Get Adobe Flash player

การประชวรของสมเด็จพระนางเจ้ารำเพยภมราภิรมย์พระราชินีในรัชกาลที่สี่ โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

               ใน พ.ศ. 2367 สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคตโดยมิได้รับสั่งไว้ว่า เจ้าชายองค์ใดควรได้รับราชสมบัติต่อ

               เหล่าข้าราชการผู้ใหญ่และพระญาติวงศ์จึงต้องประชุมกันเคร่งเครียด เพื่อตัดสินว่าสมควรถวายราชบัลลังก์แก่ผู้ใดต่อไป

               เจ้าฟ้าชายที่มียศสูงสุดขณะนั้นคือสมเด็จเจ้าฟ้าชายมงกุฎ (ซึ่งภายหลังจะเป็นสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) แต่พระองค์เป็นโอรสองค์ที่ 43 พระโอรสองค์แรกคือ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เจ้าชายผู้นี้มีพระชนม์ 37 ปี แก่กว่าเจ้าฟ้ามงกุฎถึง 16 ปี มีอำนาจวาสนาและเป็นที่เคารพเกรงขามของเหล่าขุนนางและพระบรมวงศานุวงศ์

               ผู้ร่วมประชุมทั้งหลายจึงพร้อมใจกันถวายตำแหน่งเจ้าครองสยามให้แก่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ราชาภิเษกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2367 เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3

               เจ้าฟ้ามงกุฎเองนั้น จึงตกอยู่ในฐานะลำบาก เพราะถึงแม้จะอยู่ในวังเฉยๆ ไม่ทำอะไร ก็ยังอาจจะเป็นที่วิตกกังวลพระทัยของสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ได้ เพื่อให้สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ แน่พระทัยว่าพระองค์ไม่มีความประสงค์ที่จะแย่งชิงราชสมบัติ เจ้าฟ้ามงกุฎจึงออกผนวชเป็นภิกษุที่วัดมหาธาตุ และภายหลังย้ายไปประทับอยู่ที่วัดราชาธิวาส ทรงผนวชเป็นพระอยู่ถึง 27 ปี จึงได้สึกออกมาเป็นเจ้าแผ่นดินเมื่อรัชกาลที่ 3 สวรรคตในพ.ศ. 2394

               ในหนังสือประวัติศาสตร์สากลเล่มที่ 5 หลวงวิจิตรวาทการ ท่านบันทึกเหตุการณ์เกี่ยวกับสมเด็จเจ้าฟ้าชายมงกุฎไว้ดังนี้

               “ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ฝากชีวิตไว้ในศาสนามากที่สุดได้ทรงผนวชเป็นสามเณรอยู่ 7 เดือน และเป็นภิกษุอยู่ถึง 27 ปี

               ได้ทรงผนวชเป็นภิกษุในปีพุทธศักราช 2367 เมื่อพระชนม์ได้ 21 พรรษา และในเวลาที่ยังเป็นรัชสมัยของพระชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ก่อนที่จะได้ทรงผนวช ก็ได้ทรงมีพระชายา และมีพระโอรสสองพระองค์อยู่แล้ว แต่ทรงเลื่อมใสในทางศาสนา และทรงศึกษาพระปริยัติธรรมมาแต่ก่อนที่จะทรงผนวช

               และการที่ทรงสละฆราวาสสมบัติออกทรงผนวชนั้น ถึงแม้อาจจะมีเหตุอื่นประกอบอยู่บ้าง เช่น เพื่อมิให้สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงระแวงว่าจะแย่งราชสมบัติ ก็ได้ทรงสนพระทัยในวัตรปฏิบัติถึงกับทรงระแวงว่า ศาสนวงศ์ซึ่งเป็นจลาจลมาแต่ครั้งกรุงเก่านั้น อาจไม่บริสุทธิ์เสียแล้ว ทรงสลดใจอยู่อย่างนี้ จวนเจียนจะทรงลาสิกขาบท เผอิญได้ทรงพบพระรามัญองค์หนึ่ง ซึ่งมีความรู้กว้างขวางในธรรมวินัยมากล่าวศาสนวงศ์ชี้แจงให้ทรงเกิดความเลื่อมใส จึงทรงรับเอาวินัยวงศ์นั้นเป็นข้อปฏิบัติสืบมา

               ได้ทรงศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักวัดมหาธาตุ ทรงสอบไล่ได้ประโยคห้าในชั่วเวลาสามวัน คือวันแรกทรงสอบประโยคหนึ่งถึงสาม วันที่สองทรงสอบประโยคสี่ และวันที่สามทรงสอบประโยคห้า ต่อนั้นมาก็ทรงสั่งสอนกุลบุตรให้เล่าเรียนเป็นอย่างดี

               ภายหลังได้เสด็จไปประทับอยู่วัดราชาธิวาส ทรงตั้งธรรมยุติกายขึ้น ทำให้ภิกษุสงฆ์พวกเก่าได้นามว่ามหานิกาย ได้เสด็จไปในจังหวัดต่าง ๆ โดยมิได้ใช้ยวดยานอย่างหนึ่งอย่างใด ทรงเริ่มศึกษาภาษาอังกฤษเมื่อพระชนม์ได้ 40 เศษ

               เมื่อสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว พระบรมวงศานุวงศ์และมุขมนตรีทั้งหลายก็แลเห็นว่า ไม่มีใครจะสามารถยิ่งไปกว่าพระองค์ ในการที่จะครอบครองแผ่นดินสืบไป จึงได้พร้อมกันทูลอัญเชิญให้ลาผนวชออกมาครองราชสมบัติ”

               เราได้ทราบจากข้อความของหลวงวิจิตรวาทการนี้ ว่าสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงมีพระชายาแล้วองค์หนึ่ง และได้มีโอรสสองพระองค์ก่อนเกิดเหตุจำเป็นทำให้ต้องทอดทิ้งครอบครัวไปผนวชเป็นภิกษุอยู่ถึง 27 ปี กว่าจะสึกออกมาก็มีพระชนม์ร่วม 48 ปีแล้ว

               เราทราบจากประวัติศาสตร์ว่า เมื่อขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินสยาม สมเด็จพระจอมเกล้ามิได้ทรงกลับไปหาพระชายาองค์เก่า แต่ทรงอภิเษกสมรสกับพระธิดาของกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ และยกกุลสตรีอายุเพียง 16 ปีนี้ขึ้นเป็นพระราชินี มีพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้ารำเพยภมราภิรมย์

               การที่ทรงเลือกสตรีอื่นขึ้นเป็นราชินีนี้ คงกระทบกระเทือนจิตใจพระชายาองค์เก่าไม่น้อย เพราะเคยเป็นคู่ร่วมชีวิตกันมาก่อน และเมื่อโชคชะตาบังคับให้ต้องพรากจากกันเป็นเวลานานถึง 27 ปี เธอก็มิได้เอาใจออกห่าง ได้แต่ถวายความจงรักภักดีอยู่ไม่ขาด จึงเป็นเรื่องน่าสงสาร ที่เมื่อพระสวามีได้เป็นถึงพระมหากษัตริย์ ตนเองกลับถูกทอดทิ้งอยู่เบื้องหลัง

               มีเรื่องเล่าไว้ในประวัติศาสตร์ว่า หลังจากสมเด็จพระจอมเกล้าฯครองราชย์ได้ไม่นาน วันหนึ่งเสด็จประพาสทางเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ดี ๆ ก็มีเรือยาวอีกลำหนึ่งพายเร่งเข้ามาชิดจนจะแซงขึ้นหน้า คนในเรือลำนั้นนอกจากฝีพายผู้ชาย ก็มีหญิงสาวชาววังนั่งอยู่เป็นจำนวนมาก ต่างหันมายิ้มแย้มหัวเราะมองดูเรือพระที่นั่งอย่างไม่เกรงกลัว สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงส่งข้าราชการไปสืบถาม และได้ทราบว่าเป็นเรือพระชายาเก่าบังอาจแล่นมาเคียงข้าง ก็ทรงพิโรธเป็นอย่างมาก สั่งให้จับทั้งคนพายเรือ และหญิงชาววังที่นั่งเรือลำนั้น และนำเรือกลับกรุงเทพฯ ทันที ส่วนพระชายาเก่าซึ่งอยู่บนเรือและเป็นผู้ออกคำสั่งให้ฝีพายเร่งแข่งเรือนั้น ก็ถูกกักตัวอยู่ในพระราชวังชั้นใน

               ความผิดนั้นอยู่ที่พระชายาองค์เก่าผู้เดียว ที่สั่งให้เร่งเรือเข้ามาเทียบข้าง แต่เมื่อเราพิจารณาเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาก็ต้องรู้สึกเห็นใจและสงสาร เพราะการกระทำเช่นนั้นคงเกิดจากความปรารถนาที่จะได้มีโอกาสใกล้ชิดพระสวามีเก่าอีกครั้งหนึ่ง เป็นการพยายามเชื่อมสายสัมพันธ์ที่ได้ถูกตัดขาดอย่างไม่มีเยื่อใย อย่างไรก็ตาม หลังจากถูกลงพระราชอาญาเฆี่ยนโบยลงโทษกันใหญ่ในวันนั้นแล้ว พระชายาองค์เก่าก็มิได้กล้ามาแสดงความใกล้ชิดอีก

               เหตุการณ์นี้มีรายละเอียดอยู่ในพระราชหัตถ์เลขาถึงเจ้าจอมฟุ้ง เมื่อพ.ศ. 2397 ว่า

               “ฉันได้เดินทางออกจากพระราชวังกลางน้ำเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วก่อนรุ่งสาง และได้มาถึงวัดเขมาที่ตลาดขวัญเมื่อเวลาประมาณหนึ่งโมงเช้า ณ ที่นั่นเองเราได้สังเกตเห็นว่า มีเรือลำหนึ่งได้พายมุ่งตรงมายังเรือพระที่นั่งอย่างเต็มฝีพาย พอดีผ่านเรือที่บรรทุกกองทหารรักษาพระองค์ และเรืออื่น ๆ ในขบวนมาหลายลำ แล้วก็มาถึงเรือลำที่ฉันนั่งมาพอดี ก็ได้เทียบเรือแล่นขนานไปกับเรือพระที่นั่ง ครั้งแรกทีเดียวคิดว่าคงจะเป็นเรือของพระนางรำเพย ฉันจึงได้ร้องตะโกนถามไปว่า นั่นเรือของใคร แต่ก็ไม่มีใครตอบ เรือลำนี้ที่ห้องที่นั่งมีม่านสีม่วงกั้นอยู่รอบ ทั้งมีหญิงจำนวนหลายคนนั่งที่ข้างท้ายเรือ พวกทหารรักษาพระองค์ได้บอกฉันในภายหลังว่า ครั้งแรกเขาคิดว่าคงเป็นเรือที่จะมาร่วมขบวนด้วย จึงได้ปล่อยให้ผ่านมาแต่ตอนแรก ท่านสาราเพธกรมวัง ทั้งตัวฉันเองด้วยก็ได้ตะโกนถามไปอีกหลายครั้ง ถามแล้วถามอีก แต่ก็ไม่มีเสียงตอบ พวกผู้หญิงที่อยู่ในเรือลำนั้นกลับหัวเราะอย่างร่าเริง พวกคนของเราในเรือชักเริ่มขุ่นแค้นไปตาม ๆ กัน อันเกิดจากการถูกหัวเราะนั่นเอง

               ฉันคิดจะสั่งให้ทหารยิงปืนเข้าไปแล้ว ตามกฎหมายที่เราจะทำได้เช่นนั้น แต่มาคิดอีกทีก็กลัวว่าจะเกิดตายขึ้นได้ แล้วคนทั่วไปก็จะกล่าวหาว่าพระมหากษัตริย์องค์นี้ช่างทารุณโหดร้ายเสียจริง ฆ่าคนได้ง่าย ๆ เรือลำนี้ก็ยังวิ่งขนานไปกับเรือพระที่นั่งอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งเห็นผิดสังเกตจึงต้องหยุดเรือ แล้วสั่งให้ทหารรักษาพระองค์เร่งฝีฟายกวดติดตามเรือลำนั้น พอกวดเรือลำนั้นไปได้สักเล็กน้อยก็ตามไปทัน และนำเรือลำนั้นกลับมาได้ ในที่สุดนั้นก็รู้สึกว่ามันเป็นเรือของพระราชมารดาของเจ้าชายมเหศวร ซึ่งเธอก็นั่งมาในเรือลำนั้นด้วย ได้แสดงอาการล้อเลียนและยั่วเย้าฉันต่อหน้าธารกำนัล ฉันจึงได้สั่งให้พระอินทราเทพ นำเรือลำนั้นเข้ากรุงเทพฯ ทันที พร้อมทั้งได้สั่งให้กักตัวเจ้าของเรือลำนั้นภายในพระราชวังชั้นใน และรวมทั้งผู้ร่วมหัวกันด้วย พร้อมกันนั้นฉันก็ได้เขียนจดหมายเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้ลูกชายเขาฟัง และได้มีคำสั่งไปให้ท่านหญิงศรีสัจจาและโสภานิเวสจัดการแล้ว

               ฉันรู้ว่าพวกผู้หญิงที่ร่วมหัวกันกับพระราชมารดาของเจ้าชายมเหศวรนั้น ก็มีแม่ตลับ และแม่ย้อยซึ่งมาในเรือลำนั้นด้วย หญิงสองคนนี้ก็เป็นญาติเกี่ยวดองกันกับเธอ คือเป็นป้า ฉะนั้นจงอย่าไปหาหรือพูดอะไรกับเขาเลย เพราะเขาเป็นคนหยาบช้าเลวทรามมาก มีแต่จะทำให้เธอได้รับความอับอายขายหน้าเขาเท่านั้น ตัวการที่กระทำความผิดครั้งนี้ก็ทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คงจะนึกว่าตนเป็นเฟบเวอริตของฉัน จึงได้มากล้าล้อเลียนและยั่วเย้าฉันต่อหน้าเมียสาวสวยคนใหม่ของฉันเช่นนั้น เมื่อตอนจับเธอก็อ้างตนเป็นใหญ่ ทั้งอ้างว่าจะไปอยุธยากับฉันเสียด้วย”

(อ่านต่อฉบับหน้า)