Get Adobe Flash player

เมื่อนางแอนนาขอซื้อนางลออจากพระองค์เจ้าหญิงบุตรี (จบ) โดย น.พ. วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

(ความเดิมฉบับที่แล้ว)

                นายโคดาได้ฟังเช่นนั้นก็ตกใจ รีบเรียกมูลล่าห์พระแขกมาร่างบันทึกฉบับหนึ่ง เพื่อให้นางแอนนานำไปถวายแก่พระเจ้าอยู่หัวในวันรุ่งขึ้น

                นางแอนนาเล่าว่า พอรุ่งเช้าเธอก็รีบเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระจอมเกล้าฯ และได้นำหนังสืออังกฤษชื่อ Curiosities of Science ไปถวายพร้อมกับคำร้องของนายโคดาและพระมูลล่าห์ด้วยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพอพระทัยกับหนังสือวิทยาศาสตร์ของนางแอนนามาก ทรงอ่านคำร้องของนายโคดาพ่อค้าแขก แล้วตรัสว่า

                “Inquiry shall be made by me into this case”

                วันรุ่งขึ้นนางแอนนาก็ได้รับพระลายลักษณ์อักษรจากพระเจ้ากรุงสยาม มีใจความเป็นภาษาอังกฤษว่า

                “Lady Leonowens,

                I have liberty to do and inquiry for the matter complained, to hear from The Princess P’hra Ong Brittry, the daughter of the Chow Chom Manda Ung, who is now absent from hence.  The Princess said that she knows nothing about the wife of Naikodah, but that certain children were sent her from her grandfather maternal, that they are offspring of his maid-servant, and that these children shall be in her employment.  So I ought to see the Chow Chom Manda Ung, and inquire from herself.

                                                                                                                                                S.P.P. Maha Mongkut R.X.

                แล้วพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็ทรงช่วยเหลือ โดยรับสั่งให้กุลสตรีชาววังอาวุโสสูงผู้หนึ่ง เรียกกันว่าคุณท้าวอัป เป็นธุระดูแลให้นางลออได้รับการปลดปล่อย

                คุณท้าวอัปนี้นางแอนนาเคารพนับถือมาก และมักจะเขียนชมท่านอยู่เสมอ ท่านมีตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาสูงสุดในเขตพระราชวังใน คือส่วนที่พวกสนมและนางห้ามพำนักอยู่ เป็นหญิงไทยโบราณที่เคร่งขรึม พูดน้อย และรอบรู้คงแก่เรียน จึงใส่แว่นตาเสียด้วย

                ท่านดำรงชีวิตอยู่ภายในวังอย่างง่าย ๆ มีคูหาเล็กนิดเดียวเป็นที่พำนักของท่าน และมีคนรับใช้เพียงสามคน ท่านเคยมีข้าราชบริพารหลายสิบหลายร้อยคนเมื่อสมัยยังสาว แต่พอแก่ตัวลง ความใจบุญทำให้ท่านปล่อยทาสชายหญิงทั้งหลายให้ได้เป็นอิสระกันหมดสิ้น เหลือไว้แต่คนสนิทรับใช้เพียงสามนางเท่านั้น

                เมื่อนางแอนนามาหา ท้าวอัปก็บอกว่า ตามกฎหมายแล้วหากทาสคนใดมีเงินมาขอไถ่ค่าตัว เจ้านายนั้นจะต้องยอมปลดปล่อย จะบังคับเก็บตัวเอาไว้นั้นไม่มีสิทธิ์เลย

                ท่านจึงสั่งให้พนักงานผู้คุมไปเชิญเจ้าจอมมารดาอึ่ง และพระองค์เจ้าหญิงบุตรีมาพบ ทั้งสองรออยู่ที่ศาลากลางวังเป็นเวลานานถึงสองชั่วโมง จึงเห็นสตรีกลุ่มใหญ่เดินเป็นขบวนติดตามกันมาหลายสิบคน เจ้าจอมมารดาอึ่ง และพระองค์เจ้าหญิงบุตรีนำหน้า มีข้าราชบริพารถือพานใส่หมากพลู คนโฑสำหรับใส่น้ำ รวมทั้งหมอนและเบาะสี่บ่วงสำหรับรองนั่ง

                เมื่อทุกคนนั่งลงบนศาลาแล้ว ท้าวอัปก็ถามว่า ตอนนี้นางลอออยู่ที่ไหน ทั้งเจ้าจอมมารดาและพระองค์เจ้าหญิงบุตรีก็นั่งจ้องหน้าท้าวอัปเฉย ๆ ไม่ยอมพูดให้คำตอบประการใด แสดงอำนาจวางท่าท้าทายอย่างไม่เคารพหรือเกรงใจ

                คุณท้าวอัปท่านจึงหยิบพระลายลักษณ์จากสมเด็จพระจอมเกล้าฯมาอ่านดัง ๆ ให้ทุกคนได้ยินทั่วกัน เมื่อท่านอ่านเสร็จแล้ว ทั้งเจ้าจอมมารดาอึ่งและพระองค์เจ้าหญิงบุตรีก็ก้มตัวลงกราบถวายบังคมแก่พระสาส์นของพระเจ้าแผ่นดิน แล้วเจ้าจอมมารดาอึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า

                “ถ้านางทาสทุกคนที่ดิฉันมีอยู่นี้ เอาเงินมาไถ่ค่าตัวกันหมดแล้ว จะให้ดิฉันทำอย่างไร”

                “ท่านก็ต้องปลดปล่อยให้เป็นอิสระหมดทุกคน ตามกฎหมายบ่งไว้” ท้าวอัปตอบ

                อ้อ แล้วดิฉันก็ต้องกลายเป็นคนใช้เสียเองหรือคะ”

                “ถ้าจำเป็น ก็ต้องทำเช่นนั้น” ว่าแล้วคุณท้าวอัปก็ประกาศว่า ต่อจากนี้ไปนางลออจะต้อได้รับการปลดปล่อยและเป็นสมบัติของคุณครูใหญ่ คือนางแอนนา

                นางแอนนาดีใจนัก กล่าวขอบพระคุณแก่ท้าวอัป และถอนสายบัวแสดงความเคารพต่อเจ้าจอมมารดาอึ่งและพระองค์เจ้าหญิงบุตรี แต่ทั้งสองก็เมินหน้าเฉยเสียด้วยความแสนงอน เธอรีบกลับไปเอาเงินที่บ้าน แล้ววันรุ่งขึ้นก็เดินไปถึงส่วนของวังในที่ลออถูกล่ามโซ่ไว้

                ไปถึงก็พบเจ้าจอมมารดาอึ่งและพระองค์หญิงบุตรีอยู่ท่ามกลางสาวใช้มากมายหลายคน นางแอนนาจึงนำฎีกาปลอดปล่อยลออไปให้ดู และค่อย ๆ วางเงินค่าไถ่ลงตรงหน้ากุลสตรีสูงศักดิ์ทั้งสอง

                เจ้าจอมมารดาอึ่งคงจะยังเคืองแม่ฝรั่งตัวยุ่งนี้อยู่นัก จึงเอามือปัดเงินนั้นตกลงมาเกลื่อนกลาดที่พื้นดิน แล้วก็สั่งให้ผู้คุมตัดสายโซ่นั้นเสีย

                แต่เมื่อโซ่ตรวนนั้นถูกตัดขาดแล้ว นางทาสลออก็ยังไม่ยอมลุก กลับนอนหมอบกราบใบหน้าติดกับดินอยู่ตามเคย นางแอนนาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น จนกระทั่งมีหญิงคนหนึ่งมากระซิบว่า ยังไม่มีใครไถ่ตัวลูกชายของเธอ เพราะฉะนั้นถึงแม้แม่จะได้เป็นอิสระแล้ว เธอก็ยังไม่ยอมพลัดพรากจากตัวลูกน้อย

                นางแอนนาเข้าใจ ก็รีบไปเอาเงินเพิ่มเติมจากบ้านของเธอแล้วเดินกลับมากับคุณท้าวอัปอีกครั้งหนึ่ง

                เมื่อมาถึงก็เห็นกุลสตรีสาวชาววังทั้งหลายนั่งส่องกระจกกินหมากกันอย่างแสนสบาย นางลออก็ยังหมอบกราบหน้าติดดินอยู่ตามเดิม คุณท้าวอัปจึงอ่านกฎหมายให้ทุกคนฟังว่า ลูกที่เกิดแก่นางทาสนั้น ไถ่ตัวได้ในราคาหนึ่งบาทเมื่อเกิด และหลังจากนั้นต้องเพิ่มเงินอีกปีละบาท นางแอนนาก็เอาเงินสี่บาทมามอบให้อีก แต่คราวนี้ไม่มีใครปัดเงินของเธอทิ้ง

                คราวนี้นางลออจึงลุกขึ้น อุ้มลูกชายเดินกะโผลกกะเผลกตามหลังนางแอนนาและคุณท้าวอัป หัวเราะบ้าง ร้องไห้บ้างปนกกันไป

                นางแอนนาได้ยินเธอพูดพล่ามกับลูกชายว่า คราวนี้ทุกข์ของแม่จะได้วิ่งเล่นในสวนดอกไม้ ไล่จับผีเสื้อ และแม่จะเฝ้าดูเจ้าทั้งวัน และนางแอนนาเล่าว่า เหล่าชาวบ้านชายหญิงที่มามุงดูล้อมรอบอยู่นั้นต่างก็พูดว่า

                “พุทโธ่ ดีใจนักหนา ดีใจนักหนา”

                นางแอนนาเอาตัวลออกลับไปมอบให้นายโคดาสามีของเธอ พ่อค้าแขกอิสลามนั้นดีอกดีใจที่ได้เมียน้อยและลูกชายกลับมาเป็นสมบัติ จึงคืนเงินให้แก่นางแอนนาทุกบาททุกสตางค์

                เราเป็นคนไทยสมัยใหม่ อ่านเรื่องนางทาสลออนี้แล้วก็รู้สึกละอายใจในระบบสังคมโบราณของเรา ที่กดขี่ชนชาติเดียวกันให้มีสภาพต่ำลำบากยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน

                ทาสในสมัยโบราณนั้นมีชีวิตไม่ผิดกับวัวควายที่เจ้านายเลี้ยงไว้ มีหน้าที่รับใช้อย่างเดียว จะคิดหรือปรารถนาอะไรนั้นไม่สำคัญ ถึงเวลาแตกเนื้อสาว นมขึ้น มีประจำเดือน นายก็หามนุษย์ตัวผู้มาเป็นผัว เพื่อจะได้คลอดลูกมาเป็นทาสให้ต่อไปอีกหลายคน

                เวลาประพฤติผิดใจ ก็เฆี่ยนตีล่ามโซ่เหมือนหมูหมา มิได้เคยคำนึงว่า นี่ก็เป็นมนุษย์ที่มีความคิดจิตใจผู้หนึ่ง

                เราถือตนว่าเป็นพุทธศาสนิกชน แต่แทนที่จะใช้ความเมตตากรุณาเป็นพื้นฐานแห่งสังคม กลับนิยมความกดขี่ข่มเหงซึ่งกันและกัน เป็นระบบการประพฤติที่ห่างไกลจากหลักพระธรรมมากนัก

                ในเวลาเดียวกัน เราก็ต้องยอมรับความดีและชมเชยน้ำใจอันงามของนางแอนนา ผู้หญิงฝรั่งในกรุงสยาม เพราะเขาอดรนทนไม่ได้ที่จะเห็นมนุษย์ถูกล่ามโซ่ไว้กลางแดดกลางฝนเป็นเวลานานถึงสี่ปี

                การกระทำเช่นนี้แหละที่ทำให้ฝรั่งเขาถือว่าเราป่าเถื่อน

                แต่ชาติไทยเรายังโชคดี ที่มีประมุขของชาติเช่นสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คอยประทานความยุติธรรมให้แก่ประชาชนพลเมือง แก้ไขระบบโบราณที่ผิด และนำพสกนิกรไปสู่แสงสว่างได้ในที่สุด

                พระองค์เจ้าหญิงบุตรีนี้ เราทราบจากหนังสือประวัติศาสตร์ว่า เป็นพระธิดาของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ทรงประสูติเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2370 พระมารดาคือเจ้าจอมมารดาอึ่ง ทรงมีชีวิตยืนนานมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระไอยิกาเธอ กรมหลวงวงเสริฐสุดา สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2450 มีพระชนมายุนานถึง 80 พรรษา