Get Adobe Flash player

โชคชะตาของบาทหลวงฝรั่งเศส เมื่อสิ้นพระบารมีของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ต่อ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

                (ความเดิมตอนที่แล้ว)

                นายพลเดฟาจ ขอยืมเรือใหญ่ลำหนึ่งกับเงิน 300 ชั่ง ซึ่งคิดเป็นเงินฝรั่งเศส 45,000 แฟรงค์ เพื่อจะเอาเงินนั้นไปซื้อเรืออีก 2 ลำ กับซื้อเสบียงอาหารด้วย ข้าพเจ้าจึงได้นำความกราบทูลพระเจ้ากรุงสยามว่า ถ้าจะยึดพวกฝรั่งเศสไว้ช้านานก็เท่ากับทำให้เขาอดอาหารตาย แต่ถ้าจะพระราชทานเรือแลเงินแล้ว ก็ควรให้นายพลเดฟาจทำหนังสือสัญญาให้มองเซนเยอร์ เดอ เมเตโลโปลิส พวกมิชชันนารีทั้งหมด แล พวกฝรั่งเศสที่ยังอยู่ในเมืองไทยทุกคน รับเป็นประกันของ มองซิเออร์เดฟาจและประกันในการที่มองซิเออร์เดฟาจยืมเรือแลเงินด้วย ในหนังสือประกันนั้น ก็มีข้อความว่า เมื่อมองซิเออร์เดฟาจกับกองทหารได้ไปถึงเมืองปอนดีเชรีแล้วมองซิเออร์เดฟาจจะได้ส่งเรือซึ่งได้ไปจากเมืองมะริดไปยังเมืองมสุลีปตันนั้น กลับคืนไปยังเมืองมะริด เรือลำนี้มีทั้งฝรั่งเศสแลไทยอยู่ในเรือ กับเรืออีกลำหนึ่งออกจากกรุงศรีอยุธยา ชาวฝรั่งเศส เป็นนายเรือซึ่งได้ไปยังเมืองบันเดอราบาซีในประเทศเปอร์เซีย กับเรือที่มองซิเออร์ดู บรูอังได้ลักไปพร้อมกับปืนใหญ่แลอาวุธ ทั้งปวงแลเครื่องเรือกับกะลาสีคนเรือ แลเรือลำใหญ่ที่มองซิเออร์เดฟาจได้ยืมไปนั้น เรือเหล่านี้มองซิเออร์จะได้จัดการส่งคืนมาทั้งสิ้น ส่วนเงิน 45,000 แฟรงค์นั้น เมื่อเรือที่มองซิเออร์เวเรต์ได้จัดให้ไปยังเมืองปอนดีเชรี เมืองเบงกอล และเมืองสุหรัดได้กลับมาถึงเมื่อใด มองซิเออร์ เดฟาจจึงจะคืนเงินรายนี้ให้และพวกไทยหนุ่มซึ่งไปเรียนวิชาต่าง ๆ อยู่ในประเทศฝรั่งเศสนั้น ฝรั่งเศสก็จะได้ส่งกลับมาด้วย”

                เราดูจากสัญญาที่โกษาปานอธิบายนี้ ก็เห็นว่ามีความยุติธรรมดี ทั้งแสดงถึงความเมตตาอารีที่ไทยเราได้ให้แก่พวกทหารฝรั่งเศสอย่างมาก นอกจากจะไม่แกล้งล้อมป้อมปราการจดอดตายหมดแล้ว ฝ่ายไทยเรายังอุตส่าห์กรุณาให้ทหารฝรั่งเศสออกจากป้อมโดยปลอดภัยให้ยืมเรือสำเภามากมายหลายลำ เพื่อขนพรรคพวกกลับบ้านเกิดเมืองนอน และยังให้เงินยืมเป็นค่าซื้อเสบียงอาหาร และซื้อเรือเพิ่มเติมอีกถึง 45,000 แฟรงค์อีกด้วย เรือและเงินนั้น เราก็มิได้รีบเร่งให้คืนแต่กำหนดเวลาคืนให้ตามความสะดวกและสมควร โดยให้บรรทุกนักเรียนไทยที่สมเด็จพระนารายณ์ส่งไปศ฿กษาในกรุงฝรั่งเศสนั้นกลับมากับเรือสำเภาด้วย เพราะฉะนั้นก็น่าเห็นใจฝ่ายไทยที่มีความโกรธเคือง เมื่อนายพลเดฟาจท่านพยายามเบี้ยวด้วย ดังจะเห็นได้ในข้อความต่อไป

                “นายพลเดฟาจจะต้องลงเรือที่บางกอกพร้อมกับกองทหาร แต่นายพลเดฟาจเกรงว่า เมื่อได้ไปถึงสันดอนแล้ว ไทยจะทำกลอุบายต่าง ๆ จึงขอเอาข้าราชการไทยไปเป็นประกันด้วย จนถึงปากน้ำสองคน ครั้งเรือได้ออกไปพ้นแม่น้ำแล้ว นายพลเดฟาจกลับพาเอาเชอวาเลียเดฟาจกับนายพันตรีไปด้วย แลหาได้ส่งข้าราชการไทยกลับมาตามสัญญาไม่ ข้าพเจ้าได้ให้คนไปต่อว่า ขอให้ส่งข้อราชการไทยผู้เป็นประกันอีกคนหนึ่ง มองซิเออร์เวเรต์ผู้เป็นนายประกันหนึ่ง ราชทูตที่สองกับล่ามหนึ่งให้กลับมา แต่นายพลเดฟาจกับพวกฝรั่งเศสหาได้กระทำตามความในจดหมายของข้าพเจ้าอย่างใดไม่ กลับยึดตัวมองซิเออร์เฟเรอไว้อีก แลบอกว่าจะได้ถอนสมอกางใบแล่นเรือต่อไป อย่างไรก็ดี ข้าพเจ้าก็ได้เห็นแล้วว่า นายพลเดฟาจได้ทำผิดสัญญาโดยปรารถนาจะให้พระราชไมตรีมัวหมอง แต่ถึงดังนี้ ข้าพเจ้าก็อุตส่าห์ส่งเรือที่ยังเหลือให้ไปทุกลำ แต่นายพลเดฟาจหารอไม่ กลับรีบออกเรือไปแลพาข้าราชการไทยที่เป็นประกันที่อยู่อีกคนหนึ่ง พาราชทูตที่สอง มองซิเออร์เวเรต์ผู้เป็นประกันกับล่ามไปด้วย

                เมื่อข้าพเจ้าเห็นนายพลเดฟาจทำการดังนี้จึงได้มอบปืนใหญ่ให้ข้าราชการไทยจัดการยิง แล้วได้จับพวกฝรั่งเศสที่ยังค้างอยู่ในเรือ พาขึ้นไปยังกรุงศรีอยุธยา

                ในส่วนที่เกี่ยวด้วยหนังสือประกัน ซึ่งมองเซนเยอร์เดอเมเตโลโปลิส พวกมิชชันนารี แลฝรั่งเศสทุกคนที่ยังอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ได้เซ็นชื่อเป้นประกันนั้น เป็นประเพณีของเมืองไทย ว่าผู้ใดที่มีประกัน ไม่กระทำตามข้อที่ได้สัญญาไว้ และจะเอาตัวผู้นั้นไม่ได้ ก็จะต้องให้นายประกันเป็นผู้รับผิดรับชอบ ก็ในเรื่องนี้ มองเซนเยอร์ เดอ เมเตโลโปลิส มองซิเออร์เวเรต์ หัวหน้าบริษัท พวกบาดหลวงมิชชันนารี แลฝรั่งเศสทุกคนที่อยู่ในกรุงศรีอยุธยา ได้เป็นนายประกันนายพลเดฟาจ แล กองทหารฝรั่งเศส ทั้งเป็นประกันเงิน 45,000 แฟรงค์ ซึ่งได้ให้ยืมไปสำหรับซื้อเรือสองลำกับเสบียงอาหารด้วย ถึงแม้ว่าไทยจะได้จัดการตามประเพณีของเมืองไทยแล้ว ก็ต้องจับตัวนายประกันเหล่านี้มาฆ่าหมด ข้าพเจ้าจึงได้นำความกราบทูลพระเจ้ากรุงสยาม  แลทูลเหตุผลทั้งปวงให้ทรงทราบ จึงทรงเห็นเป็นเที่ยงแท้ว่า พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสหาได้ทรงทราบในความผิดของนายพลเดฟาจแลกองทหารไม่ จึงมีรับสั่งให้จัดการพอสมควรอย่าให้ขาดทางพระราชไมตรีได้ จนกว่าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสจะได้ทรงทราบการเรื่องนี้โดยตลอด

                เมื่ออ่านมาถึงปลายจดหมายที่โกษาปานท่านเขียนเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2236 จึงพบข้อความที่แสดงว่า บัดนี้พวกพระฝรั่งเศสทั้งหลายได้ถูกปลดปล่อยให้หลุดพ้นจากการคุมขังแล้ว ผู้เขียนได้ย้อนกลับไปดูตอนต้นของหนังสือ ประชุมพงศาวดารภาคที่ 35 เรื่องจดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศส จึงกำหนดไว้ว่า พวกบาทหลวงฝรั่งเศสถูกจับเข้าคุกประมาณเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2231 วินิจฉัยได้ว่า พระฝรั่งเหล่านี้ถูกคุมขังอยู่เป็นเวลานานกว่า 5 ปี

                “นายพลเดฟาจกับกองทหารไม่ได้ทำการตามที่ได้สัญญาไว้ เพราะฉะนั้นมองเซนเยอร์ เดอ เมเตโลโปลิศ พวกมิชชั่นนารี และชาวฝรั่งเศสที่อยู่ที่กรุงศรีอยุธยา เป็นผู้ประกันเรื่องนี้ทั้งเป็นประกันในเงินที่ยืมไปด้วย ควรจะต้องรับพระราชอาญาอย่างหนัก แต่ก็หาได้รับพระราชอาญาอย่างใดไม่ เป็นแต่ถูกควบคุมเท่านั้น แลเมื่อมองซิเออร์เดฟาจได้ไปถึงเมืองภูเก็ตได้ส่งข้าราชการไทยกับล่ามกลับมาแล้ว พระเจ้ากรุงสยามก็ได้โปรดพระราชทานพระราชานุญาตให้ท่านสังฆราช เดอ เมเตโลโปลิศ ปลูกเรือนเล็ก ๆ ภายในบริเวณพระคลังหลวง แต่พวกมิชชันนารีอื่น ๆ ยังหาได้ปล่อยไม่ ครั้นทราบว่าบาดหลวงตาชาได้กลับมายังประเทศอินเดียพร้อมด้วยข้าราชการไทยแลจวนจะมาถึงเมืองมะริดแล้ว ก็ได้โปรดพระราชทานพระราชนุญาต ให้พวกมิชชันนารีออกไปอยู่กับท่านสังฆราชได้ ครั้งภายหลังข้าราชการไทยที่ได้มาพร้อมกับบาดหลวงตาชาได้มาถึงแล้ว แลได้ทราบถึงพระมหากรุณาของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ที่ได้จัดเลี้ยงดูข้าราชการไทยนั้น พระเจ้ากรุงสยามได้ทรงระลึกถึงพระราชไมตรี จึงได้พระราชทานพระราชานุญาตให้ท่านสังฆราชทั้งพวกมิชชันนารี พวกนักเรียนแลชาวฝรั่งเศสทุกคน ได้กลับไปอยู่ยังโรงเรียนสามเณรอย่างเดิม แลอนุญาตให้ไปมาได้ดังแต่ก่อนทุกประการ”

                เป็นอันว่าหลังจากต้องทนทุกข์ทรมานอยู่เป็นเวลานานถึง 5 ปี โดยมิได้ทำความผิดอันใด เหล่าบาดหลวงฝรั่งเศสก็ได้รับอิสรภาพ พ้นจากเคราะห์ร้าย เหมือนตื่นจากฝันร้านที่นานเกินควร การที่ถูกกักขังทำร้ายเป็นเวลาหลายปีนี้ ได้ทำให้พระฝรั่งเศสหลายคนต้องถึงแก่ความตายก่อนที่จะได้รับการปลดปล่อย คิดแล้วก็น่าสงสาร เพราะเขาเข้ามาเมืองไทยด้วยมิตรจิตและความหวังดี ไม่เคยทำร้ายต่อเรา แต่กลับต้องตกอยู่ในสภาพที่น่าสมเพชเวทนาเป็นเวลายาวนานถึง 5 ปี

                จดหมายเหตุบาดหลวงฝรั่งเศส เขียนใน พ.ศ. 2239 แสดงให้เห็นว่า เหตุการณืทุกอย่างกลับคืนสู่ความปกติ มองซิเออร์ปินโต เขียนถึงบาดหลวงเดอ กาบาเนซ์ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2239 ว่า

                “ข้าพเจ้าได้มาเห็นการของคณะบาดหลวงได้กลับลงรอยเดิมเป็นอย่างดีแลได้เห็นต่อไปว่า ถึงได้เกิดจลาจลมาแล้วก็ดี แต่การของพวกบาดหลวงได้เจริญยิ่งขึ้นทุก ๆ วัน ข้าพเจ้ามีความปลื้มใจแลยินดีเป็นอันมาก ที่ได้พบท่านสังฆราช เดอ เมเตโลโปลิศ ผู้ที่ได้รับความทุกข์ลำบากแสนสาหัส พร้อมกับพวกมิชชันนารีแลนักเรียนทั้งหลาย แต่ซึ่งอภินิหารของพระเป็นเจ้าได้คุ้มครองปกปักรักษา ให้ได้พ้นความทุกข์เวทนาในเวลาที่ต้องจำคุกอยู่ ท่านสังฆราชแลมิชชันนารีทั้งปวงได้กลับมาอยู่ยังโรงเรียนสามเณรเดิม และได้ทำการตามหน้าที่ของมิชชันนารีโดยเปิดเผย หามีผู้หนึ่งผู้ใดมากีดกันขัดขวางอย่างใดไม่

                ข้าพเจ้ามีความประหลาดใจมาก ที่ได้เห็นท่านสังฆราชแลมิชชันนารีเข้าได้ทั้งคนชั้นสูงและชั้นต่ำ แลคนเหล่านี้ก็มีความนับถือแลรักใคร่พวกมิชชันนารีด้วย จนที่สุดพระเจ้าแผ่นดินก็ได้พระราชทานเงินเป็นอันมากให้แก่ท่านสังฆราชเพื่อไปซ่อมแซมวัดที่พระเจ้าแผ่นดินองค์สวรรคตได้สร้างพระราชทาน วัดนี้เป็นวัดงามที่สุดในเมืองไทย แต่ก็ยังไม่แล้วดี เมื่อวันคริสต์มาส พวกนักพรตทั้งปวงได้มีการสวดมนต์ทำพิธีโดยเปิดเผย ข้าพเจ้าจะอธิบายให้ท่านเห็นความยินดีของข้าพเจ้าไม่ได้ ที่ได้เห็นพวกคริสเตียนเก่า ๆ เข้ามาหา เพื่อได้ทำการตามหน้าที่ของผู้ถือศาสนาคริสเตียนแต่พวกเข้ารีตเหล่านี้ก็ยังมีความทุกข์ร้อนอยู่มาก ข้าพเจ้าคงจะคิดอ่านช่วยพวกนี้โดยเต็มกำลังที่จะทำได้”

                สิ่งหนึ่งที่น่ายกย่องสรรเสริญในกลุ่มพระฝรั่งนี้คือ ความเป็นนักสู้ของเขา หากผู้เขียนเข้าไปเผยแพร่ศาสนา หรือสั่งสอนวิชาความรู้ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แล้วโดนเขาทุบตีเตะต่อย จับไปขังคุกทรมานให้ทำงานวิบากเป็นเวลานานถึง 5 ปี เมื่อได้รับการปลดปล่อยก็คงสาปส่งรีบกระโดดขึ้นเรือกลับบ้าน แต่พวกบาดหลวงฝรั่งเศสนี้ เขาเชื่อถือในพระเจ้าและศาสนาของเขา มั่นใจในความดีที่เขาประกอบอยู่ แทนที่จะเข็ดหลาบวิ่งหนีกลับกรุงปารีส เขากลับพร้อมใจกันดำเนินงานของพระเยซูต่อไปในกรุงสยาม การกระทำเช่นนี้สมที่จะได้รับความนับถือและชมเชย