Get Adobe Flash player

เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแก้ไขปัญหาคนถวายลูกสาวมากเกินไป โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

                เป็นธรรมเนียมของข้าราชการขุนนางไทยในสมัยโบราณที่เมื่อมีลูกสาวเติบโตขึ้นจากเมียน้อยเมียหลวงทั้งหลาย ก็จะเลือกคนที่หน้าตาสวยงาม รูปร่างดี ๆ เป็นที่ต้องตาต้องใจ ถวายแก่องค์พระเจ้าแผ่นดิน

                ทั้งนี้ด้วยความหวังว่า เด็กจะได้อยู่ดีกินดี ได้รับการสั่งสอนทางด้านรำละครเล่นดนตรี ฝึกวิชาการจัดดอกไม้ ทำกับข้าวเพิ่มเสน่ห์ปลายจวัก

                และหากโชคดียิ่งกว่านั้น ก็จะได้รับเกียรติยศเป็นเจ้าจอมมีส่วนช่วยให้บิดาได้ใกล้ชิดกับองค์พระเจ้าแผ่นดินมากขึ้นเป็นโอกาสให้ได้เลื่อนยศฐาบรรดาศักดิ์เร็วกว่าผู้อื่น

                เด็กสาวเหล่านี้มักจะถวายกันเมื่อตอนแตกเนื้อสาว คืออายุประมาณ 12 ขวบ แต่พ่อแม่บางคนก็เริ่มถวายตั้งแต่อายุเพียง 5-6 ขวบก็มี

                เมื่อเข้าไปอยู่ในวังแล้ว จะได้ทำอะไรบ้าง หรือมีฐานะสูงต่ำอย่างไร ก็แล้วแต่ว่ามาจากครอบครัวตระกูลสูงต่ำแค่ไหน และตนเองมีลักษณะราศีสวยงามเท่าใด

                บางคนก็ได้สังกัดคณะละคร และได้เป็นชาววังชนิดดารา เพราะในพระราชวังนั้นก็มีการแสดงละครอยู่บ่อย ๆ เมื่อเวลามีงานฉลองหรือเวลาต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง

                เด็กบางคนโชคดีน้อยกว่าหน่อย ถูกสังกัดแผนกจัดดอกไม้ตกแต่ง หรือทำกับข้าว เด็กพวกนี้ก็ไม่มีโอกาสได้ออกแขกเท่าคนรำ กลับต้องไปจมอยู่ในครัว

                บางคนไม่สวยไม่งาม ท่าทางเป็นทอมบอยหน่อย ๆ อาจจะถูกฝึกให้เป็นทหารหญิง คอยควบคุมนางห้ามด้วยซ้ำไป

                ในแผ่นดินของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คนก็ถวายลูกสาวแก่พระองค์กันมากมาย

                ท่านข้าราชการขุนนางผู้ใดนำมาถวาย ไม่ว่าจะสวยงามหรือขี้ริ้วขี้เหร่เท่าไหร่ก็ตาม พระองค์ก็เกรงพระทัย ต้องยอมรับไว้ มิฉะนั้นจะทำให้พ่อแม่เสียใจ

                แต่รับไว้แต่ละคนก็ต้องเลี้ยงดู เสียเงินเสียทองไม่น้อย จึงมีเด็กต้องให้ข้าวให้ปลา ให้เสื้อผ้าที่อยู่มากขึ้นทุกที ก็เป็นการเปลืองทรัพย์สมบัติของพระองค์เอง

                นอกจากนั้นสมเด็จพระจอมเกล้ายังทรงสงสารเด็กจำนวนมากที่ต้องอุดอู้คุดคู้อยู่ในพระราชวัง มีชีวิตในสภาพของคนถูกขัง โอกาสจะได้เข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินก็มีน้อย จะไปรักใครกับคนอื่นเพื่อแต่งการแต่งงานก็ไม่ได้

                ด้วยพระทัยเมตตานี้ ทำให้ทรงประกาศว่า จะยินยอมปลดปล่อยให้เด็กสาวเหล่านี้กลับบ้านไปอยู่กับพ่อแม่ เพื่อแต่งการแต่งงานมีผัว มีครอบครัวได้ตามอำเภอใจ ประกาศนี้เริ่มต้นว่า

                “ขอทำคำประกาศแก่ข้าราชการฝ่ายหน้าฝ่ายใน แลผู้รักษาเมือง กรมการหัวเมืองบางเมือง

                ผู้ใด ๆ บรรดาที่มีบุตรหญิงแลหลานแลญาติเป็นหญิงเด็กรุ่นแลสาว มาถวายตัวทำราชการอยู่ในพระบรมมหาราชวังนี้ทั้งปวง ให้ทราบความเป็นจริง

                บัดนี้ผู้หญิงที่มาถวายตัวทำราชการในพระบรมมหาราชวังนี้ ตั้งแต่ปีกุนปีศก มาจนถึงปีกุนเบญจศกนี้มากมายหลายคนขึ้น เหลือใช้เหลือสอยจนข้าพเจ้าจำหน้าก็ไม่ได้ จำชื่อก็ไม่ได้โดยมาก

                จนถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังมีผู้ถวายตัวมากขึ้นทุกปี จนเด็กอายุ 5 ขวบ 6 ขวบขึ้นไปก็ถวายตัว ที่เป็นที่อยู่ในวังยัดเยียดแน่นนั่นกันเหย้าเรือนไม่ค่อยจะพอ

                เมื่อผู้ใดมาถวายตัวอยู่ใหม่ ถ้าเป็นเด็กก็มีเบี้ยหวัดสามตำลึง สี่ตำลึง ห้าตำลึง หกตำลึง หรือเจ็ดตำลึงในปีแรก ตามยศของบิดา ปีต่อ ๆ มาเบี้ยหวัดก็ทวีมากขึ้นไปถึงแปดตำลึง สิบตำลึง สิบสองตำลึง สิบห้าตำลึง ตามที่มีฝีมือเต้นรำแลเหตุอื่น ๆ

                ในที่โกนจุกแล้วเป็นสาวแล้ว เบี้ยหวัดสิบตำลึง สิบสองตำลึง สิบห้าตำลึงเป็นอย่างน้อยอย่างเลว ชั่งหนึ่ง ชั่งห้าตำลึง ชั่งสิบตำลึง เป็นพื้นทั่วไปโดยมาก

                ถ้าจะคิดเป็นเบี้ยหวัดของพวกถวายตัวใหม่ มิใช่ค้างมาแต่แผ่นดินเก่า ที่แจกอยู่ในปีจอจัตวาศก ปีกุนเบญจศกนี้ เงินกว่าห้าร้อยชั่งเศษแล้ว

                ก็ผู้ที่ข้าพเจ้าได้ใช้สอยอยู่นั้นก็น้อยตัว เพราะการงานมีก็มาก ยากที่จำหน้าจำชื่อได้ ใครใกล้เคียงคุ้นเคยก็ใช้ผู้นั้นไป

                ก็เมื่อต้องแจกเบี้ยหวัดแก่บุตรหลานทั้งหลายทั้งปวงอยู่ทุกปีดังนี้ ข้าพเจ้าก็ไม่เสียใจเสียดายเงินหรอก นึกว่าเพิ่มเบี้ยหวัดให้ท่านทั้งหลายทั้งปวงที่มีความจงรักภักดี เป็นอันช่วยเลี้ยงบุตรเลี้ยงหลานท่าน เมื่อท่านไม่ให้บุตรหลานท่านเข้ามาอยู่ในวัง ท่านก็ต้องเสียเงินเป็นเครื่องเลี้ยงบุตรเลี้ยงหลาน

                เพื่อให้เข้ามาอยู่ในวัง ข้าพเจ้าก็ช่วยเข้าบ้างไม่ว่าอะไรดอก แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าวิตกว่าผู้หญิงเป็นอันมากมาต้องกักขังอยู่ยัดเยียดเบียดเสียดกัน ก็ไม่ต้องการเปลื้องอายุผู้หญิงเหล่านั้นไป แลเป็นที่ให้คนที่ไม่รู้จักผิดชอบตื้นลึกหนาบางเห็นไปว่า ใจข้าพเจ้าละโมบในสตรีมาก หวงกันกักขังไว้ ความจริงไม่เป็นดังนั้น

                ข้าพเจ้าเป็นผู้รู้ประมาณ รู้เวลาว่าราชการ แลบำเพ็ญการกุศลสวดมนต์ภาวนา จะเพลิดเพลินไปด้วยสตรีไม่มีเวลาก็หามิได้ ก็เมื่อท่านผู้ใดรังเกียจการในพระราชวัง ว่าจะให้บุตรหลานท่านเข้ามาทำราชการอยู่ข้างในวัง กลัวจะมีเหตุนั้นเหตุนี้ซึ่งไม่เป็นที่ชอบใจท่านต่าง ๆ ดังท่านจะคิดเห็นไปนั้น ข้าพเจ้าก็เห็นด้วยทุกอย่าง ว่าคนที่จะรังเกียจอยู่แล้ว ถ้าท่านผู้ใดมีบุตรหลานเป็นหญิงจะไม่เข้ามาทำราชการในวังเพราะรังเกียจนั้น ๆ ข้าพเจ้าก็ไม่มีความน้อยใจเลย

                ก็ท่านผู้ที่ให้บุตรหลานเข้ามาทำราชการอยู่ในวัง ข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านทั้งหลายยอมบุตรหลานมาให้ข้าพเจ้าเลือก ให้เป็นละครตัวเอก นางเอก และนางอื่น ๆ การที่ยอมให้ข้าพเจ้าเลือกเพียงเท่านั้นก็เป็นบุญคุณของท่านทั้งหลายทั้งปวงมีอยู่แก่ข้าพเจ้ามากอยู่แล้ว

                ก็บัดนี้ข้าพเจ้าคิดจากเรื่องความลำบากที่ผู้หญิงเป็นอันมากมาต้องยัดเยียดเบียดเสียดกันอยู่เปลื้องอายุไป และต้องมาเป็นสูง ๆ ต่ำ ๆ ดำๆ ขาวๆ ปะปนอยู่กับบุตรหลานของคนที่ท่านพึงคิดว่าต่ำศักดิ์กว่าตัวท่าน เป็นการรำคาญใจท่านอยู่”

                การจะปลดปล่อยให้กลับบ้านกันนี้ ก็ต้องทำแบบมีเหตุมีผล คือเด็กสาวที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ๆ ยังไม่เคยเข้ารับการถวายตัวต่อพระเจ้าแผ่นดินกี่ครั้งกี่หน ไม่ได้ตั้งท้อง ไม่มีลูกออกมาก็เป็นการง่ายที่จะส่งกลับบ้าน เปิดโอกาสให้แต่งงานแต่งการเสีย

                (อ่านต่อฉบับหน้า.)