Get Adobe Flash player

เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแก้ไขปัญหาคนถวายลูกสาวมากเกินไป (ตอนจบ) โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

(ความเดิมตอนที่แล้ว)

                การจะปลดปล่อยให้กลับบ้านกันนี้ ก็ต้องทำแบบมีเหตุมีผล คือเด็กสาวที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ๆ ยังไม่เคยเข้ารับการถวายตัวต่อพระเจ้าแผ่นดินกี่ครั้งกี่หน ไม่ได้ตั้งท้อง ไม่มีลูกออกมาก็เป็นการง่ายที่จะส่งกลับบ้าน เปิดโอกาสให้แต่งงานแต่งการเสีย

                แต่หญิงสาวอื่น ๆ ที่เคยรับใช้องค์พระเจ้าแผ่นดินมาแล้วเป็นเวลานานจนกินเงินเดือนสูงขึ้น และมีลูกออกมาแล้ว ก็ไม่เหมาะสมที่จะคืนให้แก่พ่อแม่บิดามารดา นอกจากจะเป็นกรณีพิเศษจริง ๆ

                สมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงทรงประกาศต่อไปว่า

                “อนึ่ง จะใคร่เปลื้องความสำคัญของคนบางจำพวก ซึ่งจะพึงคิดว่าข้าพเจ้ามีความละโมบในสตรี หวงแหนไว้มากไม่ให้ใคร

                ข้าพเจ้าอยากจะใคร่ปลดประสละเสียให้เบาบางไป จะหวงไว้แต่ที่มีบุตรชายบุตรหญิงด้วยข้าพเจ้า แลที่ไม่มีบุตรก็แต่ที่ข้าพเจ้าได้เลี้ยงให้มีเครื่องยศ และเบี้ยหวัดตั้งแต่สองร้อยบาทขึ้นไป

                นอกนั้นข้าพเจ้าอยากจะใคร่ให้ได้ไปตามปรารถนา แลตามชอบใจของบิดามารดาหญิงพวกนั้น

                อนึ่ง เจ้านายพี่น้องของข้าพเจ้าชิดห่างทั้งปวงต่าง ๆ ตลอดลงไปจนหม่อมเจ้าบางองค์ ได้มีคุณูปการะแก่ข้าพเจ้าอยู่ก็มีเป็นอันมาก ถึงในพวกมิใช่เจ้านาย คือเป็นขุนนางตั้งแต่เสนาบดีลงไปจนถึงบุตรหลานของท่านผุ้หลักผู้ใหญ่ซึ่งเป็นมหาดเล็กอยู่ บางท่านบางนายก็เป็นญาติกับข้าพเจ้าก็มี ถึงไม่เป็นญาติข้าพเจ้านับดังญาติก็มี

                คิดไปฝ่ายหนึ่งข้าพเจ้าอยากว่าผู้หญิงที่เหลือใช้ของข้าพเจ้าแล้ว ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ข้าพเจ้าอยากจะใคร่จัดให้สมควร คือจะยกให้ไปทำราชการในพระบวรราชวังบ้าง ให้ไปอยู่วังเจ้าตามกรม แลเจ้ายังไม่ได้ตั้งกรมที่ได้ราชการบ้าง ยกไปให้อยู่กับขุนนางผู้ใหญ่ที่มีความชอบสมควรใช้สอยบ้าง แลจัดแจงแต่งให้อยู่กันกับหม่อมเจ้าแลข้าราชการตลอดลงไปจนมหาดเล็กที่ได้ราชการบ้าง ท่านทั้งหลายทั้งปวงจะได้ช่วยกันเลี้ยง

                ท่านผู้ใดสัตย์ซื่อเชื่อถือใจกับจริงข้าพเจ้า ในที่ว่ามานี้ไม่กระดากหน้าตามตำราเก่า รับไปตามข้าพเจ้าให้ก็จะได้มีความยินดี

                การจะได้ไปปรากฎเป็นแก่ยศข้าพเจ้า ว่าบุญคุณเผื่อแผ่แก่ท่านทั้งหลายทั้งปวงไม่หวงสตรีไว้ ข้าพเจ้าจะทำดังนี้ด้วยอำนาจเป็นเจ้าแผ่นดินก็จะทำได้ แต่ถ้าทำดังนั้นก็จะเป็นที่ท่านทั้งหลายทั้งปวงผู้เป็นบิดามารดา แลญาติของหญิงเหล่านั้นจะคิดจะว่าไปว่าข้าพเจ้าสำคัญบุตรหลานแลญาติของท่าน ซึ่งท่านทั้งหลายสวามิภักดิ์มาถวายตัวมานั้น เป็นดังเชลยตีทัพมาได้

                ก็ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจะทำดังว่าก่อนไม่ได้ ข้าพเจ้าเกรงใจท่านผู้พามานัก ต้องหารือแก่ท่านทั้งหลายทั้งปวงก่อน ท่านทั้งปวงจงรู้ดังคำประกาศนี้เถิด”

                        ในข้อความข้างต้นนี้ ทรงอธิบายชี้แจงถึงความเกรงอกเกรงพระทัยที่ทรงมีต่อพ่อแม่ ซึ่งเป็นขุนนางข้าราชการทั้งปวง

                ทรงอธิบายว่าหากพระองค์จะตัดสินพระทัยตามอำนาจของพระเจ้าแผ่นดิน ก็สามารถที่จะส่งเด็กหญิงสาวเหล่านี้ไปให้คนอื่นช่วยเลี้ยงได้ เช่นส่งไปถวายสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชวังหน้า

                หรือส่งให้แก่เจ้าในกรมต่าง ๆ แม้กระทั่งขุนนางข้าราชการอื่น ๆ

                แต่เพราะทรงนึกถึงความรักของพ่อแม่ รวมทั้งไม่ทรงปรารถนาที่จะกระทำอะไรให้แสดงถึงความไม่ไยดีต่อความจงรักภักดีของเหล่าข้าราชการขุนนางทั้งหลาย จึงไม่ประสงค์ที่จะกระทำเช่นนั้น

                แต่ต้องการส่งคืนให้แก่พ่อแม่เพื่อตัวพ่อแม่ทั้งหลายเองจะได้ตัดสินใจใหม่ ว่าจะเก็บลูกสาวไว้ที่บ้าน ปล่อยให้แต่การงานไปเสีย หรือจะเอาลูกสาวนี้ไปมอบถวายให้เจ้านายอื่น ๆ ต่อไป ทรงประกาศต่อไปว่า

                “ท่านทั้งปวงก็ย่อมรู้อยู่แล้ว การในวังเป็นอย่างไร บัดนี้ข้าพเจ้าทำคำประกาศยอมมา บุตรหลานแลญาติของท่านผู้ใดที่เป็นหญิงสาวรุ่นไม่ได้เบี้ยหวัดถึงสองร้อยบาท แลมิใช่ผู้ที่มีความสารกรมขายตัวเป็นทาส หรือกู้เงินเป็นหนี้ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้ายอมคืนให้ตามใจบิดามารดาแลญาติที่พามาถวายจงมารับกลับคืนไป ให้มีผัว หรือจะถวายในเจ้านายใด ๆ หรือจะยกให้ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยก็ตามแต่ใจของท่าน ข้าพเจ้าไม่ติเตือนน้อยใจอันใด ข้าพเจ้ายอมคืนให้โดยสะดวก แลจะไม่กระดากหน้าแก่ผู้ที่ได้ไปนั้นเลย

                ตั้งแต่ปีกุนปีศก จนถึงปีกุนเบญจศกนี้ ผู้หญิงที่เป็นเมียข้าพเจ้าอยู่ก่อน ลาไปมีผัวอยู่ข้างนอกก็หลายคน ผัวของหญิงสาวเหล่านั้นกับข้าพเจ้าก็ดีกันหมด ไม่ได้ขัดเคืองกระดากกระเดื่องกับใคร คนที่เป็นเมียข้าพเจ้าอยู่กอ่น บางคนมีผัวใหม่แล้วกลับมาหาข้าพเจ้าก็พูดจาด้วยดีอยู่

                การเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว เมื่อประกาศแล้วดังนี้ ถ้าบิดามารดาแลญาติไม่สมัครรับไป จะให้หญิงเหล่านั้นทำราชการในวังนี้ต่อไป ก็จะต้องให้เป็นพนักงานทำการนั้น ๆ หรือเป็นทหารมโหฬีแลอื่น ๆ ก็เบี้ยหวัดตามตำแหน่งพนักงานนั้น ชั่งหนึ่งบ้าง ชั่งห้าตำลึงบ้าง ชั่งสิบตำลึงบ้าง ก็จะให้เสมอไปตามการหนักเบา เมื่อบอกออกเมื่อไรก็จะให้ออก

                แต่ที่เด็ด ๆ นั้น ที่เป็นตัวละครสำคัญ ๆ คือ พระเอกนางเอกขอไว้ก่อน พอได้เล่นรับแขกบ้านแขกเมืองไป หรือจะกลับไปไว้ที่บ้านก็ได้ เมื่อมีงานละครหรือแห่แหนอันใดบอกขอแรงมาช่วยก็ได้ เพราะยังเป็นเด็กอยู่ไม่ควรจะมีเจ้าของ

                แต่บุตรพระยาบำเรอภักดิ์พวกหนึ่ง บุตรพระยาบุรุษยรัตน์พวกหนึ่ง เป็นบุตรเก่าเดิมของข้าพเจ้า ได้เป็นเจ้าแผ่นดินก็ดี ไม่เป็นเจ้าแผ่นดินแต่ไปบวชอยู่ก็ดี คนเหล่านี้ข้าพเจ้าเชื่อว่าบิดาของเขานั้นคงให้อยู่กับข้าพเจ้าผู้เดียวไม่ให้ใคร

                เพราะฉะนั้นบัดนี้ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ใคร ใครอย่าจู่โจมล่วงเกินคิดอ่านอย่างไรเข้ามา

                สตรีที่มีบุตรกับข้าพเจ้า ที่เบี้ยหวัดไม่ถึงสองร้อยบาทมีอยู่บ้าง แต่ถ้าบุตรยังอยู่ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ใคร ที่เบี้ยหวัดสองร้อยบาทขึ้นไปบุตรมีก็ดี ไม่มีก็ดี ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่ควรที่ท่านผู้เป็นบิดามารดาแลญาติจะว่าข้าพเจ้าเลี้ยงไม่ดี ข้าพเจ้าจึงตรัสได้ว่าไม่ให้ใคร

                ก็ถ้าแม้คนเหล่านั้นไม่มีบุตร ข้าพเจ้าลดเบี้ยหวัดเสียไม่ถึงสองร้อยบาทเมื่อใด ท่านจงเข้าใจว่าเป็นอันคืนให้ท่านเมื่อนั้นเถิด

                ก็ในที่นอกจากคนที่ข้าพเจ้าว่ากันไว้ดังนี้แล้ว ใครชอบใจจะใคร่ได้ก็จงไปว่ากล่าวสู่ขอต่อบิดามารดาเขาเถิด ข้าพเจ้าไม่ว่า

                ท่านอ่านคำประกาศนี้ พิจารณาความให้เข้าใจ อย่าพาลโลคำประกาศ จู่โจมมาเกี่ยวพาลเบี้ยหวัดสี่ร้อยบาทเขา

                ประกาศมา ณ วันจันทร์ เดือน 10 ขึ้น 14 ค่ำ ปีกุนเบญจศก ศักราช 1225 เป็นวันที่ 4517 ในรัชกาลปัตยุบันนี้”

                        รวมความแล้ว ประกาศนี้ก็มีผลให้จำนวนของหญิงสาวชาววังทั้งหลายนั้น ลดน้อยลงไปในพระบรมมหาราชวัง

                เป็นการกระทำที่แสดงถึงพระเมตตากรุณา ทรงห่วงใยไม่อยากให้เด็กสาวเหล่านี้จะต้องอยู่กันแออัด ไม่มีความสุข และทรงเปิดโอกาสให้เด็กที่ยังเป็นสาวอยู่ ได้กลับไปอยู่กับพ่อแม่ตามเดิม หรือแต่งงานมีผัวเป็นฝั่งเป็นฝาไป

                เรื่องเล่าเกี่ยวกับการปลดปล่อยเด็กสาวชาววังหลวงจึงจบลงเพียงนี้