Get Adobe Flash player

การประชวรของสมเด็จพระนางเจ้ารำเพยภมราภิรมย์พระราชินีในรัชกาลที่สี่ (ตอนจบ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

                ความเดิมตอนที่แล้ว

                หนอนอีกตัวหนึ่งที่มีอยู่แพร่หลายในเมืองไทย เรียกว่า Strongyloides Stercoralis ตามธรรมดาอยู่ในดิน เวลาคนเดินเท้าเปล่าบนดิน พยาธิมันก็เจาะผิวหนังเข้าไปในกระแสเลือด ไปอยู่ในปอดและลำไส้ สามารถก่อให้เกิดอาการอักเสบทั้งในปอดและลำไส้ ทำให้ทั้งไอและอาเจียนออกมาเป็นเลือดได้

                คนไทยสมัยโบราณ แม้จะเป็นเจ้านายชั้นสูง ก็มิได้นิยมใส่รองเท้าอยู่ตลอดเวลา บางทีก็เดินเท้าเปล่าบนหญ้าบนดินจึงอาจได้รับโรคพยาธินี้

                อีกตัวหนึ่งที่เข้าปอดมนุษย์ได้ คือ Dirofilaria Immitis ซึ่งตามปกติแล้วอยู่ในสัตว์เช่น สุนัข แมว และลิง ยุงจะเป็นตัวนำพยาธินี้จากสัตว์มาสู่มนุษย์ โดยกัดหมาแมวหรือลิง สูบพยาธิออกมาพร้อมกับเลือด แล้วก็มาตอมกัดคนต่อ เมื่อตัวหนอนนี้วิ่งเข้าสู่ปอด มันจะทำให้ปอดอักเสบเหมือนกับเป็นโรคปอดบวมหรือวัณโรค มีอาการไอออกมาเป็นเลือด สุขภาพอ่อนแอ น้ำหนักลดซูบผอม และมันมักจะเกาะเซาะเข้าสู่เส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดในปอดแตก จนเลือดไหลทะลักท่วมปอดถึงแก่ความตายได้

                องค์พระราชินี สมเด็จพระนางเจ้ารำเพยภมราภิรมย์ จะทรงประชวรและสิ้นพระชนม์ด้วยโรคอะไรนั้น ผู้เขียนไม่ทราบแน่ แต่สังเกตดูจากข้อความที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ ทำให้คิดว่าอาจจะไม่ใช่เพราะวัณโรค เพราะเชื้อของวัณโรคนั้น เรามองด้วยตาเปล่าไม่เห็น

                สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเองทรงบันทึกไว้ในจดหมายว่า มีตัวสัตว์หนอนขนาดเล็กมีหางสามแฉกออกมาเวลาไอและอาเจียน จึงอยากสันนิษฐานว่าจะเป็นโรค Parasite ในปอดมากกว่า จะเป็นพยาธิตัวไหนแน่นั้น ผู้เขียนไม่สามารถพิจารณาบ่งชัดได้ จึงได้แต่เพียงยกตัวอย่างหนอนพยาธิบางตัวมาเสนอต่อท่านผู้อ่าน

                ในสมัยโบราณนั้น ยุงก็ชุกชุม คนเดินเท้าเปล่ากันเป็นธรรมดา เวลาจะขึ้นบ้านจึงมีการล้างเท้ากันเล็กน้อยที่หัวกระได คนไทยเราชอบจับปูจับกุ้งจากแม่น้ำลำคลองมารับประทานถึงแม้จะเป็นชีวิตในวัง จะหุงต้มกันจนสุกหรือไม่ เราก็ไม่ทราบบางทีก็ทานกันดิบ ๆ เช่น กุ้งเต้น เป็นต้น โอกาสที่พยาธิจะเข้าตัวนั้นมีอยู่มากมาย

                สมเด็จพระนางเจ้ารำเพยภมราภิรมย์ ทรงครองตำแหน่งพระราชินีแห่งกรุงสยามได้เพียงประมาณ 10 ปีก็สิ้นพระชนม์พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ บันทึกเหตุการณ์ต่อไปว่า

                “ครั้น ณ วันพฤหัสบดี เดือน 5 ขึ้น 11 ค่ำ เวลาบ่าย 2 โมง เชิญพระบรมธาตุ พระบรมอัฐิ ออกจากพระบรมมหาราชวัง แต่ออกประตูวิเษฐไชยศรีเลี้ยวไปป้อมเผด็จดัสกร ไปเข้าประตูพระเมรุด้านตะวันออก มีการสมโภชคืนหนึ่ง

                ครั้นรุ่งขึ้น ได้ถวายไทยทาน มีธรรมเทศนาและงานสมโภช

                ครั้นเวลาบ่ายทรงโปรยทาน

                เวลาค่ำมีหนัง มีดอกไม้อีกคืนหนึ่ง

                ครั้งรุ่งขึ้นวัน 13 เวลาเช้า พระสงฆ์ฉันแล้วแห่กลับ วัน 14 ค่ำ วัน 15 ค่ำ หยุดเป็นวันสงกรานต์ ณ วันอังคาร เดือน 5 แรม 1 ค่ำ เวลาเช้า ได้เชิญพระศพออกประตูศรีสุนทรทวาร แห่ไปตามทางท้ายสนมเข้ากระบวนใหญ่ที่หอกลองโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ขึ้นรถพระภูษาโยง สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าองค์กลางขึ้นพระยานุมาศทรงโปรยข้าวตอก โปรดฯ ให้ทรงฉลองพระบาทอย่างการพระราชพิธีโสกันต์ แห่ไปสู่พระเมรุด้านตะวันออก ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล และมีงานสมโภช 4 วัน 4 คืน ณ วันศุกร์ เดือน 5 แรม 4 ค่ำ เวลาบ่าย พระราชทานเพลิง”

                เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำเพยภมราภิรมย์เสด็จสวรรคตนั้น พระโอรสองค์ใหญ่ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ มีพระชนม์เพียง 8 พรรษา ต่อมาอีกเพียง 7 ปี สมเด็จพระจอมเกล้าฯ สิ้นพระชนม์ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์จึงทรงกำพร้าทั้งพระบิดาและมารดาตั้งแต่อายุเพียง 15 พรรษา พระองค์จึงถือว่า วันที่ขึ้นครองเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยามนั้น แท้จริงเป็นวันเคราะห์ร้ายตามข้อความในพระบรมราโชวาทถึงเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศว่า

                “ในเวลานั้น อายุพ่อเพียง 15 ปีกับ 10 วัน ไม่มีมารดามีญาติฝ่ายมารดาก็ล้วนแต่โลเลเหลวไหล หรือไม่โลเลเหลวไหล ก็ไม่ตั้งอยู่ในตำแหน่งราชการอันใดเป็นหลักฐาน ฝ่ายญาติข้างพ่อคือเจ้านายทั้งปวง ก็ตกอยู่ในอำนาจสมเด็จเจ้าพระยา และต้องรักษาตัวรักษาชีวิตอยู่ด้วยกันทั่วทุกองค์ ที่ไม่เอื้อเฟื้อต่อการอันใดเสียก็มีโดยมาก

                ฝ่ายข้าราชการ ถึงว่ามีผู้ที่ได้รักใคร่สนิทสนมอยู่บ้าง ก็เป็นแต่ผู้น้อยโดยมาก ที่เป็นผู้ใหญ่ก็ไม่มีกำลังสามารถอาจจะอุดหนุนอันใด

                ฝ่ายพี่น้องซึ่งร่วมบิดา หรือที่ร่วมมารดา ก็เป็นเด็กมีแต่อายุต่ำกว่าพ่อลงไป ไม่สามารถจะทำอะไรได้ทั้งสิ้น

                ส่วนตัวพ่อเอง ยังเป็นเด็กอายุเท่านั้น ไม่มีความสามารถรอบรู้ในราชการอันใดที่จะทำการตามหน้าที่ แม้แต่เพียงเสมอเท่าที่ทูลกระหม่อมทรงประพฤติมาแล้วได้ ยังซ้ำเจ็บเกือบจะถึงแก่ความตาย อันไม่มีผู้ใดสักคนเดียวซึ่งจะเชื่อว่ารอด ยังซ้ำถูกอันตรายอันใหญ่ คือทูลกระหม่อมเสด็จสวรรคตในขณะนั้น เปรียบเสมือนคนที่ศีรษะขาดแล้ว จับเอาแต่ร่างกายขึ้นตั้งไว้ในที่สมมุติกษัตริย์ เหลือที่จะพรรณนาถึงความทุกข์ อันต้องเป็นกำพร้าในอายุเพียงเท่านั้น”

                แต่เราก็ทราบดีว่า เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ทรงขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราชต่อมาและทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถมากที่สุดองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ในรัชกาลนี้ได้ทรงสถาปนาพระเกียรติพระมารดาขึ้นเป็นสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ เรื่องการประชวรของพระนางเจ้ารำเพยภมราภิรมย์ หรือสมเด็จพระเทพสิรินทรามาตย์ ราชินีองค์แรกของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงจบลงเพียงเท่านี้