Get Adobe Flash player

เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศ มิให้คนทักว่าอ้วนหรือผอม (จบ) โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

            

               ความพิจารณาคิดเห็นของพระองค์นี้ ก็ตรงกับความคิดของแพทย์ในสมัยใหม่ว่าความอ้วนนั้นเป็นอันตราย เพราะการที่มีน้ำหนักเกินสมควร มักจะตามด้วยมีคอเลสเตอรอลสูงผิดปรกติ เป็นโรคหัวใจได้ง่าย หรือบางคนก็เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ทำให้อายุสั้น ที่อ้วนจนเกินไปมักจะไม่มีแรงที่จะเดินเหินหรือออกกำลังได้เท่ากับคนที่มีรูปร่างเพรียวกว่า ทรง อธิบายต่อไปในทำนองนี้

               “ก็ความอ้วนความผอมนั้น เมื่อมาพิจารณาในมนุษย์ แม้ในคนที่จะใช้แรงเป็นทาสกรรมกร หรือทหาร แลคนมวยคนปล้ำต่าง ๆ มัฌฉิมบุคคลคือคนสัณฐานกลางนั้นเป็นดี คนอ้วนนักเมื่อเป็นทาสวิ่งตามนายไม่ไหว ใช้ปีนป่ายขึ้นร่างร้านหลังคาไม่ได้ นักหอมฮอเฮ่ออยู่

               ถ้าเป็นมวยเป็นปล้ำ ถูกเตะถูกชกหกล้มลง ลุกไม่ขึ้น ถ้าผอมนักใช้แบกใช้หามของใหญ่ของหนักไม่ใคร่ได้ โลเลนักถ้าเป็นมวยเป็นปล้ำแรงน้อยไปชกเขาไม่แตก เตะเขาไม่ล้มแต่ผู้สรรเสริฐคนอ้วนติคนผอมนั้นดูเหมือนที่จะว่าคนอ้วนอายุยืน คนผอมอายุสั้น การนั้นก็ไม่จริงไม่เป็นประมาณ

               จีนชื่นที่เป็นพระยาพิศาลศุภผลที่เป็นคนผู้อ้วนอย่างเอกอายุอ่อนกว่ามหาคงที่เป็นพระราชกระวี ซึ่งเป็นผู้ผอมอย่างเอกนั้นถึงสามสิบสองปี

               ก็เหตุไรเล่าพระยาพิศาลศุภผลจึงตายไปก่อนพระราชกระวี

               ข้อซึ่งว่าทำให้กำเริบมิ่งขวัญของกายผู้มีสิริด้วยการเจรจาขัดแก่การที่โบราณห้ามมานั้น ให้สืบสังเกตเอาเถอะ คนที่เลี้ยงเด็กต่อหน้าเด็กนั้น เขาไม่ว่าอ้วนว่าหนักว่าน่ารักน่าชม เพราะว่าดีมักกลับเป็นร้าย

               แต่ซึ่งว่าซูบว่าผอมไปนั้นบิดามารดาและญาติพี่เลี้ยงเด็กมักวิตก เพราะเหตุที่ว่าเด็กไม่รู้จักรักษาตัว การที่รักษาตัวเด็กนั้นเป็นธุระของผู้ใหญ่ ที่จะได้หาหมอมาประกอบยา แลขู่เข็ญขื่นใจให้เด็กกิน

               ก็ผู้ใหญ่ทั้งปวงนั้น ชีวิตของเขาเขาก็รัก เมื่อจะสบาย ไม่สบายตัว เขารู้ก่อนผู้อื่น กายของเขาก็เห็นอยู่เป็นนิจ ด้วยส่องกระจกอยู่ทุกวัน ถึงที่ไหนจะไม่มีกระจก หาน้ำใส่ขันส่องดูหน้าดูรูปของตัวเป็นธรรมดา ไม่ต้องการที่ผู้อื่นจะปราศรัยล่วงเกินเข้ามา ถ้าทักหล่อนว่าศีรษะล้านดีกว่า เพราะพูดเป็นการเล่นไม่เอื้อถึงชีวิตชีวัง

               ก็การทักว่าอ้วนว่าผอมนั้น เมื่อวิเคราะห์ไปเป็นการเอื้อมถึงชีวิตชีวัง แลผู้พูดไว้ตัวสูงเป็นเหมือนดังบิดามารดา กับประมาณเจ้าของกายผู้ที่ต้องทักนั้นให้เป็นเหมือนดังเด็ก ๆ ไม่รู้จักรักษาตัว”

               หลังจากทรงอธิบายไว้อย่างละเอียดแล้ว จึงตั้งการทำโทษของผู้ที่ละเมิดคำประกาศนี้ ซึ่งดูก็เป็นโทษที่แรงไม่น้อย ถึงกับจะให้เฆี่ยนด้วยหวายห้าสิบที ยี่สิบที สามสิบที ตามแต่จะกล่าวผิดมากผิดน้อย แล้วก็เป็นการทำโทษที่ค่อนข้างจะรุนแรงสำหรับกล่าวผิดเพียงคำสองคำ คงจะเป็นเพราะองค์พระเจ้าแผ่นดินทรงมีพระวรกายผอม จึงไม่ชอบให้ใครมาทักอีกต่อไป ทรงประกาศในตอนท้ายว่า

               “ก็ท่านทั้งหลายทั้งปวงบัดนี้ไม่ใคร่จะสังเกตการณ์เรื่องนี้ท่านได้ทักเอาจนถึงในพระเจ้าแผ่นดินที่มีพระเดชานุภาพเป็นที่ล้นที่พ้น ก็ยังล่วงเกินกราบทูลทักทายเนือง ๆ ไม่ระวังว่าเป็นการต่ำสูงเกินเลย

               การทักทายอย่างนี้มักมีมาแต่พระสงฆ์แลหมอ แลท่านผู้ใหญ่ ๆ ข้างในข้างหน้า เพราะฉะนั้นบัดนี้ จึงมีพระบรมราชโองการให้ประกาศห้ามอย่าให้ล่วงเกินทักทายอย่างที่ว่าแล้ว ทั้งพระสงฆ์แลคฤหัสถ์ชาววัดชาววา

               ถ้าพระสงฆ์จะเข้ามาในพระราชสถานวันใดเวลาใด ให้สังฆการีเชิญพระราชบัญญัตินี้ มาว่ากล่าวเตือนสติให้ระวังเมื่อพระสงฆ์มักฟั่น ๆ เฟืองๆ ไหลๆ เลื่อนๆ

               ฝ่ายข้าราชการผู้ใหญ่ๆ สูงอายุเล่าก็ให้กรมวังคอยเตือนห้ามปราม อย่าให้กราบทูลทักทายเกินเลยไป

               หมอถวายอยู่งานถวายพระโอสถ มักใคร่ที่จะกราบทูลอย่างนี้ เมื่อเวลาใดเรียกหมอ ให้ชาวที่คอยกำชับให้ระวังอย่าให้กราบทูลทักทายได้ ถ้าผู้ใดมิฟัง ขืนกราบทูลทักทายดังนี้ จะให้ลงพระราชอาญาทวนด้วยหวายห้าสิบที

               สังฆการีแลชาวที่แลกรมวังอยู่ในเวรที่เกิดเหตุขึ้นนั้น จะต้องให้รับพระราชอาญาละสามสิบที ยี่สิบที ตามโพธิศานุโทษที่ได้ตักเตือนบ้าง แลไม่ได้ตักเตือนเลย

               ตามสถานที่ผู้กำกับนั้น คือถ้าในพระสงฆ์จะลงโทษแก่สังฆการี ถ้าในหมอจะลงโทษแก่ชาวที่ ถ้าในข้าราชการจะลงโทษแก่กรมวัง ถ้าท่านผู้ใดที่ไม่ควรจะรับพระราชอาญา คือพระสงฆ์ ก็จะให้มีเบี้ยปรับถ่ายโทษตน

               ถึงในข้าราชการฝ่ายในเล่า เมื่อท้าวนางหรือท่านอื่น ๆ จะนำผู้ใดเข้าเฝ้า ก็ให้คอยตักเตือนห้ามปรามกำชับผู้นั้นก่อน ถ้าเกิดเหตุขึ้นเพราะผู้ที่เข้าเฝ้า จะลงโทษแก่ท่านผู้นำเฝ้านั้นด้วยตามโทษานุโทษ

               ประกาศมา ณ วันเสาร์เดือน 6 ขึ้น 5 ค่ำ ปีจอ จัตวาศก ศักราช 1224 เป็นที่ 4007 ในรัชกาลปัตยุบันนี้”

               จากประกาศของพระเจ้าแผ่นดินฉบับนี้ ก็คงจะมีคนขยาดไม่กล้ากราบทูลทักทายพระองค์ว่า ผอม อ้วน ขาว หรือดำอีกต่อไป ผู้เขียนไม่ทราบว่ามีท่านผู้ใดพลั้งพลาดเผลอปากไปจนโดนเฆี่ยนห้าสิบทีหรือเปล่า

               เรื่องค่อนข้างแปลกแต่จริงในแผ่นดินของรัชกาลที่ 4 จึงจบลงเพียงเท่านี้