Get Adobe Flash player

เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงแก้ปัญหาเรื่องเจ้าจอม และนางห้ามล้นพระราชวัง โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

               กรุงสยามในสมัยโบราณนั้น มีประเพณีเก่าแก่อันหนึ่งซึ่งปฏิบัติติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี คือการยกลูกสาวให้แก่ผู้มีบุญวาสนา พ่อแม่ที่มีฐานะต่ำต้อยแต่ลูกมาก เพราะไม่รู้วิธีคุมกำเนิดเช่นสมัยนี้ ก็มีภาระต้องเลี้ยงบุตร และธิดาให้เติบโต

               ลูกชายนั้น เมื่อโตขึ้นก็มีเรี่ยวแรงทำมาหากิน ช่วยเหลือครอบครัว และตนเอง แต่ลูกสาวนั้นน่าห่วงใยมากกว่า เพราะตัวเล็กแรงน้อย จะไปทำงานหนัก ๆ ก็ลำบากทั้งกายและใจ เมื่อเจริญวัยกลายเป็นสาวเป็นนาง พ่อแม่จะนิยมยกให้แก่ขุนนางหรือคหบดีที่ร่ำรวยมั่งคั่ง โดยมีความหวังว่าจะได้รับการเลี้ยงดูให้สุขสบาย และอาจมีผลทางอ้อม คือได้เงินทองมาแบ่งให้พ่อแม่ลืมตาอ้าปากกับเขาบ้าง

               เพราะฉะนั้น ผู้ชายโบราณที่มั่งคั่งหรือมีอำนาจวาสนาจะไม่ต้องไปเที่ยวคอยแสวงหาภรรยาหรอก นั่งอยู่เฉย ๆ ก็จะมีคนเอาลูกสาวมาให้เลี้ยงเป็นเมียอยู่เสอ เป็นที่ทราบกันดีว่าบุคคลที่มียศฐาบรรดาศักดิ์เป็นพระยาหรือเจ้าพระยานั้น มักมีเมียหลวงที่ท่านยกย่องไว้หนึ่งคน เรียกกันว่า ท่านผู้หญิง หรือคุณหญิง และจะมีเมียน้อยเป็นเด็กสาว ๆ อีกประมาณสองโหล เมื่อเจ้าพระยาโกษาปานเดินสำเภาไปเจริญพระราชไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งกรุงฝรั่งเศส และสาวฝรั่งเศสถามท่านว่ามีเมียกี่คน ท่านก็ตอบอย่างหน้าตาเฉยว่า ฉันมีเมีย 22 คน ซึ่งทำให้พวกขุนนางและหญิงชาววังฝรั่งทั้งหลายหัวเราะชอบใจกันใหญ่ และเมื่อนางฝรั่งชาววังคนหนึ่งแกล้งหยอกถามท่านว่า ถ้าเธอจะสมัครเป็นเมียคนที่ 23 ท่านจะรับไว้ไหม โกษาปานก็ตอบอย่างจริงใจว่า ยินดีรับเลี้ยงดู และจะยกย่องให้เกียรติสมแก่ฐานะทุกประการ ฝรั่งเศสเขาบันทึกคำพูดของท่านเจ้าพระยาโกษาปานไว้ว่า

               “เปล่า ไม่เป็นที่รังเกียจมิได้ ถ้าหล่อนจะยินยอมดังนั้นแล้ว เราคงบำรุงเลี้ยงมิได้อนาทรร้อนใจ ถึงอนุภรรยาเรามีสักกี่คน เราจะตั้งหล่อนให้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าเขาทั้งหลายเหล่านั้น ห้องหอที่อยู่กินนอน เราจะจัดให้ดีที่สุด ซึ่งเราสามารถจะจัดได้ ให้สมยศสมตระกูลของหล่อนทุกอย่าง”

               เกี่ยวกับการมีเมียมากถึง 22 คนนั้น ท่านก็อธิบายต่อไปว่า

               “อย่าเพิ่งตกใจก่อน เราจะบอกให้ หล่อนเห็นแปลกในการที่เรามีเมียถึง 22 คน เพราะยังไม่เคยได้ยินว่า ใครในเมืองนี้มีมากถึงอย่างนี้ แต่ในเมืองไทยนั้นไม่มีใครเห็นแปลก ใครจะมีเท่าใดก็ได้ ยิ่งกว่านี้ใครยิ่งมีมาก เขายิ่งนับถือว่าเป็นคนมีบุญวาสนามากต่างหาก ก็เมื่อพื้นบ้านพื้นเมืองนิยมอย่างนี้ใครเล่าจะอาจฝืนความนิยมของเขาได้ ใครทำก็ยากยิ่งกว่ากลิ้งครกขึ้นเขาเสียอีก อย่าว่าที่อื่นไกลเลย ดูเอาแต่ในเมืองฝรั่งนี้เถิด ทุกวันนี้มีธรรมเนียมผัวเดียวเมียเดียวมิใช่หรือ นี่หากจะมีธรรมเนียมใหม่ ให้หญิงคนเดียวมีสามีได้ถึง 22 คน ถ้าเคยเสียแล้วคงไม่แปลกอะไร กลับจะเห็นแปลกที่จะมีคนเดียวเสียอีก”

               ถึงเวลาเลี้ยงอาหาร ขุนนางฝรั่งเศสคนหนึ่งก็อวยพรให้ท่านมีความสุข แล้วยังแสร้งอวยพรต่อ ให้ภรรยาทั้ง 22 คนของท่านมีความสุขด้วย โกษาปานก็ตอบว่า

               “จะมากมิมากก็ตามทีเถอะ เราก็อยู่เป็นสุข ข้อนี้เป็นข้อสำคัญกว่าอะไร ๆ หมด ส่วนเราอวยพรให้ท่าน ก็แทบจะนึกอวยพรให้มีภรรยาถึง 22 คนเหมือนกับเราบ้างเหมือนกัน แต่เกรงใจว่าจะไม่เป็นที่พอใจของภรรยาที่ท่านมีไว้แล้ว หาไม่คงอวยพรแลคงชี้วิธีให้สำเร็จไปตามนั้นแน่ แต่คราวนี้เราของดไว้ก่อนเป็นแต่เพียงกล่าวว่าเจริญเทอญ”

               ฝรั่งในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 นั้น เขาผัวเดียวเมียเดียวกันก็จริง แต่ก็เล่นชู้เปลี่ยนคู่กันมากมายในพระราชวัง ตัวพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เอง ก็ทรงหลับนอนกับหญิงสาวชาววังนับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นในภาคปฏิบัติแล้ว ฝรั่งกับไทยผิดกันตรงที่ว่าฝรั่งเขาพูดอย่างทำอย่าง แต่ไทยเราพูดและทำอย่างเดียวกัน

               ความจริงการมีเมียมาก หรือที่เรียกกันว่า Polygamy นี้ หากจะพิจารณาตามหลักสรีรวิทยาแล้ว ก็ถูกต้องตามธรรมชาติด้วยเหตุผลหลายประการ มนุษย์นั้นผิดแปลกกว่าสัตว์อื่นในโลก คือสามารถผสมพันธุ์สืบสายได้ทั้งปี สัตว์ส่วนมากไม่ว่าจะเป็นนก ปลา หรือสัตว์ 4 เท้าทั้งหลาย จะมี Estrus Cycle หรือเข้าสู้ภาวะ In heat ได้ไม่กี่เดือนต่อปี มนุษย์ชายนั้นผิดกับมนุษย์หญิง ที่มีความต้องการด้านเพศบ่อย และรุนแรงกว่า ตามปกติแล้ว ผู้ชายสามารถสมสู่ร่วมเพศได้ทุกวัน วันละหลายครั้งหลายหน แต่สตรีส่วนมาก โดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้ดี มีความอ่อนโยนและประณีตในลักษณะของชีวิต จะไม่สามารถรับเป็นคู่สู่สมได้ทุกครั้งไป จึงเกิดความไม่สมดุลกันขึ้น บุรุษที่มีภรรยาเพียงคนเดียวก็จะรู้สึกอัดอั้นตันใจ คับคัดใจ จนถึงกับไปมีชู้สาว เที่ยวผู้หญิงไม่ดี หรือหย่าร้างกันไปในที่สุด  ทุกวันนี้ฝรั่งเขาก็หย่ากันเป็นว่าเล่น ในสหรัฐอเมริกา 50-60 เปอร์เซ็นต์ของคู่แต่งงานจะหย่ากัน คนไทยสมัยใหม่เห็นฝรั่งเป็นเทวดา ก็จะทิ้งขนบธรรมเนียมประเพณีเดิม ริอ่านมีเมียคนเดียวกับเขาบ้าง แต่จริง ๆ แล้วมีน้อยคนนักที่จะดำรงภาวะนี้ไว้ได้ ต้องแอบมีเมียน้อย หรือหนีไปเที่ยวสถานเริงรมย์หรืออาบอบนวดที่ขึ้นกันเป็นดอกเห็นอยู่ทั่วประเทศ

               หลักธรรมชาติบ่งไว้ว่า ผู้ที่มีเลือดดี มีคุณภาพของมันสมองและร่างกายสูงส่ง ควรได้โอกาสสืบพันธุ์มากกว่าผู้ที่มีลักษณะต่ำต้อย เพราะฉะนั้นระบบโบราณจึงมีผลดีต่อชาติ คนขนาดเจ้าพระยามีเมียมีลูกมาก ส่วนไพร่และทาสมีลูกน้อย เมื่อวันเวลาผ่านไป จำนวนคนเลือดดีก็จะเพิ่มขึ้น และคนเลือดต่ำมีน้อยลง ทุกวันนี้สถานการณ์กลับเป็นตรงกันข้าม คนที่ดีมีการศึกษา มีฐานะสูง กลับมีลูกเพียงคนสองคน เพราะภรรยาหลวงท่านไม่อยากตั้งครรภ์บ่อย กลัวจะนมหย่อนท้องยานหมดสวย ส่วนภรรยาน้อยก็มีไม่ได้เสียแล้ว จำนวนคนเลือดดีก็จะมีแต่ลดน้อยลงทุกที ในเวลาเดียวกัน พวกคนที่อยู่ตรงจุดต่ำสุดของ Socio-Economic Scale ที่อยู่ในฐานะลำบากยากแค้น เพราะไม่มีคุณวุฒิหรือความสามารถที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต ก็สมสู่กันตามสบาย มีเมีย 5 มีลูก 20 อนาคตของชาติในภายหน้าก็จะเป็นที่น่าวิตก เพราะหมู่คนที่มีคุณภาพของ Genes ต่ำจะเพิ่มจำนวนขึ้นทุกที

               พ้นกรุงศรีอยุธยามาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ผู้ยิ่งใหญ่มีอำนาจวาสนาทั้งหลายก็มีภรรยามากมายเช่นเดิม มีทั้งเมียที่เลือกหามาเอง และเมียที่คนอื่นเขาเอามาให้ ผู้ที่ได้รับการถวายหญิงมากที่สุดคงจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง หนังสือพิมพ์ Bangkok Calendar ลงบทความเกี่ยวกับสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ใน พ.ศ. 2406 ว่า

               “ในปัจจุบันนี้ พระองค์มีพระชายาถึง 34 องค์ แล้วนอกจากนี้ยังมีนางห้ามที่เป็นลูกขุนนางอีกถึง 74 ท่าน ที่บิดาของเขาทูลเกล้าฯถวาย เพื่อเป็นข้าบาทบริจาริกา”

               จากข้อความนี้ เรานับจำนวนมเหสี เจ้าจอมและนางห้ามของสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ 108 คน แท้จริงอาจจะมีมากกว่านั้น เพราะนี่เป็นเพียงตัวเลขใน พ.ศ. 2406 สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงครองราชสมบัติอยู่ถึง พ.ศ. 2411 และเราทราบว่าทรงมีพระโอรสธิดาทั้งหมด 82 องค์

               อีกองค์หนึ่งที่ราษฎรและขุนนางถวายลูกสาวกันมาก คือ สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งถือเป็นพระเจ้าแผ่นดินเหมือนกัน ในรัชสมัยนั้นประทับอยู่ที่วังหน้า กล่าวกันในสมัยนั้นว่า สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ มีพระกายาแข็งแรงอย่างชายชาติทหาร และทรงมีความเป็นอัครบุรุษเต็มที่ จึงมีผู้คนยินดีถวายลูกสาวกันยิ่งกว่าสมเด็จพระจอมเกล้าฯเสียอีก ถ้าเราอ่านพระราชหัตถเลขาของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฉบับหนึ่ง จะพบข้อความอ่านสนุกเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

               “วังหน้า (หมายถึงสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) เปนหนุ่มแข็งแรง ขี่ช้างน้ำมัน ขี่ม้าเทศสูงสามศอกเศษ ยิงปืนทุกวัน ชอบการทหารมาก มีวิทยาอาคมดี ฤาษีมุนี แพทย์หมอมีวิทยานับถือเข้ามาอยู่ด้วยมาก ผู้หญิงก็รักมาก เลี้ยงลูกเมียดี เจ้ากลีบเป็นพระมเหษี เฮอมายิสตี (Her Majesty) ข้างใน ข่าวฤาดังนี้ตลอดทั่วเมืองไทยเมืองลาว แลจีนฝรั่งอังกฤษทั้งปวงไม่ใช่ฤา ฤามาดังนี้ตั้งแต่ข้าพเจ้ายังอ่อนกว่าวังหน้าเดี๋ยวนี้อยู่เหมือนเมื่อแรกเข้ามาอยู่ในวังนี้ ข้าพเจ้าอายุยังอ่อนกว่าวังหน้าในบัดนี้ถึง 4 ปี มันก็ว่าแก่แล้ว ครั้งนี้วังหน้าท่านก็มีอายุแก่กว่าข้าพเจ้าเมื่อแรกเข้ามาถึง 3 ปีเศษแล้ว มันก็ว่ายังหนุ่มอยู่ ท่านเสด็จไปหัวบ้านค้านเมืองที่ใด ก็ได้ลูกสาวเจ้าบ้านผ่านเมืองแลกรมการมาทุกที ไปสระบุรีก็ได้ลูกสาวพระปลัดมา ไปนครราชสีมาก็ได้ลาวมากว่า 9 คน 10 คน ไปพนัศนิคมก็ได้ลูกสาวหลวงปลัดมา ไปราชบุรีเมื่อเดือน 6 นี้ ก็ได้ลูกสาวใครไม่ทราบเลยเข้ามา แต่ข้าพเจ้าไปไหนมันก็ว่าชราภาพ ไม่มีใครให้ลูกสาวเลย ต้องกลับมาแผลงรัง เพราะว่าคร่ำคร่าชราภาพผมไม่สู้ดก ถึงบางยังมีอยู่บ้าง ดำอยู่บ้าง แต่หาได้จับกระเหม่าไม่ แลไกลก็เห็นเปนล้านโล้งโต้งไป ข้าพเจ้าซื้อแก๊ปเขาใส่ อุส่าห์ขี่ม้าเที่ยวเล่น จะให้มันว่าหนุ่ม มันก็ว่าแก่อยู่นั้นเอง ไม่มีใครยกลูกสาวให้...”

               สมเด็จพระจอมเกล้าฯ คงจะค่อนข้างน้อยพระทัย ที่มีผู้คนนิยมยกลูกสาวถวายแก่สมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ มากกว่า ถึงแม้พระองค์เองจะพยายามใส่หมวก Cap ขี่ม้า ให้คนเห็นว่ายังหนุ่มอยู่ และพระชนมายุอ่อนกว่าวังหน้าถึง 3-4 ปี เมื่อทรงส่งคณะราชทูตไทยไปกรุงลอนดอน ก็ยังทรงแสดงความเสียดายที่ไม่สามารถซื้อผู้หญิงฝรั่งมาเป็นนางสนมได้ เหมือนเวลาคณะทูตไทยไปเมืองจีน

               “อนึ่ง ถ้าอังกฤษจะนินทาว่าตื่นก็ควรแล้ว ด้วยเราเปนชาวป่าได้เข้าไปในเมืองสวรรค์ เสียใจอยู่แต่ว่าถึงเปนเมืองสวรรค์แล้ว ผู้ที่ไป เปนแต่ได้ชมนางเทพอัปสรกัญญา แต่จะซื้อมาเหมือนผู้หญิงจีนไม่ได้ ต้องกลับมาแผลงรัง ถึงกระนั้นถ้าซื้อได้แต่เครื่องแต่งนางสวรรค์ มาแต่งนางมนุษย์ของเราที่นี้เล่นบ้าง ก็จะดีอยู่ พอดูเล่นประหลาดๆ”

(อ่านต่อฉบับหน้า)