Get Adobe Flash player

การประชวรของสมเด็จพระนางเจ้ารำเพยภมราภิรมย์พระราชินีในรัชกาลที่สี่ โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

               ความเดิมตอนที่แล้ว

               ฉันรู้ว่าพวกผู้หญิงที่ร่วมหัวกันกับพระราชมารดาของเจ้าชายมเหศวรนั้น ก็มีแม่ตลับ และแม่ย้อยซึ่งมาในเรือลำนั้นด้วย หญิงสองคนนี้ก็เป็นญาติเกี่ยวดองกันกับเธอ คือเป็นป้า ฉะนั้นจงอย่าไปหาหรือพูดอะไรกับเขาเลย เพราะเขาเป็นคนหยาบช้าเลวทรามมาก มีแต่จะทำให้เธอได้รับความอับอายขายหน้าเขาเท่านั้น ตัวการที่กระทำความผิดครั้งนี้ก็ทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คงจะนึกว่าตนเป็นเฟบเวอริตของฉัน จึงได้มากล้าล้อเลียนและยั่วเย้าฉันต่อหน้าเมียสาวสวยคนใหม่ของฉันเช่นนั้น เมื่อตอนจับเธอก็อ้างตนเป็นใหญ่ ทั้งอ้างว่าจะไปอยุธยากับฉันเสียด้วย”

               พระนางเจ้ารำเพยภมราภิรมย์นั้นเป็นธิดาของกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ ซึ่งเป็นโอรสของรัชกาลที่ 3 พระองค์จึงมีศักดิ์เป็นหลานของพระสวามี พงศาวดารบันทึกไว้ว่า ทรงประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 8 ขึ้น 12 ค่ำ ปีมะเมีย พ.ศ. 2377 เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นพระราชินีแห่งกรุงสยามเมื่อวันพุธเดือน 5 ขึ้น 1 ค่ำ ปีกุน พ.ศ. 2394 จึงมีพระชนม์เพียง 16 ปีกว่า เป็นพระชายาที่สมเด็จพระจอมเกล้าทรงโปรด และยกย่องมากที่สุด เป็นพระมารดาของเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ เจ้าฟ้าหญิงจันทรมณฑล เจ้าฟ้าชายจาตุรนต์รัศมี และเจ้าฟ้าชายภาณุรังษีสว่างวงศ์ และเราทราบดีว่า ถึงแม้สมเด็จพระจอมเกล้าฯจะทรงมีพระโอรสธิดาหลังจากสึกจากการเป็นภิกษุถึง 82 องค์ เจ้าฟ้าองค์สำคัญที่สุดคือ เจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ ซึ่งภายหลังจะรับราชสมบัติต่อเป็นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช รัชกาลที่ 5

               สมเด็จพระนางเจ้ารำเพยภมราภิรมย์ ดำรงตำแหน่งพระราชินีแห่งกรุงสยามได้เพียงประมาณ 10 ปี ก็เสด็จสวรรคต เราเห็นได้จากประวัติศาสตร์ว่า พระองค์มีพระกายาสุขภาพแข็งแรงมาจนประสูติพระโอรสองค์สุดท้ายคือเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ หลังจากนั้นก็ทรงประชวร มีอาการไอและร่างกายซูบผอมใน พ.ศ. 2403 มีพระราชหัตถเลขาจากสมเด็จพระจอมเกล้าถึงพระองค์เจ้าปัทมราช ที่นครศรีธรรมราช มีใจความว่า

               “แต่แม่รำเพย ตั้งแต่คลอดบุตรชายภาณุรังษีสว่างวงศ์มาแล้ว ป่วยให้ไอและซูบผอมมากไป กลัวจะตั้งวรรณโรคภายใน”

               หลังจากนั้นอีกประมาณปีเดียว สมเด็จพระราชินีก็สิ้นพระชนม์ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 4 ฉบับ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์กล่าวไว้ว่า

               “ฝ่ายสมเด็จพระนางประชวรพระยอดเม็ดเล็ก ทรงพระกาสะเป็นโลหิตติดระคนเสมหะออกมา ทรงพระประชวรอยู่หลายเดือน ครั้งมาถึง ณ วันจันทร์เดือน 10 ขึ้น 5 ค่ำ เวลาเช้า 4 โมงเศษสิ้นพระชนม์ พระองค์ประสูติเมื่อ ณ วันพฤหัสบดี เดือน 8 อุตราสาธ ขึ้น 12 ค่ำ ปีมะเมีย ฉศก ศักราช 1196 ศิริพระชนม์ได้ 28 พรรษา ได้เชิญพระศพเจ้าสถิตในพระโกศทองคำ และเชิญพระศพแห่ออกประตูพรหมไปประดิษฐานไว้ในห้องธรรมสังเวช ด้วยเมื่อครั้งสมเด็จพระนางโสมนัสหอธรรมสังเวชทำยังไม่แล้ว ไม่มีที่จะไว้ จึงได้เชิญพระศพขึ้นไว้บนพระมหาปราสาท”

               ดูจากข้อความพระราชพงศาวดารก็ได้ความแต่เพียงว่าพระอาการไอนั้นมีเลือดติดปนกับเสมหะออกมาด้วย และได้ทรงประชวรหนังเป็นเวลาหลายเดือนจึงสิ้นพระชีพ

               ถ้าเราพิจารณาว่าพระองค์ซูบผอม น้ำหนักลด มีอาการไอออกมาเป็นเลือด ก็ทำให้นึกถึงโรค Tuberculosis หรือวัณโรค ตามที่สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ทรงบันทึกไว้ เพราะเราทราบดีจากแพทย์ศาสตร์สมัยใหม่ว่า โรค Tuberculosis หรือวัณโรคนี้ เกิดขึ้นโดยเชื้อโรคชื่อ Mycobacterium Tuberculosis เข้าปอด ทำให้คนไข้มีอาการไอจนเป็นเลือด น้ำหนักลด ร่างกายซูบผอมและมีไข้ขึ้นสูง เหงื่อออกท่วมกายในเวลากลางคืน

               ในสมัยโบราณไม่มีหยูกยารักษา ผู้ป่วยก็มักจะถึงแก่กรรมตายภายในเวลาไม่กี่เดือน

               แต่เมื่อเราอ่านพระราชหัตถเลขาของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งมีถึงพระองค์เจ้าปัทมราชที่นครศรีธรรมราช ใน พ.ศ. 2404 กลับได้ข้อความรายละเอียดที่แตกต่างกัน จนทำให้คิดว่า พระนางเจ้ารำเพยภมราภิรมย์ อาจจะมิได้เป็นวัณโรคที่ปอด แต่สิ้นพระชนม์ด้วยโรคอื่น

               “ครั้นวันพฤหัสบดี ขึ้นหนึ่งค่ำ เดือนสิบ เวลาเช้า แม่เพยไออาเจียนเป็นโลหิตออกมามาก ออกทางจมูก ออกทางปาก ได้ตัวสัตว์ออกมากับทั้งโลหิตตัวหนึ่ง มีอาการคล้ายตัวหนอนเล็กหางสามแฉก แต่หมอยังแก้ไขก็ค่อยคลายมา โลหิตออกบ้างเล็กน้อยจางไปแล้ว

               ครั้ง ณ วันอาทิตย์ขึ้น 4 ค่ำ เดือนสิบ เวลากลางคืน เธอว่าค่อยสบาย ไอห่างไป นอนหลับได้มาก ตั้งแต่สามยามไปจนถึงสามโมงเช้า

               ครั้ง ณ วันจันทร์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือนสิบ ตื่นขึ้นอีกเวลาสามโมงเช้า รับประทานอาหารได้ถ้วยฝาขนาดใหญ่ แล้วนั่งเล่นอยู่กับบุตรคนเล็ก ไอเป็นโลหิตออกมาแล้ว ก็เกิดเป็นโลหิตพุ่งพล่านมากเป็นที่สุด ออกทั้งทางปากทั้งทางจมูก ทางปากหลายถ้วยแก้วกระบอกไม่มีขณะหายใจ พอโลหิตมากแล้วชีพจรทั้งตัวก็หยุดทีเดียวไม่ฟื้นเลย

               ได้รับประทานจัดการไว้ศพในโกศตั้งไว้ที่ตึกต้นสน แต่ตกแต่งตึกเสียใหม่ให้งามดี เพดานและบานประตูบานหน้าต่างปิดลายเงิน ฝาผนังปิดกระดาษลายและตกแต่งสิ่งอื่นมากพอสมควร ครั้งจะยกขึ้นไปไว้บนพระมหาปราสาท เห็นว่าจะกีดขวางพระราชพิธีไม่พอที่ แต่เท่านั้นก็ดีอยู่แล้ว ศพจะเอาไว้นานต่อเดือนสี่เดือนห้าจึงจะได้เผา เดี๋ยวนี้ก็รับประทานทำบุญต่าง ๆ มีเทศนาและบังสกุลอยู่เนือง ๆ

               เมื่อวันพุธ แรมสิบสามค่ำ เดือนสิบ เจ้านายและคุณหม่อมต่างวังมาถือน้ำแล้วแวะไปเยี่ยมศพ ได้นิมนต์พระบังสกุลคนละเล็กละน้อยเป็นพระสงฆ์ถึงหมื่นเศส เจ้านายและข้าราชการในกรุงแลหัวเมือง และเจ้าภาษีนายอากรก็นำผ้าขาวและสิ่งของเงินสลึงเงินเฟื้องมาช่วยในการศพก็เป็นอันมาก ที่ให้เป็นอนุเคราะห์แก่ชายจุฬาลงกรณ์ หญิงจันทรมณฑล ชายจาตุรนต์รัศมี ชายภาณุรังษีสว่างวงศ์ บุตรแม่เพยทั้งสี่ก็มีบ้าง กระหม่อมฉันคิดขอบบุญของคุณท่านทั้งปวงครั้งนี้นั้นหนักหนา

               แม่เพยตายลงครั้งนี้ เมื่อดูอาการก็ควรจะตายอยู่แล้ว ด้วยป่วยโรคนี้มาตั้งแต่เสาะแสะมาถึงห้าปี ตั้งแต่ปีมะเส็งมา รักษาก็หลายหมอหลายยาแล้วไม่หาย จึงเห็นว่าถึงคราวที่จะสิ้นอายุตายอยู่แล้ว อายุนับปีเท่ากับกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ บิดานั้นเหมือนกับชายมงคลเลิศซึ่งเป็นพี่ชาย ว่าโดยละเอียดไป

               กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์มีอายุนับวันตั้งแต่วันเกิดจนวันตายได้ 9639 วัน

               ชายมงคลเลิศนับอายุตั้งแต่วันเกิดจนวันตาย 9903 วัน

               แม่เพยนับอายุตั้งแต่วันเกิดจนวันตายได้ 9923 มากกว่ากรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ 284 วัน มากกว่าชายมงคลเลิศ 20 วัน”

               จากพระลายลักษณ์อักษรฉบับนี้ เราได้ความรู้เพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการไอและอาเจียนเป็นเลือดแล้ว ยังมีตัวพยาธิรูปร่างคล้ายหนอนออกมาด้วย สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงชอบสังเกตพิจารณาอยู่เสมอ จึงอธิบายไว้ว่าคล้ายตัวหนอนเล็กมีหางสามแฉก ผู้เขียนถึงแม้จะเป็นแพทย์สมัยใหม่ แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าพยาธิตัวใดมีลักษณะเป็นตัวหนอนเล็กมีหางสามแฉก จึงคิดไปว่าเวลาพยาธิปนอยู่กับก้อนเลือดนั้นจะดูรูปร่างมันให้ละเอียดก็ลำบาก โดยเฉพาะสมัยนั้นไม่มีกล้องจุลทัศน์ส่อง ต้องมองด้วยตาเปล่า พยาธิอาจจะมีหางเดียว ส่วนก้อนเลือดที่แข็งตัวติดอยู่กับมัน อาจจะทำให้เห็นไปว่าหางมีหลายแฉกก็ได้

               มีพยาธิหลายตัวที่สามารถเติบโตในปอดมนุษย์ ก่อให้เกิดอาการอักเสบจนไอเป็นเลือดเหมือนเป็นวัณโรคได้ หนอนตัวหนึ่งเรียกว่า Paragonimus Westermani ตามธรรมดาอยู่ในตัวหอยตามแม่น้ำลำคลอง เมื่อปูและกุ้งกินหอยเหล่านี้ พยาธิก็ไปเติบโตออกลูกออกหลานต่อในเนื้อปูเนื้อกุ้งได้ ถ้าคนไปจับปูและกุ้งมารับประทาน แต่มิได้หุงหรือเผาให้สุกเสียก่อน พยาธิยังไม่ตาย อยู่ในลำไส้มนุษย์ได้สักพักหนึ่ง ก็เดินทางมาฝังตัวในปอด ทำให้มีอาการไอออกมาเป็นเลือด และในบางกรณีตัวหนอนจะติดออกมาด้วย

               พยาธิ Paragonimus Westermani นี้ ตัวมันมีสีน้ำตาลปนแดง ยาวถึงหนึ่งนิ้ว และมีความอ้วนเกือบครึ่งนิ้ว จึงสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าไม่ยาก แต่มันมีหางเรียวเป็นแฉกเดียว บางครั้งมันจะอยู่แบบสองตัวติดกันในปอด เวลาไอออกมา หากมีสองหรือสามตัวติดกันอยู่ ก็อาจจะดูเป็นหางสองหรือสามแฉกได้

               หนอนอีกตัวหนึ่งที่มีอยู่แพร่หลายในเมืองไทย เรียกว่า Strongyloides Stercoralis ตามธรรมดาอยู่ในดิน เวลาคนเดินเท้าเปล่าบนดิน พยาธิมันก็เจาะผิวหนังเข้าไปในกระแสเลือด ไปอยู่ในปอดและลำไส้ สามารถก่อให้เกิดอาการอักเสบทั้งในปอดและลำไส้ ทำให้ทั้งไอและอาเจียนออกมาเป็นเลือดได้