Get Adobe Flash player

เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแก้ไขปัญหาคนยิงปืนในกรุงเทพฯ โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

               เพราะเหตุใดผู้ชายไทยบางคนชอบชักปืนออกมายิงขึ้นฟ้าตูมตามท่ามกลางสาธารณชนนั้น ผู้เขียนก็ไม่ทราบดี จะเป็นเพราะอยากโก้เก๋ ทำตัวเป็นนักเลงปืน สามารถทำให้ผู้อื่นตื่นตกใจก็อาจจะเป็นได้ โดยเฉพาะถ้ามีผู้หญิงร้องวี้ดว้ายอุดหู อกสั่นขวัญหาย ก็คงยิ่งทำให้กระทาชายนายนั้นนึกว่าตนเองเป็นผู้กล้าหาญยิ่งขึ้น

               ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นั้น มีฝรั่งนำปืนยาวและปืนสั้นเข้ามาในกรุงสยามมากขึ้น บางส่วนก็นำมาขายแก่รัฐบาลไทยบางอันก็แอบขายให้แก่ประชาชน หรือเจ้าขุนมูลนายที่ต้องการสะสมไว้เป็นกำลังฝ่ายตนเอง ทางพระมหาราชวังนั้นก็ไม่ค่อยจะสบายใจเรื่องเสียงปืนนี้เท่าไร เพราะดังตูมตามขึ้นมาทีไร ก็ไม่แน่ว่าเป็นเพราะใครคิดขบถต่อแผ่นดินหรือเปล่า เมื่อมีการยิงปืนกันบ่อยขึ้นทุกที ทั้งตามหมู่บ้านเล็กน้อย และที่วังเจ้า บ้านขุนนางทั้งหลาย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงออกประกาศมาว่า ผู้ใดประสงค์จะยิงปืนนั้นแท้จริงก็มิได้ทรงห้าม แต่จะต้องมาขออนุญาตก่อน จะได้ไม่เป็นที่ตื่นตกใจทั่วกัน และไม่ต้องเสียเวลาไปสืบเสาะดูว่าใครที่ไหนเป็นผู้คะนองใจยิงปืนเล่น

               ประกาศรัชกาลที่สี่ ฉบับ 136 นี้ มีใจความว่า

               “ด้วยพระยาบำเรอภักดิ์ รับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าสั่งว่า ให้กรมวัง กรมพระตำรวจหน้ากรมเมือง กรมพระนครบาล นายอำเภอ กรมตำรวจ ทนายเลือกหอก ไปตรวจตามพระราชอาณาเขตร์แขวงกรุงเทพฯ ให้ทั่วไป ถ้าผู้ใดบังอาจยิงปืนในเพลากลางวันกลางคืน ไม่บอกปากเสียง ให้จับเอาตัวคนที่ยิงปืนมาส่งให้ผู้รับสั่ง ผู้รับสั่งจะได้กราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทให้ผู้ต้องเกนฑ์ทั้งนี้ไปตรวจจับตั้งแต่ ณ วันจันทร์ เดือนสิบแรมสิบสองค่ำ ปีมะเมีย สัมฤทธิศก เสมอทุกวันไป กว่าจะมีรับสั่งห้ามตามเคย อย่าให้ขาดได้ตามรับสั่ง”

               แต่เมื่อมีประกาศนี้ออกไปแล้วก็ยังอุตส่าห์มีคนใจคะนองลืมตัวยิงเล่นอยู่จนได้ คนหนึ่งชื่อนายกล่อม เข้าใจว่าเป็นฝรั่งหรือลูกครึ่ง บุตรของหลวงฤทธิสำแดง เจ้ากรมฝรั่งปืนใหญ่ผุ้เขียนไม่ทราบแน่ว่าคุณหลวงฤทธิสำแดงนี้ ท่านเป็นคนไทยหรือเป็นฝรั่งที่ได้ยศฐาบรรดาศักดิ์ไทย เข้าใจว่าจะเป็นฝรั่งมากกว่า เพราะตำแหน่งของเจ้ากรมฝรั่งปืนใหญ่นั้น ก็น่าจะขึ้นอยู่กับฝรั่ง และนายกล่อมเองนั้น บันทึกประวัติศาสตร์ก็เรียกว่า นายกล่อมฝรั่ง ในแผ่นดินของสมเด็จพระจอมเกล้าฯนั้น แท้จริงก็มีฝรั่งชาวอังกฤษหรือชาวยุโรปอื่น ๆ มารับราชการเป็นจำนวนมาก มาเป็นกัปตันเดินเรือกลไฟก็หลายคน มาเป็นครูฝึกทหาร สอนการรบพุ่งยิงปืนใหญ่ปืนเล็กก็มากมายจึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่มีฝรั่งชื่อไทยเพ่นพ่านอยู่ในกรุงเทพมากมายหลายท่าน

               นายกล่อมนี้ เกิดอยากมีงานฉลองสนุกสนาน จึงส่งคนมาขออนุญาตทางกรมมหาดไทย ว่าจะขอจุดพลุและดอกไม้ไฟ จุดประทัดให้เสียงตูมตามสักหน่อย ทางกรมการก็อนุญาตให้เรียบร้อย แต่พอถึงเวลางานฉลองนั้น ไม่ทราบว่านายกล่อมนี้จะดื่มเหล้าเมายามากเกินไปหรือเปล่า เลยนึกสนุก จุดพลุเผาดอกไม้เพลิงแล้วไม่พอ ยังลากปืนใหญ่ออกมายิงเสียกัมปนาทหลายนัด ยิงในวัดฝรั่ง แต่เสียงปืนใหญ่นี้ดังมาก ทำให้ผู้คนตกใจอกสั่นขวัญแขวน นึกว่ามีข้าศึกยกทัพมาตีเมืองหนังสือประชุมประกาศรัชกาลที่สี่ เล่าต่อไปว่า

               “มีพระบรมราชโองการ ให้ประกาศแก่ข้าราชการ แลราษฎรให้ทราบทั่วกัน ว่าแต่ก่อนนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชบัญญัติ ห้ามว่าคนในประเทศคนนอกประเทศ อย่าให้ผู้ใดยิงปืนใหญ่น้อยที่บ้านที่เรือนที่แพที่เรือ ถ้าจะทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะขอยิงปืนใหญ่น้อย ให้ผู้นั้นมาบอกต่อเจ้าพนักงานให้ทราบก่อน จึงยิงได้ ถ้าไม่บอกให้เจ้าพนักงานทราบก่อน แลยิงปืนใหญ่น้อย ให้ผู้นั้นต้องเสียค่าปรับไหมเปนเงินสองชั่ง แลบัดนี้คงยังประมาทอยู่ หาเอาใจใส่ทำตามไม่ เพราะมีเหตุขึ้นคือ นายกล่อม บุตรหลวงฤทธิสำแดงเจ้ากรมฝรั่งปืนใหญ่ ไม่มาบอกต่อพนักงานเองอย่างเคยแต่ก่อน เปนแต่สั่งให้หมื่นนิพนธอักษร ช่างดอกไม้ มาบอกศาลา ว่าจะขอทำการปี ณ วันเสาร์ เดือนสิบ แรมสิบค่ำ จะมีดอกไม้เพลิงพลุสามตับ แลดอกไม้เพลิงอื่น ๆ ไม่บอกว่าจะยิงปืนเลย หมื่นนิพนธอักษรมิใช่เจ้างานการบุญ ข้างฝรั่งมาทำจดหมายอ้างชื่อนายกล่อมนั้น มายื่นต่อเจ้าพนักงานกรมหมาดไทย กรมกลาโหม กรมวัง สามฉบับ แล้วนายกล่อมยิงปืนใหญ่ที่วัดฝรั่ง ปากครองผดุงกรุงเกษมข้างใต้ ในวันนั้นเสียงปืนดังหลายนัด จึงทรงพระดำรัสถามเจ้าพนักงาน เจ้าพนักงานกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า ไม่มีผู้ใดบอกด้วยการยิงปืน มีแต่จดหมายหมื่นพิพนธอักษร มายื่นต่อกรมมหาดไทย ว่านายกล่อมฝรั่งจะขอจุดดอกไม้เพลิง จึงมีพระบรมราชโองการ ดำรัสสั่งพระยาอนุรักษราชมณเฑียร ให้เอาตัวนายกล่อมกับหมื่นนิพนธอักษรช่างดอกไม้มาชำระ ไล่เลียงไต่ถามการยังค้างอยู่ ในวันอาทิตย์ เดือนสิบ แรมสิบเอ็ดค่ำแล้วนั้น ได้มีพระบรมราชโองการดำรัส สั่งกรมพระนครบาลให้นายอำเภอประกาศห้าม อย่าให้ผู้ใดยิงปืนใหญ่น้อยโดยลำพัง ไม่ได้บอกศาลาก่อนเลยเป็นอันขาด จงทุกอำเภอ”

               ในสมัยโบราณนั้น จะประกาศอะไรออกมาทีก็ยากที่จะให้รู้หรือรับฟังได้ทั่วถึงกัน ไม่มีวิทยุ โทรทัศน์ หรือเครื่องกระจายเสียงเพื่อนำกฎข้อบังคับใหม่ต่างๆ ออกป่าวประกาศให้ประชาชนทราบ เพราะฉะนั้น ถึงจะทรงรับสั่งให้ข้าราชการทั้งหลายได้ทราบมากที่สุดที่จะทำได้ และเหล่าขุนนางชั้นน้อยและนายอำเภอต่าง ๆ จะพยายามเผยแพร่ข่าวให้กระจายออกไป ก็ยังมีคนที่กระทำผิดอยู่ดี จะเป็นเพราะไม่รู้เท่าถึงการ หรือรู้แล้วลืมไป ก็ยากที่จะพิจารณา แต่หลังจากประกาศออกไปไม่นาน ก็มีคนไทยสี่คน เรียกว่า นายไช นายเท้ง นายแหยม และนายเกด นึกสนุกจุดดอกไม่ไฟยิงพลุเล่น เข้าใจว่าเมาเหล้าด้วย จึงเป็นเหตุให้สมเด็จพระจอมเกล้าทรงพิโรธหนัก

               “แลในวันอาทิตย์เดือนสิบ แรมสิบเอ็ดค่ำนั้น เวลาย่ำค่ำแล้ว ทรงได้ยินเสียงปืนใหญ่อีกครั้งหนึ่ง มีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้กรมพระนครบาลไปสืบถามพระอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง ได้ตัวอ้ายไชอ้ายเท้งสองคนมาถาม ได้ความว่า อ้ายไชอ้ายเท้งอ้ายแหยมอ้ายเกด สี่คนคบคิดกันเอาดินตับพลุใส่ในกระบอกไม้ไผ่ จุดไฟยิงเล่นแทนปืน ที่ลานหน้าวัดสุทัศน์เพทวราราม ทรงพระราชดำริห์ว่า บัดนี้ชรอยคนพวกนี้จะเมา ได้ยินเสียงปืนฝรั่งยิง ก็ชรอยจะคิดว่าฝรั่งเมาสุรายิงปืนเล่นได้ ก็พลอยยิงเล่นบ้าง เข้าใจว่าไม่มีใครว่าได้แล้ว ดังนี้เปนเหตุจะให้ผู้อื่นดูอย่างต่อๆไป การก็จะไม่สงบลง จึงทรงดำรัสสั่งให้กรมพระตำรวจเอาตัวนายกล่อม หมื่นนิพนธอักษร อ้ายไช อ้ายเท้ง อ้ายแหยม อ้ายเกด หกคน ไปลงพระราชอาณา เฆี่ยนคนละห้าสิบทีในที่ยิงปืนนั้น แล้วให้ทเวรบกสามวัน ทเวรเรือสามวัน เพื่อจะมิให้มีผู้ดูอยี่ยงอย่างแล้วห้าคนนั้นให้จำไว้ เพราะมีโทษมาก แต่นายกล่อมฝรั่งนั้นทรงพระกรุณาโปรดให้ปล่อยไป ให้พ้นโทษ เพราะการยิงปืนที่วัดฝรั่งนั้นเปนการเคยทำมาแต่ก่อน ไม่สู้ผิดนัก”

               ลงท้ายผู้เคราะห์ร้ายทั้งหกคนนี้ ก็ถูกโบยด้วยหวายหลังลายเนื้อหลุด เพราะโดนเฆี่ยนห้าสิบทีนั้น ต้องรู้สึกเจ็บปวดทรมานทรกรรมไม่น้อย ในสมัยนั้น ผู้เขียนเคยอ่านพบว่าคนที่ถูกเฆี่ยนร้อยทีนั้น บางคนก็เจ็บปวดจนขาดใจตายได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้หญิง เด็กหรือคนแก่ ห้าสิบทีก็คงคางเหลือปางตายเหมือนกัน หลังจากนั้นก็ต้องประจานด้านบกและน้ำอีกถึงหกวัน ระหว่างนั้นก็ถูกขึงตากแดดตากฝน ข้าวปลาก็ไม่ค่อยได้กินเท่าไร ผู้ใดได้รับโทษเช่นนี้ ก็คงเข็ดี ผู้เขียนมีเพียงข้อข้องใจอยู่สองข้อ ข้อแรกคือในประวัติศาสตร์ไทยเรานี้ ฝรั่งมักจะได้รับความเมตตากรุณามากกว่าคนไทย ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษ หรือการให้รางวัล คนไทยธรรมดาที่เป็นไพร่เป็นบ่าว ชาวไร่ชาวนานั้น จะถูกถืออยู่ในระดับต่ำที่สุด แต่คนต่างชาตินั้น ไม่ว่าจะเป็นแขก จีน หรือฝรั่ง มักจะได้รับเกียรติสูงกว่าคนไทย ข้อข้องใจอันที่สองคือ นึกไม่ออกว่า ตาหมื่นนิพนธอักษรนั้นมีความผิดอะไร จึงโดนติดแห ถูกเอาตัวไปเฆี่ยนประจาน แล้วยังต้องเข้าคุกไม่มีกำหนดออก เท่าที่อ่านในประกาศฉบับนี้ หมื่นนิพนธอักษรเป็นคนที่นายฝรั่งกล่อมใช้ให้ไปขออนุญาตจุดดอกไม้เพลิง และตนเองก็มิได้มีส่วนยุ่งเกี่ยวกับการยิงปืนใหญ่ในวัดฝรั่งเลย สงสัยว่าจะโชคไม่ดีซวยไปถนัด เลยต้องรับเคราะห์ร่วมไปกับคนอื่น โดยที่ตนไม่มีความผิดประการใด ประกาศฉบับนี้ลงท้ายว่า

               “แลบัดนี้ ให้ประกาศซ้ำมาให้มั่นคงแขงแรงว่า ตั้งแต่นี้ไปถ้าผู้จะยิงปืนใหญ่มีเสียงดังมาก เปนสงสัยว่าปืนในพระราชวังยิงบอกสัญญาเพลิงไหม้ มิใช่ยิงยก แลคาบศิลาที่ยิงหัดยิงเป้าในวังเจ้าบ้านขุนนาง แล้วให้ผู้นั้นจดหมายยื่นต่อพรมพระนครบาลด้วยฉบับหนึ่ง เพื่อจะได้ประกาศให้ทราบให้ทั่วพระนครก่อนวันนั้นวันหนึ่งสองวัน แลให้บอกศาลามหาดไทย ศาลากลาโหม กรมวังตามเคย จึงจะยิงได้ ถ้าจะยิงปืนคาบศิลาแลปืนชนวนทองแดงที่ใกล้พระราชวัง ก็ให้ผู้นั้นจดหมายมาบอกต่อกรมมหาดไทย กรมพระกลาโหม กรมวังตามเคยอย่างแต่ก่อน ถ้าผู้ใดยิงปืนใหญ่ปืนน้อยด้วยไม่มีจดหมายมายื่นต่อกรมพระนครบาล กรมมหาดไทย กรมพระกลาโหม กรมวังก่อน ทำการล่วงพระราชบัญญัติเช่นนี้อกี จะให้ลงพระราชอาญาแก่ผู้นั้น เฆี่ยนห้าสิบ แล้วจำไว้ ณ คุก ถ้าคนต่างประเทศจะให้กงสุลปรับให้เสียเงินสองชั่งตามกฎหมายท้องน้ำ”

               เรื่องคนยิงปืนฝรั่งและไทยในกรุงสยาม จึงมีเล่าให้ท่านผู้อ่านเพียงเท่านี้