Get Adobe Flash player

สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงตัดสินคดีอำแดงเหมือนเลือกผัว โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

                (ความเดิมตอนที่แล้ว)                

                เมื่อมีโอกาส สาวน้อยนี้ก็หลบหนีกลับมาหาพ่อแม่ตามเคย ยอมถูกด่าว่าถูกทุบถองถูกกระทืบโดยไม่ปฏิบัติตามคำขู่เข็ญขอร้องของพ่อแม่ ถึงขนาดว่าพ่อแม่โกรธจะเอาปืนมายิงให้ตายก็ยังไม่แคร์อยู่ดี ข้อความในประกาศฉบับนี้มีต่อไปว่า

                “ครั้น ณ เดือน 4 แรม 11 ค่ำ ปีชวด ฉศก เวลาพลบค่ำบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าให้นายภูฉุดตัวข้าพระพุทธเจ้าไปที่บ้านเรือนนายภู

                นายภูให้ข้าพระพุทธเจ้าเข้าไปในห้องเรือน ข้าพระพุทธเจ้าไม่ไป ข้าพระพุทธเจ้าก็นั่งอยู่ที่ชานเรือนนายภูจนรุ่งขึ้นเวลาเช้า ชายหญิงชาวบ้านได้รู้เห็นเป็นอันมาก แล้วข้าพระพุทธเจ้าก็กลับมาบ้านเมืองบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า บิดามารดาก็ด่าทุบตีข้าพระพุทธเจ้าอีก จะให้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นภรรยานายภูให้จงได้

                แล้วบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าให้นายภูฉุดตัวข้าพระพุทธเจ้าไปที่บ้านเรือนนายภูอีกครั้งหนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าก็หาขึ้นไปบนเรือนนายภูไม่ แล้วข้าพระพุทธเจ้าก็กลับมาบ้านเรือนบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า บิดามารดาโกรธด่าว่าทุบตีข้าพระพุทธเจ้า แล้วว่าถ้าข้าพระพุทธเจ้าไม่ยอมเป็นภรรยานายภูจะเอาปืนยิงข้าพระพุทธเจ้าให้ตาย

                ข้าพระพุทธเจ้ากลัว ก็หนีไปหานายริดชู้เดิมข้าพระพุทธเจ้าได้สองวันสามวัน

                บิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าสั่งผู้มีชื่อให้บอกนายริดให้เอาดอกไม้ธูปเทียนมาขอสมาบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า

                นายริดก็ให้ผู้มีชื่อ เถ้าแก่เอาดอกไม้ธูปเทียนมาสมาบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า บิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าจึงพาเถ้าแก่เอาดอกไม้ธูปเทียนไปที่บ้านกำนัน

                ในเวลานั้น นายภูไปคอยอยู่ที่บ้านกำนัน นายภูจึงอายัดตัวเถ้าแก่ไว้แก่กำนัน”

                คราวนี้เรื่องก็ยุ่งยากมากขึ้น เพราะนายภูนั้นชักจะตกมันติดใจสาวเหมือนเสียแล้ว ไม่ยอมสละเธอให้แก่นายริดชู้รัก ถึงแม้พ่อแม่ของเธอจะเปลี่ยนใจยกลูกสาวให้แก่นายริด ผู้เขียนไม่ทราบว่านายภูได้จ่ายเงินทองล่วงหน้าเป็นค่ามัดจำให้แก่พ่อแม่สาวไปแล้วหรือเปล่า จึงพยายามติดตามเอาตัวเธอมาเป็นเมียให้ได้

                หรือจะเป็นเพราะความรักอันบริสุทธิ์ใจก็ได้ เรื่องจึงขึ้นถึงข้าราชการต้องตัดสิน

                ท่านผู้นั้นคือ หลวงสยามนนทเขตร จึงมีการศึกษาความกันขึ้น ทางสาวน้อยก็ยืนยันว่าตนเองมิได้รักนายภู ถึงแม้จะถูกฉุดไปถึงบ้านก็มิได้ยอมเป็นเมียของชายที่เธอไม่ปรารถนา

                มีชาวบ้านทั้งชายหญิงเป็นพยานให้ได้ ว่าเธอมิได้เข้าไปร่วมรักในเรือนหอกับนายภู ตนเองนั้นได้เป็นเมียของนายริดมานานแล้ว จึงปรารถนาที่จะแต่งงานกับนายริดต่อไป

                        ส่วนนายภูนั้น ทั้งโกรธทั้งงอน ไม่ยอมให้คำสาบานว่าสาวเหมือนไม่ได้ตกเป็นเมียของตน ซ้ำยังไม่ยอมให้เธอเองสาบานในเรื่องนี้

                ลงท้ายข้าราชการหลวงปลัดและพระนนทบุรีก็ตัดสินแบบไม่ค่อยเข้าท่า สั่งให้ขังสาวไว้ ให้มารดาของเธอมาขู่เข็ญให้เป็นเมียนายภูตามเดิม

                และระหว่างที่กักขังอยู่นั้น ก็พยายามกลั่นแกล้งใช้แรงให้แม่แสนดื้อนี้ใจอ่อน ประกาศอธิบายต่อไปว่า

                “ครั้น ณ เดือน 7 ปีฉลู สัปตศก มีหมายหลวงสยามนนทเขตร เป็นปลัดไปก่อน ข้าพระพุทธเจ้ากับนายริด กับบิดามารดานายริดมาที่ศาลากลางเมืองนนทบุรี หลวงปลัดแลกรมการ ถามข้าพระพุทธเจ้า

                ข้าพระพุทธเจ้าให้การว่าข้าพระพุทธเจ้าหาได้รักใคร่ยอมเป็นภรรยานายภูไม่

                พระนนทบุรีแลกรมการเมืองเปรียบเทียบตัดสินว่า ถ้านายภูสาบานตัวได้ว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้ยอมเป็นภรรยานายภูให้นายริดแพ้ความนายภู นายภูไม่ยอมสาบาน แล้วกรมการเปรียบเทียบว่า ถ้าข้าพระพุทธเจ้าสาบานตัวได้ว่า ไม่ได้ยอมเป็นภรรยานายภู ให้นายภูยอมแล้วความแก่กัน นายภูก็หายอมให้ข้าพระพุทธเจ้าสาบานไม่

                ครั้งเดือน 9 ขึ้น 2 ค่ำ ปีฉลู สัปตศก นายภูกลับฟ้องกล่าวโทษนายริดกับบิดามารดานายริด กับผู้มีชื่อเถ้าแก่ 2 คนมาแล้ว บังคับให้นายริดส่งตัวข้าพระพุทธเจ้า นายริดก็ส่งตัวข้าพระพุทธเจ้าให้ตุลาการ

                นายริดกับบิดามารดานายริดแลผู้มีชื่อเถ้าแก่ 2 คน ก็เป็นคู่สู้ความกับนายภู แต่ตัวข้าพระพุทธเจ้าได้ให้การไว้ต่อตุลาการเป็นความสัตย์ความจริง ข้าพระพุทธเจ้าหาได้เป็นภรรยานายภูไม่ แจ้งอยู่ในคำให้การนั้นแล้ว

                นายเปี่ยมพระธรรมรงค์คุมตัวข้าพระพุทธเจ้ากักขังไว้ที่ตะราง แล้วมารดาข้าพระพุทธเจ้าก็มาว่าขู่เข็ญจะให้ข้าพระพุทธเจ้ายอมเป็นภรรยานายภูให้จงได้ ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยอม

                ข้าพระพุทธเจ้าเตือนตุลาการให้ชำระความต่อไป ก็ไม่ชำระให้ นายเปี่ยมพระธรรมรงค์ก็คุมตัวข้าพระพุทธเจ้ากักขังไว้ แกล้งใช้การงานต่าง ๆ เหลือทน ได้ความทุกข์ร้อนนัก

                ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้หนีมาทำฎีกาทูลเกล้าถวายพระราชอาญาเป็นล้นเกล้า ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยอมเป็นภรรยานายภู ข้าพระพุทธเจ้าสมัครเป็นภรรยานายริดชู้เดิมของข้าพระพุทธเจ้าต่อไป ขอพระบารมีปกเกล้าเป็นที่พึ่ง ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ขอเดชะ”

                ความจริงคิดแล้วก็น่าสงสารสาวนี้นัก เพราะนอกจากจะถูกพ่อแม่ด่าว่าทุบตีจนเจ็บตัวแล้ว ยังต้องโดนจับใส่คุกใส่ตะรางให้ทนทุกข์ทรมาน เพราะมีผู้ชาย 2 คนแย่งกันจะเอาเธอเป็นภรรยา

                เคราะห์ดีที่โชคชะตายังช่วยให้สามารถหลบหนีออกมาจากคุกได้ และมีสติปัญญาความเก่งกล้าพอที่จะทำหนังสือร้องทุกข์ขึ้นถวายต่อพระเจ้าแผ่นดิน

                พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระกรุณารับฟังเรื่องเล็กเรื่องน้อยของประชาชนที่ไร้ความหมายคนหนึ่งนี้เป็นอย่างดี ทรงพิจารณาเหตุผลรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน และบัญชาให้จมื่นราชามาตย์กับนายรอดมหาดเล็กไปจัดการตัดสินคดีนี้ โดยให้คำแนะนำสั่งสอนว่าสาวนี้อายุก็เกิน 20 ปีแล้ว ไม่ใช่เด็กไร้เดียงสา ควรจะมีสิทธิ์เลือกผัวของตนได้ตามชอบใจ

                ในขณะเดียวกัน นายริดซึ่งเป็นชายชู้ก็กระทำผิดขนบประเพณี แอบได้เสียกับลูกสาวเขาโดยไม่บอกพ่อแม่ เพราะฉะนั้นสมควรที่จะขอขมาต่อบิดามารดาของสาว และเอาเงินมาให้พ่อแม่ 80 บาท หรือ 1 ชั่ง

                ในเวลาเดียวกันนายภูก็ต้องนับว่าเสียผลประโยชน์เพราะมาสู่ขอด้วยจิตใจบริสุทธิ์ เสียเวลา อาจจะเสียทรัพย์สินเงินทองให้แก่พ่อแม่ของหญิงมาบ้างแล้ว เพราะฉะนั้นควรได้รับการชดใช้เป็นเงิน 10 ตำลึงจากชายชู้ คือนายริด

                ขั้นสุดท้ายได้ทรงตักเตือนว่า ลูกชายหรือลูกสาวนั้น ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานที่เลี้ยงไว้ จะไปขู่เข็ญบังคับให้คนอื่นเขาฉุดลากไปทำตามอำเภอใจนั้น พระองค์ไม่ทรงเห็นด้วย ประกาศบทนี้มีข้อความต่อไปว่า

                “ฎีกานี้ทรงแล้ว จึงทรงพระราชหัตถเลขาสลักหลังฎีกาลง ถ้าความเรื่องที่กล่าวในฎีกานี้ไม่ผิดไกลจากการที่เป็นจริงนัก ให้จมื่นราชามาตย์กับนายรอดมอญมหาดเล็กขึ้นไปจัดการตัดสินให้หญิงผู้ร้องฎีกาตกเป็นภรรยาชายชู้เดิมตามสมัคร

                เพราะหญิงนั้นอายุก็มากถึง 20 ปีเศษแล้ว ควรจะเลือกหาผัวตามชอบใจได้ แต่ให้ชายชู้เดิมเสียเบี้ยระเมิดให้บิดามารดาหญิงชั่งหนึ่ง ให้ชายผู้ที่ได้หญิงนั้นด้วยบิดามารดายอมยกให้ 10 ตำลึง รวมเป็นเงิน 30 ตำลึง

                ค่าฤชาธรรมเนียมให้ชายชู้เดิมเสียแทนบิดามารดาหญิงแด่ชายที่ว่าเป็นเจ้าของหญิงนั้นด้วย ให้ความเป็นเลิกแล้วแก่กันทั้งเรื่อง

                แต่ถ้าความแปลกจะมีนอกจากที่ว่าในฎีกานี้ จะต้องตัดสินตามศักดิ์ 2 อย่าง คือ กิริยาที่บิดามารดายอมยกให้บุตรหญิงของตัว ไปแก่ชายนั้นกระมัง จึงต้องยอมให้เขาฉุด

                ก็ถ้าการเป็นดังนี้ให้ตัดสินว่า บิดามารดาไม่ได้เป็นเจ้าของบุตรชายบุตรหญิงดังหนึ่งคนเป็นเจ้าของโคกระบือช้างม้า จะตั้งราคาขายตามชอบใจได้หรือ ดังนายเงินเป็นเจ้าของทาสที่มีค่าตัวจนจะขายทาสนั้นตามค่าตัวเดิมได้

                เมื่อบิดามารดาจนจะขายบุตร ต่อบุตรยอมให้ขายจึงขายได้ ถ้าไม่ยอมให้ขาย ก็ขายไม่ได้

                หรือยอมให้ขาย ถ้าบุตรยอมรับหนี้ค่าตัวเพียงเท่าไหร่ก็ขายได้เพียงเท่านั้น

                กฎหมายเก่าอย่างไรผิดไปจากอย่างนี้อย่าเอา

                เพราะฉะนั้นในความเรื่องนี้ ถ้าบิดามารดาเอาชื่อหญิงนั้นไปขายให้แก่ชายที่ฉุดมาเท่าไร ก็ให้บิดามารดาใช้เงินเค้าเองอย่าให้ชายผู้เดิมแลตัวหญิงต้องใช้เพราะเห็นชัดว่าตัวหญิงไม่ยอมให้ขาย แลหญิงนั้นเมื่อหนีบิดามารดาตามชายชู้ไป ถ้าเอาเงินทองสิ่งของของบิดามารดาติดตัวไปด้วย

                ถ้าบิดามารดาไม่ยอมให้ก็เร่งคืนให้ เว้นไว้แต่ผ้านุ่งห่มแลเบี้ยเงินหรือสิ่งของราคาสัก 3 ตำลึง ให้บิดามารดาลดให้หญิงเพื่อจะเป็นเสบียงเลี้ยงตัวอยู่สักเดือนหนึ่งสองเดือน กว่าจะมีที่ทำมาหากินกับชายที่ตัวหญิงนั้นยอมเป็นเมียเขา

                ความวิวาทอายัดแลฟ้องเถ้าแก่ให้เลิกเสียให้หมด ตามลัทธิผู้ชายในบ้านในเมืองทุกวันนี้พอใจ ถือว่าหญิงคนใดชายได้พาเข้าไปในที่ลับจับต้องถึงตัวแล้ว ก็พอใจถือตัวว่าเป็นเจ้าผัว ความก็ว่าอย่างนั้น ผู้ตัดสินก็ว่าอย่างนั้น แล้วตัดสินให้ผัวเป็นเจ้าของ แลให้เมียเป็นดังสัตว์เดรัจฉาน

                เพราะลัทธิอย่างนั้นแลจึงได้ตัดสินในเวลาหนึ่งให้เลิกกฎหมายเก่า ว่าหญิงหย่าชายหย่าได้นั้น ให้ยกกฎหมายนั้นต้องยุติธรรมอยู่ ให้เอาเป็นประมาณความเรื่องนี้ที่เปรียบเทียบพิจารณาว่าเป็นเมียว่าไม่ได้เป็นเมีย ให้ยกเสียเอาแต่ตามใจหญิงที่สมัครเป็นประมาณ

                หญิงใดมีชายมาขอ บิดามารดายกให้โดยยอมไปอยู่ด้วยกัน มีผู้รู้เห็นด้วยกันมากกว่า 2 คน เป็นผัวเมียกันร่วมสุขร่วมทุกข์ทุนรอนเดียวกันอยู่นานหลายวันหลายเดือน ประจักษ์แจ้งแก่คนรอบบ้านรอบเมือง ไม่มีใครขัดใครเถียง จึงควรตัดสินว่าเป็นผัวเมียกัน ในความเรื่องนี้จะให้เป็นอย่างนั้นจะไม่ได้ จึงต้องให้เป็นไปตามใจหญิงสมัคร”

                เรื่องที่เล่ามานี้เป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงดวงจิตที่เต็มไปด้วยความเมตตากรุณาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 รวมทั้งพระสติปัญญาที่แหลมคมรู้แจ้งถึงรายละเอียดต่าง ๆ ซึ่งทำให้สามารถทรงตัดสินแก้ไขปัญหาเล็กน้อยและใหญ่ได้ด้วยความยุติธรรม

                เหตุการณ์นี้จึงลงเอยด้วยดี สาวเหมือนได้รับอนุญาตให้เป็นเมียของนายริดชู้เก่า นายภูนั้นก็อุตส่าห์ได้เงินมาครึ่งชั่งหรือ 10 ตำลึง เป็นค่าชดใช้เรี่ยวแรงที่ต้องเสียไปในการฉุดสาวมาจากบ้านของพ่อแม่ และเป็นการทำขวัญที่ต้องนอนหนาวอยู่ในเรือนหอเพียงผู้เดียว ปล่อยให้สาวนั่งตบยุงตากน้ำค้างอยู่ที่นอกชานตลอดคืน

                ส่วนพ่อแม่นั้นก็มีโอกาสได้ขายลูกสาวเป็นราคาถึง 1 ชั่ง ซึ่งในสมัยนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นเงินไม่น้อย เป็นการตอบแทนความดีที่ได้เลี้ยงดูมาแต่เล็กจนโต เป็นการชดใช้ค่าแรงที่ต้องเสียไปในการด่าว่าทุบตีลูกสาวแสนดื้อ