Get Adobe Flash player

เรื่องสนุกในแผ่นดินพระจอมเกล้า โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

เมื่อพระยาพิพิธฤทธิเดชถวายหญิงงามสามนาง แก่สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

                เมื่อวันจันทร์ เดือนยี่ แรม 5 ค่ำ ปีมะเส็ง สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงเสด็จประพาสทางทะเลตั้งแต่เมืองชลบุรีไปจนถึงเมืองตราด พร้อมด้วยพระราชวงศานุวงศ์ และข้าราชการจำนวนมาก

                ระหว่างที่เรือพระที่นั่งจอดทอดสมออยู่ที่เกาะช้าง เจ้าจอมองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระมารดาของพระองค์เจ้าทักษิณชา มีญาติอยู่ที่เมืองตราด ตำแหน่งใหญ่โตเป็นถึงผู้สำเร็จราชการเมือง ชื่อ พระยาพิพิธฤทธิเดชวิเศษสิงหนาท ท่านเจ้าจอมมารดาจึงกราบทูลขออนุญาตพาเจ้าฟ้าทักษิณชาไปเยี่ยม

                ครั้งกลับมาจากเมืองตราดแล้ว พระยาพิพิธฤทธิเดชส่งตัวหญิงหลานสาวสามคนมาถวายต่อองค์พระเจ้าแผ่นดิน จึงทรงโปรดให้ไปหัดรำเป็นละครมโหรี แต่ต่อมาไม่นาน มารดาของหญิงสาวคนหนึ่งทำเรื่องยื่นฟ้องต่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า พระยาพิพิธฤทธิเดชบังคับขู่เข็ญเอาลูกสาวไปถวายพระเจ้าแผ่นดิน จึงกลายเป็นเรื่องราวใหญ่ ต้องชำระกันในหนังสือประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 มีบันทึกเรื่องนี้ไว้ในสำนวนถ้อยคำของสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เองว่า

                “ด้วยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศเจ้านายขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยในกรุง แลผู้สำเร็จราชการเมืองกรมการหัวเมืองปักษ์ใต้ ฝ่ายเหนือ ให้ทราบทั่วกัน ด้วย ณ วันจันทร์ เดือนยี่ แรม 5 ปีมะเส็ง นพศก เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคออกไปทรงประพาศทางทเล ตั้งแต่เมืองชลบุรีออกไปจนถึงเมืองจันทบุรีเมืองตราษ พร้อมด้วยพระราชวงศานุวงศ์ ข้าทูลละออฯเปนอันมาก ทรงประทับแรมอยู่หลายราตรี

                เมื่อเสด็จประทับอยู่เกาะช้างนั้น พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าทักษิณชากับเจ้าจอมมารดา กราบถวายบังคมลาขึ้นไปเยี่ยมเยียนพระยาพิพิธฤทธิเดช แลพระผลภูมไพศาลกับญาติอื่น ๆ ณ เมืองตราษเพลาหนึ่ง แล้วก็กลับลงเรือพระที่นั่ง จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับเข้ามา ณ กรุงเทพฯ เจ้าจอมมารดาในพระองค์เจ้าทักษิณชากราบทูลพระกรุณาว่า พระยาพิพิธฤทธิเดชวิเศษสิงหนาท ผู้สำเร็จราชการเมืองตราษ สั่งความมาให้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระยาพิพิธฤทธิเดชจัดได้หญิงเปนหลานในวงศ์สามคนจะพามาถวายตัว ในเวลาเสด็จทรงประทับแรมอยู่นั้นไม่ทัน เสด็จพระราชดำเนินกลับเสียก่อน

                อนึ่ง ในเวลานั้น พระยาพิพิธฤทธิเดชก็มีใบบอกเข้ามายังเจ้าพนักงานกรมท่าว่า อ้ายจีนสลัดมาเที่ยวตีเรือลูกค้าที่แขวงเมืองตราษอยู่เนือง ๆ จึงโปรดเกล้าฯให้นายขันมหาดเล็กหุ้มแพรคุมเรือพระที่นั่งโผนเผ่นทะเลออกไปลาดตระเวนฟังราชการ จับอ้ายจีนสลัด แลให้เจ้าจอมเถ้าแก่สองคนที่ใคร่จะไปเที่ยวทเลไปด้วยนายขัน

                ครั้งนายขันมหาดเล็กเจ้าจอมเถ้าแก่จะกลับมา พระยาพิพิธฤทธิเดชมอบหญิงเปนหลานสามคน ให้นำเข้ามาถวายตัวทำราชการสนองพระเดชพระคุณ จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานเงินตราคนละ 10 ตำลึง ผ้านุ่งคนละ 3 สำรับ ผ้าห่มคนละ 3 สำรับ ให้ไปหัดเปนลครมโหรี แลอยู่ด้วยเจ้าจอมมารดาแลญาติที่ทำราชการอยู่ในพระบรมมหาราชวังเปนปรกติ

                ครั้ง ณ เดือน 9 ปีมะเมีย สัมฤกศก มารดาของหญิงคนหนึ่ง เข้ามาทำเรื่องราวถวายฎีกากล่าวโทษพระยาพิพิธฤทธิเดชกรมการว่า บิดามารดาหญิงไม่มีความผิด พระยาพิพิธฤทธิเดชให้ไปจับมาจำ เร่งรัดเอาบุตรหญิงไปแล้ว ส่งตัวเข้ามาทูลเกล้าฯถวาย บิดามาดาไม่ยอมยินดีจะขอบุตรกลับไป จึงทรงพระดำริห์ว่า บุตรเปนที่รักแห่งบิดามารดา ถ้าพระยาพิพิธฤทธิเดชกรมการไปเกาะบิดามารดาจองจำลงเอาพัศดุเงินทอง ฤาไปฉุดลากบุตรสาวกรมการราษฎรมาเปนภรรยาตัวเอง ฤานำถวายให้เจ้าอื่นนายอื่นโดยพลการข่มเหง พระยาพิพิธฤทธิเดชกรมการจะมีความผิด ในครั้งพระยาพิพิธฤทธิเดชจัดเอาหญิงคนนั้นมา ไม่ได้หน่วงเหนี่ยวไว้ให้เนิ่นช้า ส่งเข้ามาถวายนั้น ก็มิใช่ผู้อื่น ชำระได้ความเปนแน่ว่า ปู่ทวดของหญิงนั้นเปนลุงคือพี่ชายของพระยาพิพิธสมบัติ สุข ซึ่งเป็นบิดาของพระยาพิพิธฤทธิเดชเอง เหมือนขนทรายเข้าวัด จะว่าพระยาพิพิธฤทธิเดชผิดนั้นยังไม่ควร จึงโปรดเกล้าฯ ให้ถามตัวหญิงนั้นว่าจะสมัครทำราชการอยู่ ณ กรุงเทพฯ ฤาจะตามบิดามารดาไป หญิงนั้นให้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า จะขอกราบถวายบังคมลาไปอยู่ด้วยบิดามารดา จึงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งตัวหญิงให้มารดารับไป แลเงินตรา 10 ตำลึง ผ้านุ่ง 3 สำรับ ผ้าห่ม 3 สำรับ ที่พระราชทานให้หญิงเมื่อแรกมาถึงนั้น ก็ยกพระราชทานให้เปนรางวัล ทำขวัญให้บิดามารดาของหญิงที่เกาะครองเร่งรัดนั้น แทนเบี้ยปรับพระยาพิพิธฤทธิเดชไปครั้งหนึ่งแล้ว”

                รวมความว่า ในจำนวนหญิงสามคนนี้ พ่อแม่คนหนึ่งฟ้องว่าถูกพระยาพิพิธฤทธิเดชจับเอาตัวไปคุมขัง เพื่อบังคับให้ยกลูกสาวให้แก่พระเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงทรงส่งตัวคืนแก่บิดามารดา ด้วยพระมหากรุณา ทรงพระเมตตาประทานเงินและเสื้อผ้าเป็นค่าทำขวัญอีกด้วย คราวนี้ก็จำเป็นจะต้องเรียกอีกสองคนมาถามเช่นเดียวกันว่า เต็มใจถวายตัวหรือไม่

                “แล้วได้ทรงพระกรุณาดำรัสถามหญิงอีกสองคนว่าจะออกไปอยู่ด้วยบิดามารดาดังนั้นฤา จะส่งตัวให้ไปตามสมัค หญิงสองคนกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า จะขอทำราชการอยู่ ณ กรุงเทพฯ จึงโปรดเกล้าฯให้พระราชทานเงินเบี้ยหวัดในปีมะเมีย สัมฤทธิศกนี้ คนละ 10 ตำลึง

                ครั้ง ณ วันพุธ เดือน 3 ขึ้น 14 ค่ำ ปีมะเมีย สัมฤทธิศก มารดาของหญิงอีกคนหนึ่งเข้ามาทำเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายกล่าวโทษพระยาพิพิธฤทธิเดชกรมการ ว่าด้วยบุตรเหมือนอย่างครั้งก่อน ก็ได้ทรงตัดสินให้หญิงไปอยู่พร้อมด้วยบิดามารดาเปนมาแต่หลัง เงิน 10 ตำลึงกับผ้า 3 สำรับนั้น ก็ยกพระราชทานให้เปนเบี้ยทำขวัญเหมือนกัน ครั้งทรงพิเคราะห์ดูในเมืองราวนายทองจีน ผัด อำแดงเหียง เมีย บิดามารดาตะเภา นายกรดผัด อำแดงชุ่ม เมีย บิดามารดาผาด ทั้งสองรายกล่าวโทษพระยาพิพิธฤทธิเดชวิเศษสิงหนาทกับนายขัน ว่าเกาะครองกดขี่ข่มเหงให้ถวายบุตรเข้ามานั้น ทรงพระราชดำริห์เห็นว่าไม่สู้ผิดมากดอก ด้วยสืบตามความจริงก็เปนการในเครือญาติกัน มิใช่ผู้อื่น นายทองจีนก็เปนหลานของลุงพระยาพิพิธฤทธิเดช คือ เปนบุตรของบุตรพี่ชายพระยาพิพิธสมบัติสุข ซึ่งเปนบิดาพระยาพิพิธฤทธิเดช แลเปนตาของนายขัน ฝ่ายนายกรดเล่า ก็เปนบุตรของพี่สาวบิดามารดาเดียวกันกับท่านอิ่มซึ่งเปนมารดานายขัน แลเปนพี่สาวร่วมบิดากับพระยาพิพิธฤทธิเดช เพราะฉนั้น ตะเภา ผาด สองคนนั้นก็เปนหลานเปนญาติบุตรพี่หลานน้องกันกับพระยาพิพิธฤทธิเดช แลนายขันนั้นเองมิใช่ผู้อื่น พระยาพิพิธฤทธิเดชเปนพี่ชายร่วมบิดาของเจ้าจอมมารดาในพระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าทักษิณชาหนึ่ง พระองค์เจ้ามัณยาภาธรหนึ่ง พระองค์เจ้าสุขสวัสดิหนึ่ง พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยคหนึ่ง พระยาพิพิธฤทธิเดชเปนลุงของพระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าทั้ง 4 พระองค์นั้น เจ้าจอมมารดาพระองค์เจ้า 4 พระองค์นั้นทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงเปนเจ้าจอมพระสนมเอก มีพานทองคำเครื่องใช้สอยทองคำ หีบลงยาราชาวดีเปนเครื่องยศ ได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดปีละ 10 ชั่ง เพราะเปนเจ้าจอมข้าหลวงเดิมมา และพระยาพิพิธฤทธิเดช พี่ชายของเจ้าจอมมารดานั้น ก็ทรงพระมหากรุณาชุบเลี้ยง ให้เปนผู้สำเร็จราชการเมืองตราษแทนที่พระยาพิพิธสมบัติผู้บิดา ถ้าว่าแผ่นดินประจุบันนี้เป็นของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (คือพระองค์ที่เรียก เจ้าฟ้ามงกุฎบ้าง ทูลกระหม่อมฟ้าใหญ่บ้าง แต่ก่อนนั้น) แล้ว เจ้าจอมมารดากับพระยาพิพิธฤทธิเดช ก็ควรคนทั้งปวงจะรู้ว่า เปนประธาน เปนผู้ใหญ่ในพวกพ้องวงศ์ญาติของพระยาพิพิธสมบัติสืบ ๆ มา ทั้งหญิงทั้งชายทั้งสิ้น ควรจะเปนที่พึ่งที่นับถือของพวกญาติทุกคน แลซึ่งพระยาพิพิธฤทธิเดชจัดแจงเก็บหญิงเด็ก ๆ เปนบุตรหลานนับเนื่องในเครือญาติ ส่งเข้าถวายตัวให้ทำราชการอยู่ในพระบรมมหาราชวังทั้งนี้ ก็จะทำด้วยคิดว่าตัวเปนผู้ใหญ่ในวงศ์ญาติ จะจัดแจงให้บุตรหลานเข้ามาทำราชการอยู่ในอุ่นหนาฝาข้าง กับเจ้าจอมมารดาผู้น้องและพระองค์เจ้าผู้หลาน ให้สมควรเปนเกียรติยศ แลจะให้บิดาของหญิงเด็ก ๆ พวกนั้นได้มีหน้าแลบรรดาศักดิ์ว่า มีบุตรทำราชการอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ความคิดของบิดามารดาหญิงเด็กเหล่านั้น เปนคนนอกกรุง ไม่รู้ว่าอะไรจะงามไม่งาม จะเป็นคุณเปนโทษ ความคิดเหมือนคนเสียจริต จะเอาเปนประมาณไม่ได้ พระยาพิพิธฤทธิเดชจะคิดดังนี้ จึงกดขี่ข่มเหงเอาตามใจตัว ด้วยคิดว่าตัวเปนผู้ใหญ่ในวงศ์ญาติ รู้จักดีชั่วงามไม่งาม มิใช่ว่าไปข่มเหงฉุดลากผู้อื่น ซึ่งไม่ได้เปนญาติข้าเจ้าบ่าวนายอื่นมา จะเหนว่าเปนผิดไม่ได้”

                ข้อความข้างบนนี้ยืดยาว และวกวนไปมา จนคนอ่านตาลาย แต่พอจะจับใจความได้ว่า เมื่อส่งหญิงสาวคนหนึ่งคืนให้แก่พ่อแม่ที่ทำเรื่องฟ้องร้องแล้ว ก็ทรงถามอีกสองนางว่าต้องการอย่างไร ทั้งสองกราบทูลว่ายินดีถวายตัวรับใช้อยู่ในวัง แต่หลังจากนั้นไม่นาน พ่อแม่ของนางหนึ่งก็ทำเรื่องขึ้นฟ้องในทำนองเดียวกันว่า ถูกพระยาพิพิธฤทธิเดชบังคับให้ถวายลูกสาว จึงต้องทำการสืบสวนชำระกันอีก ก็ได้ความว่า พระยาพิพิธฤทธิเดช ผู้สำเร็จราชการเมืองตราดนั้น ท่านบังคับขู่เข็ญจริง แต่เพราะคนเหล่านี้เป็นลูกหลานภายในครอบครัวของท่านเอง (อ่านต่อฉบับหน้า)