมาหนึ่ง กับนักเรียนคนหนึ่งเป็นเสมียนญวน ก็ได้ตายลงด้วยเหมือนกัน”

               ลงท้าย นายโปมาบาดหลวงแพทย์ผู้แสนดี กลับถึงแก่ความตายเสียเอง การที่เข้าไปใกล้ชิดคอยช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติดูแลรักษาเวลาเจ็บป่วย เลยล้มเจ็บไม่สบายและถึงแก่ความตายเสียเลย แต่ก็ยังดีก่อนจะสิ้นชีวิต ก็ได้พยายามทำให้สภาพชีวิตของบาทหลวงฝรั่งเศสอื่น ๆ ดีขึ้นเป็นอย่างมาก ได้มาอยู่ร่วมกันอย่างสงบบนบ้านกลางบึง ไม่ต้องถูกใส่โซ่จำตรวนหรือโดนผู้คุมข่มเหงรังแก่เช่นแต่ก่อน ความดีที่นายโปมาประกอบไว้ จึงไม่เสียเปล่า

               ความจริง หากจะคิดตามหลักพระธรรมแล้ว การที่ฝ่ายไทยซึ่งหมายถึงพระเพทราชา พระเจ้าเสือ โกษาปาน และขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหลาย จับบาทหลวงฝรั่งเศสมาเข้าที่คุมขัง กระทำความทุกข์ทรมานโหดร้ายทารุณต่อเขาด้วยประการต่าง ๆ นี้ก็ถือได้ว่าเป็นบาปหนัก เพราะพวกบาทหลวงเหล่านี้ มิได้ทำความผิดอะไรแม้แต่น้อย มีแต่ความหวังดี ไม่เคยคิดประทุษร้ายต่อแผ่นดินไทย เขาเซ็นสัญญารับประกันความประพฤติของนายพลเดฟาจด้วยความจริงใจ เมื่อนายพลเดฟาจเป็นผู้กระทำผิด เขาทั้งหลายจึงกลายเป็นผู้รับเคราะห์ทดแทน ถึงกระนั้นการที่ไทยเราซึ่งถือตนว่าเป็นพุทธศาสนิกชน สามารถทรมานลงโทษคนบริสุทธิ์ ก็แสดงถึงคนหยาบช้าป่าเถื่อนในดวงจิตที่น่าละอาย ในประเทศฝรั่งเศสเอง ผู้คนเขาก็คิดไปในทำนองเดียวกันนี้ ว่าคณะบาทหลวงนี้สมเด็จพระนารายณ์ และเจ้าพระยาโกษาปานเป็นผู้มาขอ เพื่อนำไปทำประโยชน์แก่กรุงสยาม เพราะเป็นผู้มีวิชาความรู้ ทางด้านคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิชาอื่นๆ อีกมาก นอกจากจะเชี่ยวชาญด้านคัมภีร์พระศาสนาแล้ว เมื่อดำรงชีวิตอยู่ในกรุงสยามก็ได้พยายามประกอบแต่ผลประโยชน์ สมควรหรือที่เราจะตอบแทนความดีของเขาด้วยการกระทำที่อกุศลเช่นนี้ ในจดหมายของบาทหลวงเดอลาเชซ จากกรุงปารีสถึงโกษาปาน ท่านก็ยกข้อนี้ขึ้นอ้าง

               “ข้าพเจ้าเชื่อใจว่า ข้าพเจ้ายังไม่ได้ทำการสิ่งใดที่จะสมควรทำให้ท่านคลายความรักใครในตัวข้าพเจ้า แลพวกบาทหลวงในคณะของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นญาติอันรักใครของข้าพเจ้า แลซึ่งไทยได้ขอร้องนักหนา ให้พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสส่งไป ทั้งการที่ได้ยอมสละบาดหลวงเหล่านี้ให้ไปตามคำขอร้องของท่านนั้นก็เพื่อเปนประโยชน์สำหรับแผ่นดินสยามเท่านั้น

               ข้าพเจ้าต้องรับสารภาพในที่นี้ว่า เมื่อข้าพเจ้าได้ทราบว่าบาดหลวงเหล่านี้ ซึ่งเป็นคนเต็มไปด้วยการกุศลอันดี ได้รับโทษอย่างผู้ร้าย แลได้ถูกไล่ออกจากแผ่นดินสยามนั้นเป็นการกระทำให้ข้าพเจ้าประหลาดใจอย่างยิ่ง เพราะบาดหลวงเหล่านี้ ได้ไปยังชมภูทวีป ก็เพื่อประสงค์จะไปทำความดีให้แก่มนุษย์ทั่วไป เพื่อไปสั่งสอนให้ประเทศต่าง ๆ ได้รู้ความจริงแลให้อยู่ในศีลในธรรม เพื่อสั่งสอนบรรดาพระเจ้าแผ่นดินแลราษฎร์ทั่วไป ให้รู้จักวิธีหาความสุขชั่วกัลปาวสาน แลการที่บาดหลวงเหล่านี้ ได้ไปสั่งสอนการต่าง ๆ ดังได้กล่าวมาแล้วนั้น ก็ยังหาพอใจไม่ ยังได้พยายามสอนวิชาต่าง ๆ ซึ่งเป็นวิชาล้วนแต่น่าประหลาดแลน่าดูของทวีปยุโรป แลวิชาเหล่านี้ก็เป็นวิชาที่จำเป็น สำหรับทำความเจริญให้แก่บ้านเมืองแลทำให้การค้าขายมีผลดีขึ้นด้วย”

               จดหมายของโกษาปาน ที่มีตอบไปถึงคณะบาดหลวงที่กรุงฝรั่งเศส เป็นจดหมายยืดยาว พยายามอธิบายเหตุผลกระกระทำของไทย ชี้แจงว่าฝ่ายเรานี้ทำถูกและได้ให้ความเมตตากรุณาต่อเหล่าพระฝรั่งเศสนี้เพียงพอ นอกจากนั้นโกษาปานพยายามรับรองต่อฝ่ายฝรั่งเศสว่า ไทยเรามีความประสงค์อย่างแรงกล้า ที่จะดำรงไมตรีระหว่างสองประเทศเช่นเดิม เพราะจดหมายฉบับนี้ยาวมาก ผู้เขียนจึงขอนำเพียงบางตอนมาลง เพื่อท่านผู้อ่านจะได้รับฟังเหตุผลของฝ่ายสมเด็จพระเพทราชา และพระเจ้าเสือด้วย

               “ในจดหมายฉบับนี้ท่านกล่าวว่า ท่านได้ทราบข่าวเรื่องการเกิดจลาจลในเมืองไทย แลได้ทราบว่ามองเซนเยอร์ เดอ เมเตโลโปลิศ กับบาดหลวงทั้งปวงได้รับความเดือดร้อน และว่าไทยได้ริบทรัพย์สมบัติของบาดหลวงเหล่านี้ ซึ่งเป็นคนหาความผิดไม่ได้ แลเป็นคนที่ได้เอาใจใส่ในความเจริญของเมืองไทย โดยช่วยเหลือในการงานทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ แลว่าเมื่อกองทหารฝรั่งเศสได้ยกออกจากเมืองไทยแล้ว พวกบาดหลวงแลสังฆราชได้รับความดูถูกอย่างยิ่ง ซึ่งท่านเชื่อว่าคงจะไม่ใช่กระแสรับสั่งของพระเจ้าแผ่นดิน แต่คงจะเป็นพวกข้าราชการไทยทำเอาเอง แลว่าเมื่อข้าพเจ้ายังอยู่ในเมืองฝรั่งเศส ข้าพเจ้าได้สัญญาไว้กับท่านว่า เมื่อข้าพเจ้าได้กลับมาถึงเมืองไทยแล้ว ข้าพเจ้าจะเป็นธุระดูแลป้องกันมิให้สังฆราชแลบาดหลวงได้รับความเดือดร้อนอย่างใด โดยเหตุที่ข้าพเจ้าได้สัญญาไว้เช่นนี้ ท่านจึงหวังใจว่า ข้าพเจ้าจะได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสยามนายของข้าพเจ้า ขอให้คืนของที่ริบไปนั้น ให้แก่สังฆราชแลบาดหลวงต่อไป

               นายพลเดฟาจ ขอยืมเรือใหญ่ลำหนึ่งกับเงิน 300 ชั่ง ซึ่งคิดเป็นเงินฝรั่งเศส 45,000 แฟรงค์ เพื่อจะเอาเงินนั้นไปซื้อเรืออีก 2 ลำ กับซื้อเสบียงอาหารด้วย ข้าพเจ้าจึงได้นำความกราบทูลพระเจ้ากรุงสยามว่า ถ้าจะยึดพวกฝรั่งเศสไว้ช้านานก็เท่ากับทำให้เขาอดอาหารตาย แต่ถ้าจะพระราชทานเรือแลเงินแล้ว ก็ควรให้นายพลเดฟาจทำหนังสือสัญญาให้มองเซนเยอร์ เดอ เมเตโลโปลิส พวกมิชชันนารีทั้งหมด แล พวกฝรั่งเศสที่ยังอยู่ในเมืองไทยทุกคน รับเป็นประกันของ มองซิเออร์เดฟาจและประกันในการที่มองซิเออร์เดฟาจยืมเรือแลเงินด้วย

(อ่านต่อฉบับหน้า)