Get Adobe Flash player

เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงแก้ปัญหาเรื่องเจ้าจอม และนางห้ามล้นพระราชวัง (ตอนจบ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

(ความเดิมตอนที่แล้ว)

                “อนึ่ง ถ้าอังกฤษจะนินทาว่าตื่นก็ควรแล้ว ด้วยเราเปนชาวป่าได้เข้าไปในเมืองสวรรค์ เสียใจอยู่แต่ว่าถึงเปนเมืองสวรรค์แล้ว ผู้ที่ไป เปนแต่ได้ชมนางเทพอัปสรกัญญา แต่จะซื้อมาเหมือนผู้หญิงจีนไม่ได้ ต้องกลับมาแผลงรัง ถึงกระนั้นถ้าซื้อได้แต่เครื่องแต่งนางสวรรค์ มาแต่งนางมนุษย์ของเราที่นี้เล่นบ้าง ก็จะดีอยู่ พอดูเล่นประหลาดๆ”

                แต่ถึงแม้สมเด็จพระจอมเกล้าฯ จะมีคนถวายลูกสาวน้อยกว่าสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ จำนวนเจ้าจอมและนางห้ามก็มีอยู่ล้นพระราชวังหลวง จนไม่รู้ว่าจะเอามาใช้ทำอะไร นอกจากจะปรนนิบัติพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ต่างก็มีหน้าที่อื่น ๆ ตามแต่ความสมควรอาจเย็บปักถักร้อย สอยดอกไม้มาทำพวงมาลัย ทำกับข้าวของคาวของหวาน หรือรำละครมโหรี บางคนที่ถวายมา ก็ไม่มีโอกาสเข้าถึงห้องบรรทมพระเจ้าอยู่หัว ดังจะเห็นได้ในคำประกาศของสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ฉบับที่ 152

                “อนึ่ง ผู้หญิงบ้านนอกขอกนา เปนลูกเลขไพร่หลวงไพร่สมทาสขุนนาง ในหลวงไม่เอาเปนเมียดอก เกลือกจะมีลูกออกมาจะเสียเกียรติยศ แต่เมื่อผู้นำเอาหญิงงาม ๆ มาให้ก็ดีใจอยู่ ด้วยจะให้มีกิตติศัพท์เล่าฤาว่า ยังไม่ชราภาพนัก จึงมีผู้หาเมียให้เท่านั้นดอก จึงรับไว้ แล้วให้หัดเปนลครบ้าง มะโหรีบ้าง เล่นการต่าง ๆ ไปโดยสมควร จะได้ทำหม่นหมองในคนต่ำ ๆ เลว ๆ นั้นหามิได้ ถ้าบิดามารดามาร้องจะขอตัวคืนไป ฤาตัวร้องจะออกเอง ก็ไปง่าย ๆ ดีๆ ผู้หญิงนั้นก็บริสุทธิอยู่ไม่เศร้าหมอง”

                สตรีที่เข้ามาอยู่ในพระราชวังเป็นเจ้าจอมหรือนางห้ามนี้ มีหลายคนที่เบื่อหน่ายคลายความสุขเมื่อวันเวลาผ่านไป แต่ตามกฎประเพณีโบราณตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยานั้น แต่ตามกฎประเพณีโบราณตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยานั้น ก็ต้องทนอุดอู้คุดคู้อยู่ในวังไปตลอดชีวิต สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นเจ้าแผ่นดินที่มีพระทัยเมตตาอารีต่อมนุษย์ทั้งหลาย ทรงพิจารณาสภาพชีวิตของเหล่าเจ้าจอมนางห้ามนี้ จึงทรงประกาศอนุญาตให้มีการขอลาออกจากวังกันได้โดยสะดวก แม้จะแต่งงานมีผัวกันใหม่ก็ทรงยอม ยกเว้นแต่ผู้ที่มีบุตรกับพระเจ้าแผ่นดิน ทรงอนุญาตให้ออก แต่มีผัวใหม่ไม่ได้ เพราะจะเป็นการเสียพระเกียรติของพระเจ้าลูกเธอทั้งหลาย ประกาศฉบับที่ 142 ยกตัวอย่างไว้ว่า

                “ใครๆไม่สบาย จะใคร่กราบถวายบังคม ลาออกนอกราชการ ไปอยู่วังเจ้าบ้านขุนนาง บ้านบิดามารดา จะมีลูกมีผัวให้สบายประการใด ก็อย่าให้กลัวความผิดเลย ให้กราบทูลถวายบังคมลาโดยตรง แล้วก็จะโปรดให้ไปตามปรารถนาโดยสดวกไม่กักขังไว้ แลไม่ให้มีความผิดแก่ผู้นั้นแลผู้ที่จะเปนผัวนั้นเลย ห้ามแต่อย่าให้สนสื่อ หาชู้หาผัวแต่ตัวยังอยู่ในราชการ แต่เจ้าจอมมราดาในพระเจ้าลูกเธอ จะโปรดให้ออกนอกราชการไปมีผัวใหม่ไม่ได้ จะเสียพระเกียรติยศพระเจ้าลูกเธอไป เมื่อจะใครออกนอกราชการ เพียงจะอยู่กับพระเจ้าลูกเธอไม่มีผัวก็จะทรงพระกรุณาโปรด”

                หนังสือพิมพ์ BANGKOK CALENDAR ใน พ.ศ. 2406 ลงข่าวต่อไปว่า

                “แต่ว่าข้าบาทบริจาริกาองค์ใด ประสงค์ที่จะมีความอิสระหวังออกจากพระราชวังเพื่อเสรีภาพในการมีคู่เคียงเรียงหมอนใหม่ ก็มีสิทธิทูลเกล้าถวายฎีกา และพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยาม คือสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงพระกรุณาให้ข้าบาทบริจาริกาเหล่านี้ มีอิสระตามใจชอบได้ เฉพาะในเบื้องต้นแห่งรัชสมัยของพระองค์ ก็ได้โปรดเกล้าฯ ไปถึง 27 ราย”

                ในประกาศของพระเจ้าอยู่หัวฉบับที่ 143 สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงเล่าถึงลักษณะของนางห้ามบางคนที่ลาออก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเหตุผลส่วนตัวทั้งหลายนั้นก็มีต่าง ๆ กัน แต่ในทุกกรณีพระองค์ทรงพิจารณา และอนุญาตให้เป็นไปได้ตามความปรารถนา โดยใช้ความเมตตาเป็นหลัก การที่ทรงปล่อยให้ออกไปนี้ มิใช่เพื่อลดค่าใช้จ่ายในวัง เพราะส่วนมากที่กราบลาออกไป ก็ได้รับเบี้ยหวัดเงินเดือนเลี้ยงชีพตามเดิม

                “มีพระบรมราชโองการ ให้ประกาศแก่ท่านทั้งปวงให้ทราบว่า เพราะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ไว้แต่ก่อน ว่าบรรดาข้าราชการฝ่ายใน แก่สาวปานกลางใด ๆ เว้นไว้แต่เจ้าจอมมราดามีพระองค์เจ้า นอกนั้นถ้าใครจะใครออกนอกราชการเองฤาบิดามารดาจะขอให้ออกนอกราชการ ก็จะโปรดให้ออกโดยสดวก ไม่ห้ามปรามกักขังดังธรรมเนียมเก่าแลที่อื่น ๆ

                ในปีมะเมีย สัมฤทธิ์ศกนี้ มีคนข้างใน 12 คน กราบถวายบังคมลาออกนอกราชการ ไม่รับพระราชทานเบี้ยหวัด ก็โปรดเกล้าฯ ให้ออกโดยสดวก คน 12 คนนั้น มีชื่อตัวแลชื่อบิดาแลกำหนดอายุประมาณดังนี้

                1 เผือก บุตร (หมายถึง บุตรี) พระยาประชาชีพคต อายุ 38 ปี

                2 แสง บุตรพระยาเพชรชฎาน้อย อายุ 39 ปี

                3 หุ่น บุตรพระฤทัย อายุ 23 ปี

                4 ตาด บุตรนายศรีมหาดเล็ก อายุ 37 ปี

                สี่คนนี้ ถวายตัวแต่ในแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว คนที่หนึ่ง ที่สอง เปนเจ้าจอมอยู่งาน คนที่สามยังว่างอยู่ คนที่สี่เปนพนักงานชวาลา

                ครั้งมาถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บัดนี้ ที่หนึ่ง ที่สอง ตกเปนพนักงานชวาลา พนักงานพระสุธารส สองคน ที่สามยกขึ้นมาเปนเจ้าจอมอยู่งาน คนที่สี่คงเปนพนักงานอยู่ตามเดิม บัดนี้ทั้งสี่คนนี้เหนว่าจะได้ความสบายกายสบายใจด้วยออกอยู่นอกพระราชวัง จึงกราบถวายบังคมลาออก ก็โปรดให้ออก

                1 เลี่ยม บุตรพระยาราชภักดีศรีรัตนราชสมบัติ อายุ 21 ปี

                2 พุ่ม บุตรพระยาปรีชาชีพกระต่าย อายุ 16 ปี

                3 กลีบ บุตรพระยาปรีชาชีพกระต่าย อายุ 15 ปี

                4 สังวาล บุตรพระราชสมบัติ อายุ 18 ปี

                5 ปริก บุตรหลวงอุดมจินดา อายุ 16 ปี

                6 เลี่ยม บุตรหลวงอุธยานาธิกรณ์ อายุ 15 ปี

                7 สารภี บุตรขุนบุรินทรเก่า อายุ 15 ปี

                8 พัน บุตรขุนชำนาญคดี อายุ 15 ปี

                แปดคนนี้ ถวายตัวในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ คนที่หนึ่งเปนพนักงานพระแสง ป่วยเปนลมสันดานจึงขอออก ที่สอง ที่สามนั้น เข้ามาถวายเมื่อบิดาตามแล้ว พอเปนเหตุที่จะได้มรดกมากเพราะทำราชการ ครั้งได้มรดกแล้วก็ขอออก ที่สี่ ที่ห้า ที่หก ที่เจ็บ ที่แปด เปนลครมีวิชารู้เต้นรู้รำอยู่ คนที่สี่ ที่ห้านั้น บิดาไม่ยอมให้ออก อยากให้อยู่ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณ แต่มารดามาขอให้ออก ตัวก็อยากออก ก็โปรดให้ออกตามใจตัวแลมารดา ที่หนั้น ว่ากันในพระราชวังว่า หูตาน่ากลัวนัก ขัดใจก็ออกเสีย บิดามารดาก็เหนชอบด้วย ที่เจ็ดนั้น รูปพรรณ์ก็ชอบกลอยู่ ครั้งจะทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงเปนเจ้าจอมอยู่งาน ก็ทรงเหนว่ามีกริยาแง่งอน ศึกษามากเกินการไป ทรงเหนว่าจะเปนที่ชอบใจของคนที่ชอบอย่างนั้นเปนอันมาก จึงโปรดว่าจะออกเสียก็ตามเถิดจึงออกเสีย ที่แผนนั้น เปนคนมือไว ทำความเนือง ๆ ไม่มีใครรับเลี้ยงไว้ ผู้ใหญ่ในพระราชวังบังคับให้ออกเสีย

                คนทั้ง 12 คนนี้ พ้นจากราชการแล้ว ถ้าจะไปถวายตัวในวังเจ้าก็ดี จะรับไว้ก็ได้ จะเข้าฝากตัวในบ้านขุนนาง จะรับไว้ก็ได้ หรือเจ้านายแลขุนนางผู้ใดชอบใจคนใด จะเกลี้ยกล่อมสู่ขอไปจากบิดามารดา เอาไปเลี้ยงเปนนางห้ามเปนภรรยาก็ตามทรงทราบจะทรงยินดีโดยสุจริต ไม่กระดากกระเดื่องเคืองขัดอะไรเลย เพราะมีพระราชประสงค์จะให้ผู้ที่ใคร่ได้ภรรยา แลจะให้ผุ้ที่ออกได้ชื่นชมสมประสงค์ด้วย ครั้งจะยกพระราชทานมาตามทรงพระราชดำริห์ ก็กลัวชายแลหญิงจะไม่ต้องใจกัน แลบิดามารดาของหญิงจะไม่ยินดี ก็จะเปนทีว่าร้อนรนไป พระราชประสงค์จะให้ราชธรรมเนียมใหม่นี้อันนี้ ปรากฏเปนอย่างไปในภายหน้า แลเปนพระเกียรติยศด้วย คนที่ออกไม่ต้องเสียเงินทองอะไร ดังครั้งแผ่นดินก่อน ๆ มาเลย”

                ท่านผู้อ่านจะสังเกตได้ว่า ตอนกราบทูลขอลาออกนั้น นางห้ามหลายคนมีอายุเพียง 15 ปี ซึ่งหมายความว่า ในสมัยโบราณคงจะถวายตัวกันตั้งแต่อายุ 12-13 ปี ส่วนคนบางคนที่ทรงอนุญาตให้ออกไปจากวังนั้น ก็ออกด้วยเหตุผลแปลก ๆ เช่น คนสุดท้ายขี้ขโมย มือไว ชอบลักสิ่งของผู้อื่นมาเป็นของตน จะเลี้ยงต่อไปไม่ได้ ก็ต้องส่งกลับ คนที่เจ็ดนั้นเป็นคนแสนงอน โกรธง่าย และเฉลียวฉลาด ได้รับการศึกษามากเกินควร จึงไม่เหมาะที่จะใช้ชีวิตแบบนางห้ามนางละครอยู่ในวัง คนที่หกนั้น กล่าวว่า หูตาน่ากลัว ซึ่งหมายความว่าเป็นคนอารมณ์ร้าย ชอบทะเลาะเบาะแว้งกับผู้อื่น จนอยู่ในวังต่อไปไม่ไหว เพราะมีแต่เรื่องขัดใจ เข้ากับใครไม่ได้สักคน

                เรื่องนางห้ามล้นวัง จึงพอจะมีเล่าเพียงเท่านี้ ชีวิตของหญิงสาวชาววังทั้งหลาย มีคุณลักษณะดีขึ้น เพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว