Get Adobe Flash player

การประชวร และสวรรคตของสมเด็จพระนางโสมนัสวัฒนาวดี (ตอนจบ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

                (ความเดิมตอนที่แล้ว)

                ถึงวันที่ 28 สิงหาคม ครบกำหนดเจ็ดวัน หลังจากทรงคลอดเจ้าฟ้าชายที่สิ้นพระชนม์ในวันประสูติ จึงมีการทำบุญกันในพระราชวังตามประเพณีทั้งพระเจ้าอยู่หัว และพระราชินี ซึ่งตอนนี้ทรงทราบแล้วว่าพระโอรสสิ้นชีวิต จึงจัดเลี้ยงพระสงฆ์ และโปรยเงินโปรยทองให้แก่ประชาชน เป็นการทำบุญทำทาน แผ่บุญกุศลให้แก่เจ้าฟ้าองค์น้อยที่ได้ดับพระชีพไปแล้ว

                หลังจากพิธีนี้สุดสิ้นลง พระอาการของพระนางเจ้าโสมนัสก็ทรุดหนักลงอีก คราวนี้เวลาทรงอาเจียนมีน้ำดีออกมาทางพระโอษฐ์ หมอบรัดเล่ย์จึงกราบทูลขอให้ออกจากไฟอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเขาจะได้ถวายการรักษาได้ถูกต้องเต็มที่ คราวนี้ยาของแพทย์อเมริกันผู้นี้มีประสิทธิภาพเหมือนกัน เพราะอยู่ ๆ อาการอาเจียนก็ลดลง แม้แต่ไข้ก็หายไป แต่พระองค์ไม่สามารถจะเสวยพระกระยาหารได้ ทรงซูบผอมและอ่อนเพลียลงทุกวัน

                ถึงวันที่ 11 เดือนกันยายน มีผู้ที่เฝ้าอยู่ใกล้ชิดสังเกตว่าพระบาทนั้นบวมขึ้นมาทั้งสองข้าง ก็ตกอกตกใจกันใหญ่ เลยบอกเลิกหมอบรัดเล่ย์ เพราะองค์พระราชินีเองก็ไม่ค่อยจะทรงมีศรัทธาในตัวหมอฝรั่งคนนี้เท่าไหร่ แต่เมื่อให้หมอหลวงที่เป็นคนไทยรักษา ก็ทรงเริ่มอาเจียนเป็นสีเหลืองปนสีดำอีก หายใจขัดไม่สะดวกและเจ็บที่พระทรวงเป็นอย่างมาก ลงท้ายก็ต้องตามหมอบลัดเล่ย์กลับมาอีก เพราะหมอไทยทั้งหลายต่างหมดปัญญายอมแพ้ไปตาม ๆ กัน

                แต่คราวนี้แม้แต่หมอฝรั่งก็ช่วยไม่ได้ เพราะพระกายาเริ่มออกสีเหลือง ซึ่งเป็นสีของดีซ่าน พระทัยนั้นเต้นแรงและเร็ว ทรงมีอาการเพ้อคลั่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงประกาศเป็นทางการว่า ผู้ใดสามารถรักษาสำเร็จจะได้รับรางวัลเป็นเงินถึง 134,400 บาท

                เงินนี้เป็นจำนวนมากนัก จึงมีหมอไทยคนหนึ่งเสนอตนมารักษา พอเข้าเฝ้าดูพระอาการ ก็ร้องว่าทำไมไม่ประทับอยู่หน้าไฟตามที่ควร โทษว่าหมอฝรั่งทำผิด แต่หลังจากถวายพระโอสถได้ไม่นาน พระนางเจ้าโสมนัสก็ทรงเพ้อคลั่ง ร้องเสียงดังโอดครวญ บิดพระกายไปมา น่าสงสารยิ่งนัก

                พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯกริ้วหมอไทยผู้นี้ ตรัสว่าต้องการรางวัลมากกว่ามีความสามารถและความรู้จริง จึงทรงไล่ออกจากพระราชวัง และให้หมอบรัดเล่ย์ทำการรักษาต่อไป

                ถึงวันที่ 1 เดือนตุลาคม พระเนตรของพระนางก็ค้าง มีหนองและเลือดทะลักออกมาจากพระนาภีตรงกลางสะดือ ความจริงก็แทบจะหมดพระสติไปแล้ว ไม่มีใครได้ยินเสียงพระนางอีก พระกายก็ไม่เคลื่อนไหวเท่าไร ดูเหมือนทรงพระบรรทมหลับ เพียงแต่พระเนตรนั้นค้าง ไม่ยอมปิดลงเท่านั้น

                สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักดีว่า พระราชินีจะดำรงพระชีพอยู่ต่อไปได้อีกไม่กี่วัน จึงทรงจัดให้ถวายผ้าเหลืองและสิ่งของอื่น ๆ แก่พระ ซึ่งก็ต้องประคับประคองกันด้วยความยากลำบาก เพราะทรงอ่อนเพลียและพระสติก็แทบไม่ติดอยู่กับตัวแล้ว มีพิธีสวดมนต์ทำบุญเลี้ยงพระถึงวันที่ 10 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2395 เวลาหกโมงเย็น สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีก็เสด็จสวรรคต

                พระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระราชินีองค์แรกในรัชกาลที่สี่ ทรงพระประชวรและสิ้นพระชนม์ด้วยโรคอะไรนั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับแพทย์สมัยใหม่ เราทราบจากคำประกาศของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเองว่า ก่อนการอภิเษกสมรสนั้น พระนางเจ้าทรงแข็งแรงและมีสุขภาพดีมาก หลังจากเป็นพระราชินีได้ไม่นาน ก็เริ่มมีการไออย่างแรงติดๆ กัน ครั้งทรงตั้งครรภ์ ก็มีอาการอาเจียนเกิดขึ้น ซึ่งในสามเดือนแรกก็ถือว่ามาจากแพ้ท้องได้ แต่เมื่อทรงอุ้มท้องต่อมาอีกหลายเดือน การอาเจียนก็ไม่หยุดยั้งลง มีความปวดพระนาภี พระวรกายผ่ายผอมทรุดลง จนในที่สุดทรงให้กำเนินแก่พระโอรสก่อนกำหนด เจ้าฟ้าชายโสมนัสจึงสิ้นพระชนม์ภายในเวลาเพียงสามชั่วโมง ส่วนพระมารดาเองนั้น ก็ทรงอาเจียนต่อไปทั้งเสวยพระกระยาหารไม่ได้ หมอฝรั่งหมอไทยถวายการรักษาก็ไม่สำเร็จ ต่อมาไม่นานมีไข้ขึ้นสูง และอาเจียนนั้นเป็นน้ำดีผสมน้ำย่อย ซึ่งภายหลังออกเป็นสีดำปนเหลือง แปลว่ามีหนองและเลือดเก่าปนอยู่ ก่อนจะสิ้นสวรรคตนั้น ถึงกับมีหนองและเลือดทะลุออกมาจากกลางพระนาภี พระบาทบวมพระวรกายเป็นสีเหลือง ลงท้ายก็พระเนตรค้าง หมดสติสิ้นพระชีพไปในที่สุด

                การอาเจียนติดต่อกันเป็นเวลานาน หลังจากทรงคลอดแล้วนั้น เป็นเพราะลำไส้ตัน และจะต้องตันส่วนหลังไส้ที่เรียกว่า Duodenum จึงมีน้ำดีอยู่ในอาเจียน หนองออกจากพระนาภีเพราะเชื้อโรคก่ออาการอักเสบ พระบาทบวมเพราะขาดโปรตีนจากอาหาร และพระทัยกำลังจะวาย พระกายเป็นสีเหลืองมีดีซ่านเพราะตับถูกเชื้อโรคเข้าทำลาย เชื้อโรคนี้อาจจะเข้าถึงมันสมอง ทำให้เกิดอาการเพ้อคลั่ง เจ็บปวดพระเศียร ทรมานจนในที่สุดหมดสติ พระเนตรค้าง ตรัสอะไรไม่ได้ การอักเสบภายในลำไส้นั้น เมื่อลุกลามมากขึ้นทุกที ความดันในพระนาภีสูงขึ้น ก็เกิดการปริแตกแยกออกที่สะดือ จึงมีเลือดและหนองทะลักออกมาก่อนสิ้นพระชนม์

                ปัญหามีอยู่ว่า อะไรคือตัวเชื้อโรคที่ทำให้พระราชินีองค์แรกในรัชกาลที่สี่ต้องสิ้นพระชนม์ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 17 ชันษา เราทราบจากประวัติศาสตร์ว่า เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ขึ้นครองราชย์ ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าฟ้าหญิงที่มีพระชนมายุน้อยสององค์ และทั้งสองพระองค์ก็ทรงเสียชีวิตภายในเวลาอันสั้น องค์แรกคือพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีที่เขียนเล่าในเรื่องนี้ องค์ที่สองคือ พระนางเจ้ารำเพยภมราภิรมย์ ซึ่งสมรสกับพระจอมเกล้าฯ ได้ไม่กี่ปีก็มีพระอาการไอและอาเจียนออกมาเป็นเลือด สิ้นพระชนม์เมื่ออายุเพียง 28 ชันษา สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ทรงบันทึกเกี่ยวกับการประชวรของพระราชินีองค์นี้ไว้ว่า

                “...แต่แม่รำเพย ตั้งแต่คลอดบุตรชายภาณุรังษีสว่างวงศ์มาแล้ว ป่วยให้ไอและซูบผอมมากไป กลัวจะตั้งวัณโรคภายใน”

                เรื่องการประชวรของพระนางเจ้ารำเพยภมราภิรมย์นี้ ผู้เขียนเคยเขียนลงมาก่อนแล้ว และได้วิจัยว่า พระอาการของพระองค์ทำให้นึกถึงวัณโรคจริง แต่เมื่อได้ค้นอ่านเห็นสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงบันทึกต่อไปว่า

                “ครั้งวันพฤหัสบดี ขึ้นหนึ่งคำเดือนสิบ เวลาเช้า แม่เพยไออาเจียนเป็นโลหิตออกมามาก ออกทางจมูก ออกทางปาก ได้ตัวสัตว์ออกมากับทั้งโลหิตตัวหนึ่งมีอาการคล้ายตัวหนอนเล็กหางสามแฉก”

                ผู้เขียนจึงเกิดความสงสัยว่า อาจจะเป็นโรคพยาธิในปอด ความจริงแล้วอาจประชวรเป็นวัณโรค และมีพยาธิอยู่ในปอดด้วยก็ได้ เพราะการไปเป็นเลือดนั้น เป็นอาการสำคัญของวัณโรคโดยแท้ จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าพระราชินีผู้อ่อนเยาว์ทั้งสองพระองค์ ทรงประชวรและสิ้นพระชนม์ด้วยโรควัณโรค โดยพระองค์แรกคือ พระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีทรงเริ่มเป็นที่ปอด ทำให้มีอาการไอ และแผ่ไปที่ลำไส้ เป็นวัณโรคที่เรียกว่า Intestinal Tuberculosis ส่วนพระนางเจ้ารำเพยภมราภิรมย์นั้นทรงเป็น Pulmonary Tuberculosis ขนาดหนัก ถึงกับเส้นเลือดในปอดแตก เลือดตกจนสิ้นพระชนม์

                วัณโรคนี้เกิดจากเชื้อโรคที่เรียกว่า Mycobacterium Tuberculosis มักติดต่อจากผู้อื่นที่มีเชื้อโรคนี้อยู่ในตัว เริ่มแรกตัวเชื้อโรคนี้จะเข้าปอด ทำให้มีอาการไอ น้ำหนักลดซูบผอม มีไข้ขึ้น และเหงื่อออกเวลากลางคืน เมื่อเชื้อโรคแผ่จากปอดลุกลามมาที่ลำไส้ จะเกิดอาการอักเสบจนลำไส้เล็กนั้นบวมตัน ทำให้อาเจียนไม่หยุด รับอาหารไม่ได้ เมื่อไส้ปิดตันและอาการอักเสบกำเริบขึ้น ก็จะมีหนองปนเลือดคั่งตัวอยู่ในลำไส้ จนความดันขับให้มันทะลุออกมาภายนอก เมื่อเชื้อโรคเข้าตับจะเป็นดีซ่านตัวเหลือง หากเชื้อโรคเข้าสมองในลักษณะของ Tuberculous Meningitis คนไข้ก็จะเพ้อหมดสติ จนสิ้นชีวิตไปในที่สุด

                หากพระราชินีทั้งสองทรงประชวร และสิ้นพระชนม์เพราะวัณโรคจริง เราก็ต้องถามต่อไปว่า ทรงติดวัณโรคมาจากใคร เราทราบว่าก่อนอภิเษกสมรสกับพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงมีสุขภาพดี พระกายาแข็งแรงกันทั้งสองพระองค์ จึงทำให้คิดว่าจะติดจากพระสวามีได้หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ทำไมพระสวามีจึงทรงแข็งแรงและไม่มีอาการอะไรเลย ตามหลักแพทย์ศาสตร์แล้ว ก็เป็นไปได้ที่บุคคลผู้หนึ่งจะมีเชื้อวัณโรคอยู่ในตัว แต่มีความต้านทานแข็งแรงจนไม่มีอาการอะไร เมื่อบุคคลผู้นี้ใกล้ชิดทางกายกับเด็กอายุน้อยที่ยังไม่มีความต้านทางโรควัณโรค ผู้นั้นอาจจะติดโรคได้อย่างรุนแรงจนเสียชีวิต พระราชินี้ทั้งสองพระองค์มีพระชนมายุเพียง 16 ปี เมื่อขึ้นครองประเทศสยาม ส่วนสมเด็จพระจอมเกล้าฯนั้นมีพระชนม์ถึง 48 ปี หากมิได้ทรงติดโรคนี้จากพระสวามี ก็อาจจะได้เชื้อนี้มาจากผู้รับใช้ที่ใกล้ชิดติดตาม หลังจากเป็นพระราชินีและมาประทับอยู่ในวังหลวง

                พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเศร้าโศกพระทัยเป็นอย่างมาก เมื่อพระราชินีองค์แรกเสด็จสวรรคต ทรงประกาศเป็นภาษาอังกฤษให้ชาวต่างประเทศในกรุงสยามได้ทราบรายละเอียด เป็นข้อความมีชื่อว่า An account of the most lamentable illness and death of her young and amiable majesty.  The Queen Somanass Waddhanawathy, the lawful royal consort of his most gracious majesty Somdeth Phra Paramender Maha Mongkut. ตอนหนึ่งทรงกล่าวเป็นภาษาอังกฤษว่า

                “Her most amiable and youthful majesty the late Somanass Queen Waddhanawathy was the beloved and adopted royal daughter of his majesty Somdetch Phra Nang Klau, C.Y.H., the late King of Siam, since her infancy.  At the thirteenth year of her age she was dignified to the highest rank of royal daughter, called Chua-fa and became the queen consort of his present majesty Somdetch Phra Paramender Maha Mongkut Phra Chom Klau Chau Yu Hua on the commencement of this present year, and lived happily with her much-esteemed and lawful royal husband, the King of Siam, for only seven months, from January to July, and from the 10th of August to the 10th of October, being sixty-two days and nights, her majesty was ill, making nine months and a few days that she lived as queen consort.

                        Her majesty’s death happening in her youth and amiableness, and after such great prosperity and happiness which she enjoyed but for a short time, was much lamented and bewailed by his majesty, by the people of the city, and by foreigners of tributary countries”

                        เรื่องการประชวรและสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระราชินีองค์แรกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงจบลงเพียงเท่านี้