Get Adobe Flash player

ความยุ่งยากของพระสงฆ์ในแผ่นดินของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

                กรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยโบราณนั้นมีวัดวาอารามอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงย้ายนครหลวงมาอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ก็โปรดให้ก่อสร้างวัดใหม่ขึ้นหลายแห่ง เพื่อไพร่ฟ้าประชาชนจะได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมได้สะดวก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชกาลที่สอง สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงสร้างวัดวาอารามต่ออีกมากมาย มาถึงสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงมีคนไทยที่เป็นเจ้านายและบ่าวไพร่บวชศึกษาธรรมกันอยู่เป็นจำนวนมาก

                วัดพุทธศาสนาในสมัยก่อนนั้นมีประโยชน์หลายอย่างเป็นที่ประกอบการศาสนาสำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป เป็นโรงเรียนสอนหนังสือ เป็นโรงพยาบาลสำหรับผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วย และยังทำหน้าที่เป็นสถานสังคมสงเคราะห์ให้แก่ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากอีกด้วย เพราะเหตุนี้จึงมีบทบาทสำคัญในระบบสังคมของกรุงสยามโบราณอย่างยิ่ง แต่เมื่อมีคนมาบวชอาศัยเป็นภิกษุอยู่มาก ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีพระชั่วปะปนกับพระดี มีพระกำมะลอปนกับพระจริง และมีพระโง่รวมอยู่กับพระฉลาด ภิกษุที่ประพฤติตนอยู่ในวินัยที่ดีนั้น ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่นักบวชที่ถือธรรมแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ มีความรู้ขนาดครึ่งสุกครึ่งดิบ ก็ก่อนความยุ่งยากให้เกิดขึ้นได้ โดยเทศนาสั่งสอนแบบผิด ๆ ถูก ๆ ทำให้ชาวบ้านไม่มีความเข้าใจพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง และปฏิบัติตนอย่างผิดพลาดไปได้

                พระภิกษุบางรูปสอนศาสนาด้วยสำนวนรุนแรง จนทำให้คนคลั่ง สติเสียเป็นบ้า เริ่มนิยมฆ่าตัวตายถวายสวรรค์ ราวกับเป็นศาสนาแขกไป บางคนก็เผาตนเอง บ้างก็เชือดเนื้อให้เลือดไหลใส่ลงในพานบูชา ที่บ้ากว่านั้นก็ยอมตัดศีรษะยกเป็นเครื่องสักการะเสียเลย การกระทำเหล่านี้ไม่ถูกต้องหลักพระธรรมแม้แต่น้อย แต่ผู้ที่โง่งมงายก็หลงปฏิบัติกันมากมาย จนข่าวมาถึงพระกรรณของสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงทรงประกาศสั่งสอนราษฎรทั้งหลายว่า

                “ว่าธรรมเนียมผู้ครองแผ่นดินที่เปนยุติธรรม มิได้ห้ามราษฎรทั้งปวงในการถือสาสนาเปนที่พึ่งของตัว ในเวลาที่สุดแลกาลเบื้องหน้า ทรงอนุญาตยอมให้คนถือสาสนาตามอัธยาศรัย ด้วยว่าการถือสาสนา ลางสิ่งก็ถูกต้องกัน เหมือนอย่างไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ล่วงเกินในการเมถุนสังวาสทำชู้ภรรยาของผู้อื่น แลไม่เจรจาคำเท็จ แลไม่เสพสุรา แลอดความโกรธ มีเมตตากรุณาต่อกัน แลซื่อสัตย์กตัญญูกัตเวที แลให้ปันสิ่งของ เฉลี่ยความสุขแก่กัน แลทำความดีอื่น ๆ ซึ่งเป็นคุณประโยชน์แก่กัน ก็มีอีกหลายอย่าง คนทุกชาติ ทุกภาษา ทุกสาสนา ก็เห็นพร้อมกันว่า เปนความดีความชอบ เปนยุติธรรม”

                ท่านผู้อ่านจะเห็นว่า สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงเริ่มต้นสอนโดยเอ่ยถึงข้อดีในศาสนา เช่นการถือศีลห้า ไม่ฆ่า ไม่ขโมย ไม่คบชู้ ไม่โกหก หรือเมาเหล้า พร้อมทั้งการดำรงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์ กตัญญูกตเวที มีความเมตตากรุณาและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อปฏิบัติที่ดี และสมควรในพุทธศาสนา หลังจากนั้นก็ทรงเอ่ยถึงการปฏิบัติแบบผิด ๆ บ้าง

                “ก็การลางสิ่งซึ่งเปนการขัดต่อการแผ่นดินบ้านเมือง ถึงคนบางจำพวกที่เปนคนใกล้จะเสียจริต นับถือว่าใครมาทำได้เปนคนดีมีศรัทธาแก่กล้า จะเห็นว่าเปนบุญกุศลมาก ด้วยได้ฟังคำเล่าลือ แลได้ฟังพระสงฆ์บางรูป ที่ไม่ได้เล่าเรียนศึกษาพระไตรปิฎกธรรมให้รู้จริง มาเทศนาเลอะ ๆ ลามๆ ใกล้จะเสียจริตพรรณาสรรเสริญว่า เปนบุญเปนกุศลมาก แล้วหลงใหลเห็นตามไปเหมือนอย่างเผาตัวบูชาพระรัตนตรัย แลเชือดคอเอาศีร์ษะบูชาพระ เชือดเนื้อรองเลือดใส่ตะเกียงตามบูชา แลทำการอื่นที่ขัดต่อราชการแผ่นดินก็ดีมีโดยชุกชุม เหมือนอย่างสามเณรสุกเผาตัวที่วัดหงสาราม แลนายเรือนายนกเผาตัวบูชาพระที่หน้าพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม แลนางชีผู้หนึ่งเผาตัวบูชาพระพุทธบาท เปนตัวอย่างเห็นอยู่ทั่วกันดังนี้ ผู้ครองแผ่นดินที่เปนธรรม แลท่านเปนคนฉลาดทั้งปวง ไม่เห็นว่าเปนความดีความชอบด้วยเลยแต่สักสาสนาหนึ่ง ก็การเผาตัวบูชาพระก็ดี เชือดเนื้อรองโลหิตใส่ตะเกียงตามบูชาพระก็ดีตัดศีร์ษะบูชาพระก็ดี เห็นว่าไม่ใช่ทางของคนฉลาด เปนหนทางของคนเสียจริต ไม่ควรที่คนทั้งปวงจะเห็นว่า เป็นการบุญการกุศลในพระพุทธสาสนา นักปราชญ์ได้ค้นหาในพระคัมภีร์ที่ควรเชื่อได้ว่าเปนพระบาลีพุทธภาสิต ฤาสาวกภาสิตในศาสนาก็ไม่พบเห็นเลยแต่สักแห่งหนึ่ง ว่าการทำอย่างนั้น เปนบุญเปนกุศล ถึงจะมีในหนังสือแปลร้อยที่ พระสงฆ์ซุ่มซ่ามเทศนาลวงสัปรุษที่โง่ๆ ตื่นๆ ให้นับถืออยู่บ้างก็ดี เมื่อพิเคราะห์ดูจริง ๆ ก็เห็นว่าไม่ใช่สำนวนในพระสาสนา ชรอยจะเป็นสำนวนของคนที่โง่ ๆ ตื่นๆ ใกล้จะเสียจริตแน่แล้ว”

                หลังจากนี้ก็ทรงประกาศห้ามมิให้พระสงฆ์สั่งสอนชาวบ้านแบบผิด ๆ เช่นยุให้คนเชือดเนื้อตัดคอตัวเอง หรือเผาร่างกายโดยนึกไปว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ และทรงเน้นอีกด้วยว่าประชาชนผู้ใดเห็นคนกำลังจะทำพิธีบ๊องๆ อย่างนี้ ต้องรีบห้ามปรามขัดขวาง มิฉะนั้นจะโดนทำโทษ

                “อย่าให้ใครเชื่อฟัง เอาเปนตัวอย่างเลยเปนอันขาด ถึงในพระวินัยบัญญัติ ก็ให้ห้ามไว้ มิให้พระสงฆ์ชักชวนคนให้ฆ่าตัว ถ้าพระสงฆ์รูปใดชักชวนมนุษย์ให้ตาย ด้วยวจีประโยคก็เปนปาราชิก เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่า ไม่ใช่การบุญการกุศลไม่ควรจะอนุโมนทนายอมตามเลย เปนการขัดต่อแผ่นดิน ถึงในพระสาสนาอื่น ๆ ก็เห็นว่าจะไม่มีใครสรรเสริญว่าเปนความดีมีความชอบแต่สักแห่งเลย เพราะฉะนั้นตั้งแต่นี้สืบไป อย่าให้ใครเผาตัวบูชาพระ ตัดศีร์ษะบูชาพระ เชือดเนื้อรองโลหิตตามตะเกียงบูชาพระเลยเปนอันขาด เพราะว่าเปนการขัดต่อราชการแผ่นดิน เมื่อใดได้เห็นใครเผาตัวบูชาพระ ฤาตัดศีร์ษะเชือดเนื้อรองโลหิตตามตะเกียงบูชาพระก็ดี ฤาได้เห็นใครผูกคอตายโจนน้ำตายก็ดี ก็ได้เข้าช่วยว่ากล่าวห้ามปราม แย่งชิงเครื่องศัสตราวุธเสียอย่างให้ผู้นั้นทำได้ ถ้าตัวผู้เห็นคนเดียวกำลังน้อย ฤากลัวศัสตราวุธ จะเข้าแย่งชิงมิได้ ก็ได้ร้องบอกเรียกผู้อื่นมา ให้ช่วยกันห้ามปราม ผู้ซึ่งได้รู้เห็นแล้วดูดายเสีย ไม่ห้ามปราม ฤาจะพลอยเห็นว่าได้บุญได้กุศลด้วยนั้นไม่ได้ ถ้าผู้ใดได้รู้เห็นแล้วดูดายเสีย ไม่ว่ากล่าวห้ามปราม แย่งชิงเครื่องศัสตราวุธ ฤาไม่ช่วยตัดเชือกก็ดี จะให้ผู้นั้นเสียเบี้ยปรับตามรางวัด ถ้าผู้รู้เห็นอยู่ในที่ใกล้”

                ผู้เขียนเข้าใจว่า การฆ่าตัวบูชายันต์นี้ก็คงจะหยุดยั้งเลิกหายกันไป เพราะเมื่ออ่านบันทึกต่อๆ มา ในรัชกาลของพระองค์และในแผ่นดินของรัชกาลที่ห้าหรือที่หก ก็ไม่ได้พบเรื่องตายแบบวิตถารนี้อีก มาเห็นการฆ่าตัวตายแบบนี้ในศาสนาพุทธก็ตอนสงครามเวียดนาม เมืองญวนปั่นป่วนน่าเวทนา จนมีผลให้พระภิกษุญวนและผู้ศรัทธาอีกหลายท่านทั้งหญิงและชายเผาตัวเองในที่สาธารณะ โดยเอาน้ำมันราดเสื้อผ้าจนเปียกชุ่มแล้วจุดไฟให้ลุกเป็นคบเพลิงมนุษย์ การฆ่าตัวตายของพระและคนญวนนี้ มิได้ทำขึ้นเพื่อบูชาสวรรค์ แต่เป็นการประท้วงวิถีทางอันผิดพลาดของบ้านเมือง แต่ถึงแม้จะเผาตัวตายกันมากมาย ก็มิได้ประสพผลดีอย่างใด เมืองญวนก็ยังพังพินาศเพราะสงครามกลางเมืองระหว่างเหนือและใต้อยู่ดี

                ศาสนาพุทธของเราสอนไว้เสมอ ให้ผู้เชื่อถือนั้นเดินทางสายกลาง จะปล่อยละเลยไม่นับถือหลักธรรมเสียเลก็ไม่ดี แต่จะหลงเชื่องมงายจนมอบชีวิตให้ได้ก็ไม่ถูก การศึกษาพระธรรมขนาดกลาง ๆ ให้กำลังพอดีนั้น จึงจะถูกต้องตรงตามคำสั่งสอนของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว