Get Adobe Flash player

เมื่อนางแอนนาขอซื้อนางลออจากพระองค์เจ้าหญิงบุตรี โดย น.พ. วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

               เรื่องการเจรจาขอซื้อนางทาสลออจากพระองค์เจ้าหญิงบุตรีนี้ นางแอนนา เลียวโนเวนส์ เล่าไว้ในหนังสือ Siamese Harem Life ซึ่งเป็นเล่มสองที่เธอเขียน หลังจากหนังสือเล่มแรกซึ่งเล่าถึงชีวิตของเธอในวังสมเด็จพระจอมเกล้าฯ นั้น ขายดีได้กำไร เพราะฝรั่งนิยมติดตามอ่านกันมากมาย

               ข้อความเกี่ยวกับนางลออนี้ นางแอนนาบันทึกไว้ว่า ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2406 เธอตื่นเช้าก็เตรียมตัวไปสอนหนังสือในพระราชวัง แต่เมื่อไปถึงปรากฎว่าเหล่าเจ้าฟ้าหญิงและชายทั้งหลายมิได้เสด็จมาเรียนตามที่เคย เพราะต้องไปประกอบพิธีทางศาสนาในพระอาราม พนักงานบอกกับเธอว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงปรารถนาให้นางแอนนาไปร่วมพิธีนี้ด้วย เธอจึงรีบเดินตามไปอย่างรีบเร่ง

               หนทางที่เธอเดินผ่านไปนั้นเป็นซอยซอกตรอกเล็กคดเคี้ยววนเวียน นางแอนนาเลยหลงทางหาทิศไม่ถูก เดินเซ่อซ่ากลับหน้ากลับหลังอยู่พักหนึ่ง ทางก็มาจบตรงประตูบานใหญ่ของตึกเก่า ๆ หลังหนึ่ง มีกำแพงหนาและสูงบังอยู่รอบ

               นางแอนนาต้องการความช่วยเหลือ เพราะไม่ทราบว่าตัวหลงทางมาถึงที่ไหน จึงพยายามดันบานประตูนั้นสุดแรง

               เมื่อประตูเปิดออก เธอจึงชะโงกหน้ามองเข้าไปในบริเวณสวน ก็เห็นผู้หญิงผิวคล้ำคนหนึ่ง นุ่งผ้าซิ่นที่ขาดวิ่น เก่า และสกปรก เปลือยอกนมใหญ่ยานสองข้าง ยืนเท้าเอวจ้องเธอตาเขม็ง ข้าตัวนั้นมีเด็กผู้ชายอายุประมาณสี่ขวบ เกาะเอวนางอยู่ บางทีก็ดึงถันนางมาดูดน้ำนมด้วยความหิวกระหาย

               นางแอนนาเดินเข้าไปใกล้ จึงเห็นว่าหญิงคนนั้นถูกล่ามโซ่ไว้กับเสาปักกลางดินเหมือนสัตว์ เช่นวัวควายที่เขาขึงล่ามไว้ ไม่มีแม้แต่กระบังแดดกันฝน ปล่อยให้อยู่กลางแจ้งอย่างนั้นมานานกี่เดือนกี่ปี นางแอนนาก็ไม่ทราบ

               เมื่อเธอกางร่มเดินเข้าไปใกล้ หญิงนั้นก็ร้องว่า

               “ไปเสีย”

               นางแอนนาจึงถามอย่างอ่อนโยนว่า

               “ทำไมเธอจึงถูกล่ามโซ่อย่างนี้ ทำไมเธอไม่ยอมบอกฉัน”

               หญิงนั้นก็ร้องแต่ว่า “ไป” อย่างเดียว แล้วดึงหัวนมออกจากปากลูกอย่างรำคาญเต็มที อ้ายลูกก็แผดเสียงร้องไห้จ้า นางก็ต้องเอามันมากอดและปลอบให้นิ่งเสีย นางแอนนาจึงถามว่าลูกอายุเท่าไร

               “สี่ขวบ” นางตอบห้วน ๆ

               “แล้วชื่ออะไรล่ะ” นางแอนนาถามต่อ

               “มันชื่อทุกข์”

               “ทำไมตั้งชื่อลูกอย่างนั้นล่ะ”

               “ก็มันเรื่องอะไรของเธอด้วยเล่า” นางทาสพูดห้วนแบบยังไม่หมดฤทธิ์ แต่เมื่อเห็นว่าผู้หญิงฝรั่งคนนี้มีจิตเมตตากรุณาเธอก็เปลี่ยนใจ เล่าให้ฟังว่า เธอนั้นถูกพระองค์เจ้าหญิงบุตรีทำโทษ

               พระองค์เจ้าหญิงบุตรีนี้ เป็นพระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่สาม และเจ้าจอมมารดาอึ่งจึงมีฐานะเป็นหลานของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าฯขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินไทย ก็ได้ทรงรับพระองค์เจ้าหญิงบุตรีนี้มาเป็นมเหสีองค์หนึ่งด้วย

               นางทาสเล่าว่าตนเองนั้นเป็นเชื้อแขกชื่อลออ นับถือศาสนาอิสลาม พ่อแม่นางก็เป็นทาสของเจ้าจอมมารดาอึ่ง ตัวนางลออเองจึงเกิดมาเป็นทาสในเรือนเบี้ย ไม่เคยได้ทราบว่าชีวิตอิสระนั้นเป็นอย่างไร

               เมื่อเติบโตขึ้นก็ได้รับหน้าที่เป็นต้นห้องของพระองค์เจ้าหญิงบุตรี เพราะมีความกตัญญูซื่อสัตย์ จึงได้รับความไว้พระทัย เวลาพระองค์เจ้าหญิงบุตรีจะต้องซื้อสิ่งของอะไร นางลออจะมีหน้าที่เป็นผู้ถือเงินให้เสมอ

               วันหนึ่งพระองค์เจ้าหญิงบุตรีมีพระประสงค์จะซื้อผ้าแพรจากแขกชื่อนายโคดา ซึ่งเป็นพ่อค้ามั่งคั่งอยู่ในบางกอก นางนาสลออก็ได้รับมอบหมายให้นำเงินมาต่อราคา ขณะนั้นเธอยังเป็นเด็กสาววัยรุ่น หน้าตาและรูปร่างสวยงาม จึงเป็นที่ต้องตาต้องใจของนายโคดา พ่อค้าแขกอย่างมาก

               หลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสกลับไปพบกันอีกหลายหน บางทีก็ไปซื้อเทียนไข บางครั้งก็ไปซื้อสินค้าอื่น ๆ เธอสังเกตว่านายโคดามองเธอด้วยความเมตตาอยู่เสมอ พยายามยัดเยียดเงินทองให้หลายบาท แต่พวกหญิงอื่น ๆ ที่ติดตามไปด้วย มักจะแย่งเอาไปแบ่งกันเองเสียหมด

               เวลานางลออไปซื้อของจากนายโคดานั้น เธอต้องพายเรือไปตามลำน้ำเจ้าพระยา ได้รับแรงลม แสงแดด และอากาศบริสุทธิ์ ทำให้เธอรู้สึกเบิกบานใจเป็นพิเศษที่ไม่ต้องคุดคู้อุดอู้อยู่ในวังอย่างเดียว

               ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง นายโคดาพ่อค้าแขกส่งสาวใช้เข้ามาแอบกระซิบกับลออว่า เขายินดีจะจ่ายเงินให้เธอพ้นจากการเป็นทาส ถึงแม้จะต้องเสียเงินทองถึงสองเท่าราคาธรรมดาก็เต็มใจ

               เมื่อสาวใช้คนนั้นแอบเอาเงินให้ ลออก็ดีใจยิ่งนัก เข้าไปกราบเจ้าจอมมารดาอึ่ง ขออนุญาตผ่อนตัวเองออกจากเป็นทาสเพื่อได้รับอิสรภาพตามความปรารถนา แต่เจ้าจอมมารดาอึ่งไม่ยอมตกลง ท่านพูดว่า

               “เจ้าเกิดเป็นทาสของข้า ข้าไม่ยอมให้เจ้าไถ่ตัวด้วยเงินหรอก”

               “หม่อมฉันยินดีจ่ายเงินสองเท่าตัว ขอให้ปล่อยไปเท่านั้น” ลอออ้อนวอน

               “ถ้าเจ้าอยากมีผัว ข้าก็จะหาผัวดี ๆ ให้ เจ้าจะได้มีลูกให้ข้าใช้ เช่นเดียวกับที่แม่ของเจ้าเคยทำให้ข้ามาแล้ว แต่ข้าจะไม่มีวันปล่อยเจ้าไปหรอก”

               ถึงแม้ลออจะกราบไหว้อ้อนวอนร้องห่มร้องไห้เท่าไร เจ้าจอมมารดาอึ่งก็ยังไม่ยอมให้เธอได้รับอิสรภาพอยู่ดี

               ลออจึงไม่กล้าร้องขออีก พยายามก้มหน้าก้มตารับใช้ต่อไปด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัว

               จนเวลาผ่านมาอีกสองปี เจ้าจอมมารดาอึ่งจึงจัดการให้เธอแต่งงานกับนายทิม ซึ่งเป็นคนรับใช้อยู่ในวังเดียวกัน ถึงวันแต่งงาน เธอก็ได้รับอนุญาตให้ไปหาแม่ของนายทิม เพื่อแสดงความเคารพต่อแม่ผัวตามขนบธรรมเนียม โดยมีสาวใช้อีกสองคนติดตามคุมตัวมาด้วย

               เมื่อทั้งสามเดินมาถึงเรือนแพของมารดานายทิม ซึ่งปลูกลอยไว้ในแม่น้ำเจ้าพระยา ลออก็ขอพูดกับแม่ผัวเป็นส่วนตัว เธอสารภาพต่อหญิงชราผู้นั้นว่า เธอไม่ได้รักนายทิม เพราะจิตใจนั้นผูกพันอยู่กับนายโคดาพ่อค้าแขกมานานแล้ว และมีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะรอดพ้นจากสภาพนางทาส

               ว่าแล้วนางก็เอาเงินทั้งหมดที่ติดตัวมา วางใส่มือแม่ผัวในอนาคต แล้วก็กระโจนจากแพลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ว่ายน้ำดำน้ำหลบหนี

               เธอเป็นคนว่ายน้ำเร็วและแข็ง จึงไม่มีผู้ใดตามจับตัวได้สามารถสู้กระแสน้ำเชี่ยว ว่ายไปขึ้นอีกฝั่งหนึ่งได้

               คืนนั้นเธอนอนหลับคนเดียวกลางทุ่งนา ตื่นเช้าขึ้นรู้สึกหิวโหยอ่อนกำลัง จึงพยายามออกเดินด้นดั้นไปจนถึงบ้านนายโคดา เล่าเหตุการณ์ทุกอย่างให้พ่อค้าแขกที่เธอรักนั้นฟัง เขาก็แสดงความยินดีที่จะอุปการะเธอ

               หลังจากพักผ่อนอยู่ที่บ้านนั้นไม่นาน นายโคดาก็จัดพิธีแต่งงานตามลัทธิอิสลาม มีพระแขกที่เรีกกันว่า มูลล่าห์นั้นประกอบพิธีให้เป็นผัวเมียกัน

               นางลออจะเป็นเมียคนที่เท่าไรของนายโคดานั้น เราไม่ทราบแน่ เพราะชายอิสลามนั้นสามารถมีเมียได้ถึงสี่คน ผู้เขียนคิดว่านางลออคงจะเป็นเมียคนหลัง ๆ มากกว่า เพราะขณะนั้นนายโคดาก็มีฐานะเป็นพ่อค้ามั่งคั่งแล้ว คงมีอายุไม่น้อย และน่าจะมีครอบครัวมาก่อนแล้วเป็นแน่

               แต่นางลออก็ไม่เคยรู้สึกรังเกียจว่าตนเป็นเมียคนที่เท่าไร เพียงแต่มีความสุขอย่างสุดที่จะพรรณนา สภาพชีวิตแต่งงานทุก ๆ วันนั้นเปรียบเหมือนได้อยู่บนสวรรค์ ไม่ต้องเป็นทาสหรือขี้ข้าใครอีกต่อไป ครั้งต่อมาไม่กี่เดือนเธอก็ตั้งครรภ์

               วันหนึ่งขณะที่เธอกำลังนั่งตากลมเย็น ๆ อยู่บนบันไดหน้าบ้าน ก็มีผู้ชายบุกรุกเข้ามาหลายคน ตรงเข้าไปปลุกปล้ำจับเธอมัดแขนมัดขา และลากกลับไปที่วังของพระองค์เจ้าหญิงบุตรี เมื่อไปถึงก็ถูกล่ามโซ่ไว้กลางแจ้ง ให้ทนทุกข์ทรมานตากแดดตากฝน

               พระองค์เจ้าหญิงบุตรีทรงรับสั่งกำชับไว้ว่า ให้ล่ามโซ่เยี่ยงสัตว์ไว้เช่นนี้ จนกว่านางลออจะสัญญาต่อพระองค์ว่าจะไม่พยายามหลบหนีไปอีก

               ตัวนางลออนั้นก็ไม่ยอมให้สัญญาว่าจะไม่หนี จึงถูกล่ามไว้เช่นนั้น ในสภาพของวัวควายที่เขาผูกไว้นอกคอกจนเธอท้องแก่ ก็ต้องคลอดลูกออกมากลางดินกลางทรายเช่นนั้น

               ทุกวันจะมีนางทาสเอาอาหารมาโยนให้กิน ส่วนน้ำนั้นก็พอจะคลานไปดื่มริมคูไหว นางลออถูกทรมานให้อยู่ในภาวะเช่นนี้เป็นเวลานานถึงสี่ปี นางแอนนาจึงมาพบเข้าโดยบังเอิญ

               ชีวิตของสามัญชนในสมัยโบราณนั้น บางทีก็ถูกกดดันให้มีสภาพต่ำกว่าสัตว์เดรัจฉาน แม้แต่วัวควายเขาก็ยังผูกล่ามไว้ในคอก นางลออนั้นโดนใส่โซ่ล่ามไว้กลางแดด ไม่มีแม้แต่หลังคาจากจะบังหัว เวลาถูกแดดเผาก็ร้อนระอุแทบจะบ้าคลั่ง เวลาฝนตกฟ้าร้องก็ต้องนอนตัวเปียกหนาวสั่นอยู่หลายวัน เธอต้องปัสสาวะอุจจาระ และกินอาหารร่วมกับลูกชายอยู่ตรงนั้นเอง ผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็ไม่มีใครกล้าช่วยเหลือ เพราะเกรงว่าจะทำให้พระองค์เจ้าหญิงบุตรีพิโรธ

               เมื่อนางแอนนาได้ทราบเรื่องราวละเอียดแล้ว เธอจึงรีบไปหานายโคดาพ่อค้าแขก บอกเขาว่านางลออเมียเก่านั้นยังมีชีวิตอยู่ ทั้งมีลูกชายอายุสี่ขวบ แต่เคราะห์ร้ายยังไม่หมดสิ้นถูกล่ามโซ่เหมือนสัตว์อยู่ในวังของพระองค์เจ้าหญิงบุตรี มเหสีสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

               นายโคดาได้ฟังเช่นนั้นก็ตกใจ รีบเรียกมูลล่าห์พระแขกมาร่างบันทึกฉบับหนึ่ง เพื่อให้นางแอนนานำไปถวายแก่พระเจ้าอยู่หัวในวันรุ่งขึ้น

 (อ่านต่อฉบับหน้า)