Get Adobe Flash player

เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศ มิให้คนทักว่าอ้วนหรือผอม โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

                ในสมัยโบราณนั้น ผู้ใดมีวาสนาสูง บุญญาบรรดาศักดิ์ใหญ่โต อยู่ดีกินดี ก็มักจะมีรูปร่างค่อนข้างท้วม แสดงถึงความมั่นคง

                ใครร่างกายผ่ายผอม คนมองเห็นก็นึกว่ามีโรคร้ายไข้เจ็บหรือไม่มีอาหารพอกิน เห็นได้ว่าบุญวาสนาน้อยกว่าคนอ้วนท้วม

                พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงมีพระกายาที่ผอมเพรียว เพราะทรงผนวชเป็นภิกษุเสวยพระกระยาอาหารเพลมาเป็นเวลาหลายสิบปีก่อนขึ้นครองราชสมบัติ ถึงแม้จะเสวยพระกระยาหารมากขึ้นเมื่อเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ก็ไม่ทรงอ้วนสมบูรณ์ขึ้น

                ความจริงรูปร่างลักษณะแบบนี้แพทย์สมัยโบราณถือว่าถูกต้องต่อสุขภาพมากกว่าการเป็นคนอ้วน จะแข็งแรง อายุยืนไม่เป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตขึ้นสูงได้ง่าย

                แต่ในสมัยโบราณ สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ไม่ค่อยจะพอพระทัยในลักษณะพระกายาของพระองค์เอง มีข้อความในประกาศบางฉบับที่ทรงบ่นถึงเรื่องนี้ อ่านเห็นได้อยู่บ่อย ๆ ในประกาศฉบับหนึ่งทรงกล่าวว่า

                “ตัวข้าพเจ้านี้ มีคนเป็นอันมาก ทั้งพระทั้งคฤหัสถ์ข้างวัดข้างบ้าง ทั้งหญิงทั้งชาย ตั้งต้นแต่บ่าว ผู้ใหญ่เก่า ๆ ของข้าพเจ้าเองขึ้นไป ย่อมคิดเห็นว่าข้าพเจ้ามีกำลังน้อย ทั้งกำลังกายกำลังปัญญา คือเห็นว่าซูบผอมไม่มีเรี่ยวแรงแข็งกล้า โรคภัยมาก เจ็บไข้บ่อย ๆ

                แลว่าข้าพเจ้าคิด ๆ พูดๆ ไม่เหมือนท่านทั้งปวงคิด ท่านทั้งปวงพูด

                ด้วยเหตุนี้ คนเป็นอันมาก แม้ถึงมิใช่ชังตัวข้าพเจ้า ก็คิดเห็นว่าข้าพเจ้าเป็นคนนอกเศษนอกเลย ไม่ควรจะคิดจะหมายให้ได้รากคากดี”

                นางแอนนา เลียวโนเวนส์เอง ซึ่งเป็นผู้หญิงฝรั่งปากจัด ไม่มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ ได้บันทึกไว้ว่า ลักษณะพระกายาของพระเจ้าแผ่นดินไทยนั้นเหมือนกับ Shriveled old Grasshopper คือตั๊กแตนที่แก่ตัวเหี่ยว

                ผู้เขียนเคยอ่านในบันทึกภาษาฝรั่งของเธอ ก็รู้สึกโกรธเคือง ผู้หญิงคนนี้ไม่มีความเป็นผู้ดีพอ กล่าวถึงลักษณะของพระมหากษัตริย์ของประเทศอื่นอย่างไม่เหมาะสม

                ท่านผู้อ่านได้มีโอกาสอ่านข้อความของนางแอนนา เลียวโนเวนส์ เป็นหนังสือที่เธอเคยเขียน ก็จะพบว่าเธอได้ใช้ถ้อยคำที่หยาบคายรุนแรงในการบรรยายถึงพระเจ้าแผ่นดินของเราอีกหลายบทหลายตอน ไม่เป็นเรื่องน่าแปลกใจว่าหนังสือเล่มนี้เคยถูกสั่งห้ามไม่ให้จำหน่ายในประเทศไทยอยู่เป็นเวลาหลายปี

                สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีประกาศถึงสองฉบับเกี่ยวกับการห้ามมิให้กราบบังคมทูลทักว่าอ้วน ผอม ขาว หรือดำ ทรงกระทำเช่นนี้เพราะคงจะรำคาญเต็มที การที่ทั้งเชื้อพระวงศ์ และข้าราชการขุนนางชอบกราบบังคมทูล เพราะความเป็นห่วงว่าทรงผ่ายผอม หรือดำคล้ำลง จนในที่สุดไม่ทรงอยากฟังแล้ว จึงขอให้เลิกพูดกันเสียที

                ประกาศอันแรกลงวันพฤหัส เดือนหก ขึ้น 3 ค่ำ ปีจอ จัตวาศก มีใจความว่า

                “มีพระบรมราชโองการมาพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ให้ประกาศพระบรมวงศานุวงศ์ แด่ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ และพระสงฆ์ราชาคณะ พระครูฐานานุกรม แลแพทย์หมอให้ทราบทั่วกัน

                ว่าตั้งแต่นี้ไปห้ามเป็นอันขาด อย่าให้ท่านผู้ใดปราศรัยทักทายถึงพระกายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยคำว่าอ้วน ว่าผอม ว่าดำ ว่าขาว สรรเสริญก็ดี ติเตียนก็ดีแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง

                คำปราศรัยอย่างนี้ไม่ดี เป็นการล่วงเกินต่ำสูงนัก อย่าได้พูด อย่าได้ใช้เลย”

                หลังจากประกาศนี้ออกมาแล้ว ก็คงจะมีคนไม่รู้หรือไม่เชื่อฟัง ยังกราบทูลทักว่าผอมหรือดำอยู่อีก

                จึงมีความจำเป็นจะต้องประกาศลงโทษผู้ที่ยังไม่เชื่อฟัง

                ในประกาศอันที่สองนี้ สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงพยายามอธิบายถึงเหตุผลแจ้งว่า คำว่าอ้วนหรือผอมนี้ แท้จริงเป็นคำหยาบ ใช้กับสัตว์เดรัจฉานมากกว่าคนมนุษย์ เช่น พูดว่า วัวหรือหมูตัวอ้วนหรือตัวผอม แต่แท้จริงมนุษย์ธรรมดาหรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้านายนั้น ควรจะใช้คำอื่น หรือมิฉะนั้นก็ไม่ต้องเอ่ยถึงเลย ทรงเริ่มต้นคำประกาศนี้ว่า

                “ให้ประกาศการที่มีผู้ปราศรัยทักทายเจ้านายผู้มีบรรดาศักดิ์สูง ด้วยการในพระกายทักว่าอ้วนว่าผอมนี้เป็นอัปมงคลไม่ควรตามเหตุที่อ้างเป็นหลายประการ

                คือคำว่าอ้วนว่าผอมเป็นคำหยาบคำต่ำ คำเลว ประการหนึ่งคือเอาการที่ควรจะวิตกเป็นประมาณ ว่าดีว่าชั่วในสัตว์เดรัจฉานมาพูดมาเจรจาในมนุษย์มีศักดิ์สูง ไม่มีประโยชน์

                ประการหนึ่งคือ ทำให้กำเริบมิ่งขวัญของกายผู้มีสิริ ด้วยการเจรจาขัดแก่การที่โบราณห้ามมาประการหนึ่ง              

                ซึ่งคำว่าอ้วนว่าผอมเป็นคำต่ำคำเลวหยาบนั้นฟังเอาเถอะ ปากผู้ดี ผู้ดีที่มีอัธยาศัย เมื่อเค้าจะพูดว่าเจ้านายผอมไปแลอ้วนขึ้น เขาก็ยอมว่าซูบพระองค์ แลทรงพระเจริญหรือพ่วงพีดังนี้โดยมาก เขาไม่ว่าอ้วนว่าผอมมิใช่หรือ

                อนึ่ง เปรียบความให้เห็นตัวอย่างในถ้อยคำ เหมือนเจ้าจอมมารดาศรีในพระเจ้าพี่นางเธอพระองค์เจ้าบุปผา คือเจ้าจอมที่เป็นบุตรเจ้าพระยาศรีธรรมธิราช และเป็นน้องเจ้าพระยาอภัยภูธรแลพระยาอนุชิตชาญชัย ขุนทอง และเป็นอาว์เจ้าพระยายมราช พระยาเสนาภูเบศร์บัดนี้ แลพระยาอนุชิตชัญชาญหนู และอื่นๆ นั้น

                เมื่อแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เจ้าจอมมารดาศรีเป็นเจ้าจอมมารดาผู้ใหญ่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ว่าราชการฝ่ายในต่างโดยมาก

                ท่านทั้งหลายทั้งปวงตลอดลงไป จนไพร่เลวย่ำเยงเกรงกลัวนับถือมาก เมื่อจะเรียกออกชื่อเดิมว่าขุนศรี เจ้าขุนศรีก็กระดากปาก จึงอาศัยเอาสัณฐานกายเจ้าจอมมารดานั้น ซึ่งแปลกกันกับสัณฐานกายคุณนุ่น พระบรมญาติที่เรียกว่าเจ้าขุนวังหลวง ผู้ว่าราชการในพระราชวังโดยมากเหมือนกันนั้นเป็นที่อ้าง แล้วจึงเรียกนามแปลไปว่าเจ้าขุนพี ชื่อนี้ก็ยังแจ้งอยู่แก่เหล่าหลานแลญาติสืบมา

                คิดดูเถอะ ถ้าคำว่าอ้วนว่าผอมเป็นคำดี เขาจะทักว่าเจ้าขุนพีทำไม เขาจะมิเรียกว่าเจ้าขุนอ้วนหรือ

                อนึ่ง เมื่อเรียกข้างเจ้าจอมมารดาศรีว่าเจ้าขุนพีแล้ว คุณนุ่มพระบรมญาติผู้ว่าราชการตั้งเป็นคู่กัน ก็ควรจะเรียกว่าเจ้าขุนผอม เพราะคำว่าผอมเป็นคำต่ำ จึงเรียกว่าเจ้าขุนวังหลวงโดยเทียบกับคุณคุ้มผู้น้องท่านนั้น ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ว่าราชการในพระบวรราชวัง มีผู้เรียกว่าเจ้าขุนวังหน้า

                แลว่าคุณกระต่ายน้องท่านซึ่งในเวลานั้นได้เป็นผู้ใหญ่ในข้าหลวง ในเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพพยวดี ซึ่งเสด็จอยู่ที่ปลัดซ้ายแลพระที่นั่งวิมานรัตนารัตยา ซึ่งนับเนื่องในหมู่พระมหาปราสาทนั้น ว่าเจ้าคุณปราสาทก็ซึ่งข้อที่ว่าเอาการที่ควรจะวิตกเป็นประมาณว่าดีชั่ว ว่าในสัตว์เดรัจฉานมาพูดมาเจรจาว่า ในมนุษย์มีศักดิ์สูงไม่มีประโยชน์นั้น คือว่าให้เห็นด้วยกันว่าการที่จะวิตกแล้วติว่าผอมเป็นชั่ว สรรเสริญว่าอ้วนเป็นดีเป็นประมาณของประโยชน์นั้น ต้องการในสัตว์เดรัจฉานสองจำพวก คือสัตว์ที่เป็นพาหนะจำพวกหนึ่ง สัตว์ที่จะต้องการเนื้อที่จะเรียกว่ามังสะเป็นอาหารจำพวกหนึ่ง เมื่อผู้ใดจะซื้อหาช้าง ม้า โค กระบือ อูฐ ลา ซึ่งเป็นพาหนะจะใช้แรงก็ย่อมสรรเสริญสัตว์ที่อ้วน ติสัตว์ที่ผอม สัตว์ที่อ้วนมีราคามาก สัตว์ที่ผอมมีราคาน้อย ถึงสัตว์ที่เป็นอาหารคือ สุกร แพะ แกะ แล สมัน กวาง ทราย ตลอดลงไปจนเป็ด ไก่ แลปลา บรรดาที่จะใช้เนื้อเป็นอาหาร ผู้ซื้อหาต้องการก็เลือกหาสัตว์ที่อ้วนเพราะมีเนื้อมาก สัตว์ที่อ้วนมีราคามาก เพราะสัตว์ที่ผอมสงสัยเป็นสัตว์มีโรค

                ก็ความอ้วนความผอมนั้น เมื่อมาพิจารณาในมนุษย์ แม้ในคนที่จะใช้แรงเป็นทาสกรรมกร หรือทหาร แลคนมวยคนปล้ำต่าง ๆ มัฌฉิมบุคคลคือคนสัณฐานกลางนั้นเป็นดี”

                อ่านข้อความข้างบนนี้พอจะเข้าใจได้ว่า ในแผ่นดินของสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 มีกุลสตรีชั้นสูงสุดคนหนึ่ง คือเจ้าคุณศรีในพระราชวัง ท่านคงจะเป็นคนที่อ้วนจึงเรียกกันว่าเจ้าคุณพี คำว่าพีนี้คงหมายถึงความอ้วนสมบูรณ์ของร่างกาย

                จากทรงเล่าถึงเจ้าคุณศรีนี้แล้ว สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็ทรงอธิบายต่อไปว่า คำว่าผอมและอ้วนนั้น แท้จริงใช้สำหรับสัตว์ที่เราใช้งานหรือสัตว์ที่เราฆ่ามากินเนื้อ ไม่เหมาะสำหรับใช้กับมนุษย์

                หลังจากนั้นจึงทรงกล่าวถึงสุขภาพของคนอ้วนคนผอมว่าความคิดในทำนองคนอ้วนนั้นสุภาพดีและคนผอมนั้นขี้โรคอาจจะผิดจากความจริงก็ได้ แท้จริงที่มีลักษณะกลาง ๆ ไม่อ้วนไม่ผอมจนเกินไป อาจจะมีอายุยืนมากที่สุด

                ความพิจารณาคิดเห็นของพระองค์นี้ ก็ตรงกับความคิดของแพทย์ในสมัยใหม่ว่าความอ้วนนั้นเป็นอันตราย เพราะการที่มีน้ำหนักเกินสมควร มักจะตามด้วยมีคอเลสเตอรอลสูงผิดปรกติ เป็นโรคหัวใจได้ง่าย หรือบางคนก็เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ทำให้อายุสั้น ที่อ้วนจนเกินไปมักจะไม่มีแรงที่จะเดินเหินหรือออกกำลังได้เท่ากับคนที่มีรูปร่างเพรียวกว่า ทรง อธิบายต่อไปในทำนองนี้

(อ่านต่อฉบับหน้า)