Get Adobe Flash player

การประชวร และสวรรคตของสมเด็จพระนางโสมนัสวัฒนาวดี โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

                เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่สี่ ขึ้นครองราชย์ ได้ทรงอภิเษกกับเจ้าฟ้าหญิงองค์หนึ่ง ซึ่งขณะนั้นมีพระชนม์เพียง 16 ปี สมเด็จพระจอมเกล้าฯเองนั้น มีพระชนมายุ 48 พรรษาแล้ว จึงห่างกันถึง 32 ปี

                สมเด็จพระนางโสมนัสวัฒนาวดีนี้ เป็นพระธิดาของพระองค์เจ้าชายลักขณานุกุล โอรสของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่สาม และเจ้าจอมมารดาบาง แต่พระองค์เจ้าชายลักขณานุกุลนี้ สิ้นพระชีพตั้งแต่อายุเพียง 23 ปี เพราะเหตุใดผู้เขียนไม่ทราบ ขณะที่พระธิดาเพิ่งเจริญวัยได้เพียงหกเดือนเท่านั้น

                สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ จึงทรงมอบให้ประยูรญาติที่มีศักดิ์เป็นป้ารับไปเลี้ยงดูต่อ แต่ต่อมาไม่นานพระองค์หญิงวารศรีนี้ ก็สิ้นพระชนม์เช่นเดียวกัน สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงสงสารเป็นอย่างมาก เพราะเกิดมาต้องขาดผู้อุปการะถึงสองท่านตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ จึงทรงรับหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูด้วยพระองค์เอง เมื่อเติบโตขึ้นก็ทรงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าฟ้าหญิง มีตำแหน่งฐานะสำคัญอยู่ในพระราชวัง

                ครั้งสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ สิ้นพระชนม์ลงใน พ.ศ. 2394 เหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลายเห็นว่า พระนางเจ้าโสมนัสทรงขาดผู้อุ้มชูอุปการะอีกวาระหนึ่ง จึงพร้อมกันถวายพระนางต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่ อภิเษกสมรสและสถาปนาขึ้นเป็นพระราชินีแห่งกรุงสยาม แต่ก็เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่ทรงดำรงตำแหน่งเป็นพระราชินีองค์แรกของสมเด็จพระจอมเกล้าฯอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งปี ก็ประชวรหนักและสิ้นพระชนม์ไปในที่สุด

                การอภิเษกสมรสนั้น จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 เดือนมกราคม พ.ศ. 2395 เป็นพิธีใหญ่โตมโหฬาร มีอาคันตุกะสำคัญจากต่างประเทศมาร่วมชื่นชมพระบารมีกันมาก สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงบันทึกไว้เป็นภาษาอังกฤษว่า

                “The ceremony of the royal nuptial and coronation took place on the 2nd of January, 1852 his majesty being then forty-eight and the queen sixteen years of age.  Since she was married and crowned in full dignity as queen consort, she was respected both in private and in public, and was treated with the highest honor by the whole Siamese nation, and often received respectful compliments and presents from the adjacent tributary communities, and even friendship presents from certain noble persons and gentlemen of foreign countries who were formerly correspondents of his majesty, the present king, so that she was well and happy for six months, in what time she become with child in due course of nature.  But alas! It was the pleasure of Superagency (God, merits and demerits, demons, etc., according to different faiths) that it should be otherwise; and unfortunate event befell her, and she became ill of a fatal disease…”

                ถึงวันที่ 25 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2395 ขณะตั้งพระครรภ์ได้แล้วหลายเดือน ก็มีโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นต่อพระนางจริง มีอาการปวดตรงกลางพระนาภี (ท้อง-ตรงสะดือ) อย่างรุนแรง ทรงอาเจียนติด ๆ กัน พวกหมอไทยในวังช่วยกันถวายการรักษาด้วยหยูกยาแผนโบราณ ก็ดูได้ผลดี เพราะอาการปวดท้องและอาเจียนบรรเทาจนหายขาดไป

                แต่เพียงหนึ่งเดือนกับสิบวันต่อมา อาการของโรคก็กลับมาอีก ในเวลาเดียวกันก็ทรงปวดท้องน้อย มดลูกบีบตัวจนทำให้ทรงคลอดทารกออกมาก่อนกำหนด เราทราบว่าได้ทรงอภิเษกสมรสกับพระเจ้าอยู่หัวเมื่อต้นเดือนมกราคม เพราะฉะนั้นหากตั้งพระครรภ์ทันที แท้จริงแล้วคงจะตั้งพระครรภ์ หลังจากเดือนมกราคมมากกว่า เพราะจากบันทึกของพระเจ้าอยู่หัว ดูเจ้าฟ้าชายที่ประสูติออกมานั้นจะเป็นทารกแบบ Premature มาก เพราะไม่มีกำลังแม้แต่จะหายใจ ทรงชีวิตอยู่ได้เพียงสามชั่วโมงก็สิ้นพระชนม์ เจ้าชายองค์น้อยนี้มีพระนามว่า สมเด็จเจ้าฟ้าชายโสมนัส สมเด็จพระจอมเกล้าทรงบันทึกต่อไปว่า

                “On the 21st of August (at 1 p.m.) her majesty was safely delivered of a male royal infant.  Her royal son was alive, but very feeble, crying and giving the usual signs of infantile life.  A great many persons of royalty and nobility were immediately assembled with the officers of the palace, and welcomed the royal heir’s arrival by birth, with the highest order of music, and other demonstrations of joy.  The made its bed in the golden seat covered with white, and surrounded with valuable royal weapons, a book, pencil; and in accordance with the ancient royal custom.  Alas, the weak royal infant only lived three hours after its birth.  It died at 4 p.m., on the same day, its life being but a brief one.  The officers then secretly carried away the body, letting her majesty believe that it was well, and in another room, as her former sickness was still on her.”

                        ถึงแม้เหล่าข้าราชการขุนนางทั้งหลาย จะพยายามปกปิดข่าวการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จเจ้าฟ้าชายโสมนัส ไม่ให้พระมารดาทรงทราบ พระนางเจ้าโสมนัสก็ยังประชวรหนักขึ้นอีก คืนนั้นทรงอาเจียนจนหมดสติเกือบสิ้นพระชีพ เหล่าแพทย์หลวงพยายามช่วยกันถวายการรักษาจนฟื้นขึ้น แต่ก็ยังอาเจียนอยู่ทุกห้านาทีสิบนาที ไม่ได้ทรงพักผ่อนบรรทมแม้แต่ครึ่งชั่วโมง

                เรามีหมอแผนตะวันตกอยู่เหมือนกัน คือ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท สามารถถวายยาแบบแผน Homeopathic Medicine ของฝรั่งเขา ซึ่งมีผลให้การอาเจียนพอจะบรรเทาลงไปบ้าง แต่ไม่ถึงกับหายสนิท

                ถึงวันที่ 23 สิงหาคม หลังจากทรงคลอดพระโอรสได้สองวัน ฝ่ายแพทย์ไทยทั้งหลายต่างก็หมดปัญญาประชุมกันแล้วตกลงว่า จะต้องลองหมอที่เป็นฝรั่งมังค่าดูบ้าง จึงไปเชิญหมอบรัดเล่ย์ (Bradley) ซึ่งเป็นแพทย์สำเร็จจากประเทศอเมริกามาเผยแพร่ศาสนาคริสตังอยู่ที่กรุงสยาม

                หมอบรัดเล่ย์นี้ก็นิยมแผน Homeopathic Medicine เช่นเดียวกัน เป็นแบบแผนการรักษาที่สมัยนี้เขาเลิกกันไปแล้วเป็นส่วนมาก เพราะให้ยาน้อยมาก ว่ากันทีลิหยดสองหยดไม่น่าจะมีประสิทธิภาพอะไร แต่ในสมัยโบราณ แม้แต่ประเทศอเมริกาเอง ก็นิยมหลักการแพทย์แบบนี้กันมาก

                เมื่อหมอบรัดเล่ย์รับหน้าที่ถวายการรักษา เขาก็ขอไม่ให้พระนางอยู่ไฟอีกต่อไป เขาไม่ชอบการอยู่หน้าไฟของคนไทยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะมองไม่เห็นว่า การที่ให้มารดาคลอดใหม่ต้องนอนทนทุกข์ทรมานอยู่หน้ากองไฟเป็นเวลาตั้งหนึ่งเดือนนั้น จะมีประโยชน์ได้อย่างไร ในประเทศของเขาไม่เคยมีการสั่งสอนให้ทำเช่นนี้ เขาถือว่าเราเป็นชาติป่าเถื่อนจะต้องทำอะไรผิดหลักเกณฑ์เป็นธรรมดา

                ความจริงการอยู่หน้าไฟ ซึ่งเป็นขนบธรรมเนียมของไทยมาแต่สมัยโบราณนี้ เราคนสมัยใหม่พอจะเข้าใจได้ว่า มีประโยชน์และให้ผลดีแก่มารดาไม่น้อย

                ประการแรก หน้ากองไฟนั้นเป็นที่สะอาด เพราะไฟเผาผลาญเชื้อโรคและสิ่งสกปรกรอบด้าน ส่วนของเรือนที่มีกองไฟอยู่ จึงเป็นส่วนสะอาดที่สุดของบ้าน

                ประการที่สอง แรงไฟนั้นอบร้อนทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น เราทราบดีว่า อุณหภูมิสูงของร่างกายมีส่วนต่อสู้เชื้อโรคบัคทีเรียและไวรัสทั้งหลาย

                อะไรที่คนปฏิบัติติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายร้อยหลายพันปีนั้น ไม่ควรทำลายเลิกทิ้งเสียโดยไม่มีเหตุผล เพราะสิ่งเช่นนี้ดำรงอยู่ได้ เพราะมันมีประสิทธิภาพ มิฉะนั้นคนก็จะเลิกกันเองไปนานแล้ว

                พระนางเจ้าโสมนัสนั้น ทรงปรารถนาที่จะอยู่ไฟต่อไป แต่ทรงยอมลองเสวยยาที่หมอบรัดเล่ย์ถวาย ยานั้นก็ให้กันทีละหยดสองหยด ตามหลักการของ Homeopathic Medicine ผสมใส่น้ำหนึ่งแก้วให้คนไข้ดื่ม พระอาการก็กระเตื้องขึ้นบ้างเล็กน้อย แต่ยังทรงอาเจียนและมีไข้ขึ้นสูง พระกายาอ่อนเพลียลงทุกที

                ถึงวันที่ 28 สิงหาคม ครบกำหนดเจ็ดวัน หลังจากทรงคลอดเจ้าฟ้าชายที่สิ้นพระชนม์ในวันประสูติ จึงมีการทำบุญกันในพระราชวังตามประเพณีทั้งพระเจ้าอยู่หัว และพระราชินี ซึ่งตอนนี้ทรงทราบแล้วว่าพระโอรสสิ้นชีวิต จึงจัดเลี้ยงพระสงฆ์ และโปรยเงินโปรยทองให้แก่ประชาชน เป็นการทำบุญทำทาน แผ่บุญกุศลให้แก่เจ้าฟ้าองค์น้อยที่ได้ดับพระชีพไปแล้ว  (อ่านต่อฉบับหน้า)