Get Adobe Flash player

สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงตัดสินคดีอำแดงเหมือนเลือกผัว โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

               หลวงวิจิตรวาทการ ท่านเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังเมื่อสมัยยังเป็นเด็กอยู่ ว่าในแผ่นดินของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชนั้น มีระฆังใหญ่อัหนึ่งแขวนไว้หน้าวัง เมื่อประชาราษฎรมีความทุกข์ร้อน ถูกขุนนางข้างราชการข่มเหงรังแก หรือมีเรื่องวิวาททะเลาะเบาะแว้งต่อกัน ก็สามารถมาตีระฆังยื่นเรื่องร้องทุกข์หรือวิวาทนี้ต่อพ่อขุนรามคำแหงโดยตรง และพระองค์จะทรงกรุณาเสด็จออกมาพบและตัดสินแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้

               ผู้เขียนยังจำคำในเพลงหนึ่งที่หลวงวิจิตรวาทการท่านแต่งสรรเสริญความดีของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชในเรื่องนี้ว่า

               เมื่อเสียงระฆังที่แขวนนอกวังเคาะดังขึ้นมา พ่อขุนก็โปรดไม่ทรงถือโทษเรียกเข้าไปหา มีคดีฟ้องร้องเจ็บข้องหมองใจต้องทุกข์อย่างไรก็ทรงแก้ปัญหา เป็นพระคุณอุ่นใจของชาวไร่ชาวนา เกษมสำราญทั่วหล้าเขตแคว้นสุโขทัย

               มาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินมีลักษณะเป็นเทวดา ประชาราษฎร์ธรรมดานั้นมีสภาพไร้ความหมาย ใครจะร้องทุกข์ถวายฎีกาต่อองค์พระเจ้าแผ่นดินโดยตรงนั้น แทบจะเรียกได้ว่าเป็นไปไม่ได้

               คนไทยทั่วไปที่เรียกกันว่าไพร่นั้น ถือว่าเป็นบุคคลที่ไม่มีสิทธิ์ มีแต่เชื้อพระวงศ์ขุนนางข้าราชการที่ได้โอกาสใกล้ชิดองค์พระเจ้าแผ่นดิน

               ชาวไทยที่เป็นราษฎรเดินดินธรรมดา หากมีเรื่องเดือดร้อนถูกผู้มีอำนาจข่มเหงรังแก ก็มักจะต้องทนรับเคราะห์กรรมนี้อย่างเงียบ ๆ หรือทนไม่ได้ก็ต้องหนีเตลิดเข้าป่าเป็นโจรผู้รายไป

               ผู้เขียนจึงรู้สึกชื่นใจ เมื่ออ่านศึกษามาถึงแผ่นดินรัตนโกสินทร์ เห็นว่าการทำเรื่องราวยื่นฎีกาโดยตรงต่อพระเจ้าแผ่นดินนี้ ได้มีการรื้อฟื้นให้ทำขึ้นมาได้ใหม่

               เฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นองค์กษัตริย์ที่ประเสริฐ มีพระทัยเมตตรากรุณาต่อราษฎรทั้งปวง ทรงมีประกาศของพระองค์เองเกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองมากมายหลายร้อยฉบับ และในเวลาเดียวกันก็ได้ทรงรับฎีกาที่ราษฎรซึ่งตกทุกข์ได้ยากทำยื่นเกล้าถวาย

               แม้จะเป็นเรื่องราวที่เล็กน้อยเต็มที ก็ยังอุตส่าห์รับฟังและแก้ไขปัญหาให้

               ตัวอย่างของเรื่องเล็กมาอันหนึ่งที่จะเล่าให้ฟังกันในตอนนี้ คือเรื่องของนางหรือนางสาวเลือกผัวไม่สำเร็จ

               ที่ผู้เขียนเรียกเธอว่านางหรือนางสาวนี้ ก็เพราะว่าในขณะที่ยื่นฎีกาต่อองค์สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ เธอมิใช่สาวบริสุทธิ์ แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังไม่ได้แต่งงานมีผัวเป็นหลักเป็นแหล่ง

               เรื่องราวมีอยู่ว่า เมื่อวันอาทิตย์ เดือนอ้าย แรม 7 ค่ำ ปี ฉลู สัปตศก สมเด็จพระจอมเกล้าเสด็จออกหน้าพระที่นั่งสุทไธศวรรย์ มีหญิงสาวคนหนึ่งอายุ 21 ปี ชื่อเหมือน ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บางม่วง แขวงเมืองนนทบุรี ได้แอบรักใคร่ได้เสียเป็นชู้กับชายหนุ่มชื่อนายริดอยู่เป็นเวลานาน โดยที่พ่อแม่ของเธอไม่รู้เรื่องราว

               ครั้งอยู่มาวันหนึ่ง มีกระทาชายอีกคนหนึ่งชื่อว่านายภู ให้เถ้าแก่มาสู่ขอเป็นภรรยา

               พ่อแม่ของเธอคือนายเกตกับนางนุ่ม ก็รู้สึกดีใจชอบอกชอบใจที่นายภูนี้ท่าทางจะเป็นสามีที่ดี เต็มใจยกลูกสาวให้เป็นเมียทันที

               ปัญหามีอยู่ว่า แม่เหมือนนี้รักกับนายริดถึงกับเสียตัวให้เขามาแล้ว เมื่อพ่อแม่จะบังคับให้แต่งงานกับนายภูม เธอก็ไม่ยอม จึงถูกพ่อแม่ด่าว่าถึงกับทุบตีก็ยังไม่มีผล คำประกาศนี้ตอนหนึ่งเล่าเป็นใจความว่า

               “เมื่อวันอาทิตย์ เดือนอ้าย แรม 7 ค่ำ ปีฉลู สัปตศก เสด็จออกหน้าพระที่นั่งสุทธไธศวรรย์ มีหญิงสาวคนหนึ่งทำเรื่องราวฎีกามาทูลเกล้าถวาย ความในฎีกาดั่งนี้

               ข้าพระพุทธเจ้าอำแดง เหมือน เป็นบุตรนายเกต อำแดงนุ่ม อายุข้าพระพุทธเจ้าได้ 21 ปี ตั้งบ้านเมืองอยู่บางม่วง แขวงเมืองนนทบุรี มีความทุกข์ร้อน ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสถวายเรื่องราวให้ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท พระราชอาญาเป็นล้นเกล้า

               เดิมข้าพระพุทธเจ้ากับนายริดรักใคร่เป็นชู้กัน บิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าหารู้ไม่

               ครั้งอยู่มา ณ เดือน 4 ปีชวด ฉศก นายภูให้เถ้าแก่มาขอข้าพระพุทธเจ้าต่อบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า บิดามารดาก็ยอมจะให้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นภรรยานายภู ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยอม บิดามารดาโกรธ ด่าว่าทุบตีข้าพระพุทธเจ้า”

               เมื่อการด่าว่าทุบตีจนฟกช้ำดำเขียวนั้นยังไม่เป็นผล สาวน้อยยืนยันไม่ยอมเป็นเมียนายภูอยู่ดี พ่อแม่ของเธอจึงประกาศอนุญาตให้นายภูมาฉุดไปเป็นเมียตามอำเภอใจ

               ในสมัยโบราณนั้น การฉุดสาวไปข่มขืนเป็นเรื่องธรรมดาหญิงใดไม่เต็มใจเป็นเมียของชายหนุ่มที่มาขอ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็เชื่อกันว่าหากถูกฉุดกระชากลากตัวไปนอนทับจับขยำตรงนั้นตรงนี้สักพักหนึ่ง ก็คงจะอ่อนระทวยยินยอมให้ชายทำชำเรา และในที่สุดก็จะรู้สึกชอบและติดใจอยากเป็นเมียเขาไปเลย

               นายภูได้รับการยุยงจากพ่อแม่ของสาวน้อย ก็ทำตามด้วยความยินดี ฉุดกระชากลากตัวนางไปจนถึงบ้าน

               แต่คงจะเป็นชายหนุ่มที่มีความสุภาพบุรุษอยู่บ้าง ไม่คิดที่จะข่มขืนนางในทุ่งหญ้าป่าไม้ หรือในที่สาธารณะ อยากจะเชื้อเชิญให้เธอเข้าไปร่วมรักกกันในห้องนอน จึงเป็นโอกาสให้สาวขัดขืน ต่อต้านประท้วงโดยนั่งอยู่ที่นอกชานตลอดคืนไม่ยอมเข้าร่วมห้องร่วมหอด้วย

               เมื่อมีโอกาส สาวน้อยนี้ก็หลบหนีกลับมาหาพ่อแม่ตามเคย ยอมถูกด่าว่าถูกทุบถองถูกกระทืบโดยไม่ปฏิบัติตามคำขู่เข็ญขอร้องของพ่อแม่ ถึงขนาดว่าพ่อแม่โกรธจะเอาปืนมายินให้จายก็ยังไม่แคร์อยู่ดี ข้อความในประกาศฉบับนี้มีต่อไปว่า

               “ครั้น ณ เดือน 4 แรม 11 ค่ำ ปีชวด ฉศก เวลาพลบค่ำบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าให้นายภูฉุดตัวข้าพระพุทธเจ้าไปที่บ้านเรือนนายภู

               นายภูให้ข้าพระพุทธเจ้าเข้าไปในห้องเรือน ข้าพระพุทธเจ้าไม่ไป ข้าพระพุทธเจ้าก็นั่งอยู่ที่ชานเรือนนายภูจนรุ่งขึ้นเวลาเช้า ชายหญิงชาวบ้านได้รู้เห็นเป็นอันมาก แล้วข้าพระพุทธเจ้าก็กลับมาบ้านเมืองบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า บิดามารดาก็ด่าทุบตีข้าพระพุทธเจ้าอีก จะให้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นภรรยานายภูให้จงได้  (อ่านต่อฉบับหน้า)