Get Adobe Flash player

สมเด็จพระจอมเกล้ากับปัญหาเรื่องไฟไหม้บ้านช่องในพระนคร โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

                ถึงกลางสมัยรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯก็ได้ขยับขยายใหญ่โตขึ้นทุกที มีบ้านช่องที่ปลูกกันไว้ด้วยไม้ชนิดต่าง ๆ เป็นอันมาก แต่ถนนหนทางสำหรับผู้คนสัญจรนั้นยังมีน้อย เพราะสร้างกันไม่ค่อยเป็น และคนไทยสมัยนั้นก็ไม่มีความคิดที่จะตัดถนนหนทางใหญ่ ๆ จึงมีแต่ซอกตรอกเล็กน้อยเดินเบียดอัดแอกันตามสบาย บ้านไม่มีเลขที่ ถนนไม่มีป้ายบอกชื่อ รู้กันเพียงแต่ว่าบ้านนายดำติดกับบ้านนายแดง อยู่ตรงข้ามบ้านนายเขียว

                ถึงเวลาเกิดไฟไหม้ จะเป็นเพราะมีคนแอบวางเพลิงหรือความเลินเล่อก็ตาม ก็ไม่รู้จะดับกันอย่างไร เพราะจะขนน้ำมาจากคลองและแม่น้ำเจ้าพระยาก็ลำบากเต็มที เครื่องสูบน้ำแบบฝรั่งนั้นก็มีอยู่ในวังเจ้าบางองค์เท่านั้น เพราะฉะนั้นเวลาเกิดเพลิงขึ้นในพระนคร ไฟก็จะไหม้ลุกลามทำลายบ้านช่องทีเดียวหลายร้อยหลังคาเรือน ก่อความลำบากยากเข็ญให้แก่ประชาชนยิ่งนัก

                ในแผ่นดินของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเราสามารถอ่านพบเกี่ยวกับเรื่องไฟไหม้ในพระราชหัตถเลขาของพระองค์เอง ซึ่งมีถึงคณะทูตไทยประจำกรุงลอนดอน ทรงเล่าว่า

                “ค่ำเพลายามเศษ เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่โรงของพระองค์เจ้ามหาหงส์ ในกรมหมื่นสุรินทรรักษ์ เพราะที่นั้นเหย้าเรือนกระท่อมห้องหอรุงรังมาก แลทางคับแคบนัก หามีใครในบ้านเรือนพวกนั้นช่วยกันดับไม่ มีแต่ขนของ คนจะเข้าช่วยดับก็ไม่มี ทางคับแคบนัก จนคนในบ้านนั้นออกไม่ได้ ตายในไฟคนหนึ่ง เรือนหม่อมเจ้าในวังกรมหมื่นสุรินทรรักษ์ แลเรือนข้าราชการที่ใกล้เคียงติดกันกับหมู่นั้น แลโรงงารของนายด้านทำการในพระราชวังนี้ แลด้านทำการในวัดพระเชตุพนติดพันกับวังนั้นก็ไหม้เสียหมด ครั้งนี้ลมพัดป่วนไปมาหวนกำแพงเพลิงไหม้ร้อนแรงนัก คนเข้าตัดทางก็ไม่ได้ ไฟไหม้ขึ้นมาข้างบนจนกำแพงโรงไหมใกล้พระคลังสินค้า ข้างล่างไหม้ลงไปจนตพานฉนวนวัดพระเชตุพน คนที่ไปดับตั้งรับอยู่ที่นั้น ได้ช่วยกันยื้อแย่งสกัดไว้ เพลิงจึงหยุดเพียงนี้”

                เป็นเคราะห์ดีที่ดับเพลิงกันสำเร็จในที่สุด เพราะไฟนั้นลุกลามใกล้โรงเก็บดินปืนของหลวง ถ้าดินปืนเจอกับไฟ ก็จะมีการระเบิดใหญ่ ก่อความพินาศวอดวาย และทำให้ผู้คนทั้งชาวบ้านและเจ้านายต้องเสียชีวิตกันมากขึ้น แต่คนไทยเราก็มีความเฉลียวฉลาดดี รีบเอาน้ำราดดินปืนในคลังแสงตั้งแต่ก่อนไฟจะมาถึง และขนดินปืนหลบไปอยู่ที่อื่นห่างไกลพ้นอันตรายเสีย

                “การเป็นอันน่ากลัวนัก ที่ป้อมภูผาสุทัศน์ เพราะเพลิงไหม้ใกล้ป้อม จนหลังคาร้อนเป็นควัน ในป้อมมีดินปืนอยู่ จะเอาไว้ก็ใช่ จะเอาออกมายกไปอื่นก็ใช่ ต้องเอาน้ำรดดินเสียให้ชุ่มโชกทีเดียวจนพ้นกลัว ลูกไฟร่วงลงแล้ว จึ่งขนออกมาได้เอาไปเสียอื่น”

                ถึงกระนั้นบ้านและวังก็วอดวายไปเป็นหลายสิบหลัง

                “คิดโรงเรือนที่ไหม้เสียนั้น เรือนหม่อมเจ้าในกรมหมื่นสุรินทรรักษ์ 28 หลัง โรงพระองค์เจ้ามหาหงส์ 3 หลัง เรือน 13 หลัง เรือนข้าราชการแลราษฎร 44 หลัง ศาลาวัดสองหลังครึ่ง โรงงารของนายหลวง 9 โรง ประตูท่าช้างล่าง 1”

                ท่านผู้อ่านจะสังเกตได้ว่า ลักษณะการเล่าเหตุการณ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯนี้ จะละเอียดนัก ทรงบอกได้หมดว่าบ้านของใครไหม้ไปกี่หลัง เป็นตัวเลขชัดเจน แม้แต่ศาลาวัดเสียไปสองหลังครึ่ง ก็ทรงบ่งไว้ถูกต้องตามความจริงแสดงถึงมันสมองและวิธีคิดอันปราดเปรื่องของพระองค์ นอกจากนั้นยังนิยมที่จะตรัสแบบตรงไปตรงมา เช่นทรงกล่าวกับคณะทูตไทยว่า แทนที่จะสงสารเจ้านายที่ต้องเสียบ้านเสียวังไปนั้น คณะทูตควรจะสงสารพระองค์เองมากกว่าเพราะในฐานะเป็นเจ้าแผ่นดิน ก็ต้องออกเงินทองช่วยเหลือทำขวัญผู้ประสบภัย ต้องบริจาคทรัพย์ของพระองค์เอง หมดไปเป็นสิบ ๆ ชั่ง

                “ท่าน...จะคิดสงสารแต่หม่อมเจ้าพวกนั้นกระมัง การไม่ควรจะคิดอย่างนั้นจะสงสารอย่างนั้นดอก ด้วยตัวข้าพเจ้าก็เปนญาต...ตัวข้าพเจ้าท่าน...ในพวกทูตก็ดี ควรจะสงสารเสียด้วยมาก...เพราะเป็นเจ้าแผ่นดินต้องเสียค่าทำขวัญหม่อมเจ้าพวกในกรมหมื่นสุรินทรรักษ์ แลข้าราชการซึ่งเพลิงไหม้เรือนนั้นตามอย่างพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยพระราชทานครั้งก่อน เปนเงิน 11 ชั่ง เสื้อผ้าเปนอันมาก ราคาประมาน 4-5 ชั่งอีก เพราะฉนั้นควรจะสงสารข้าพเจ้าให้มากทุกคนเงินที่ให้ไปนั้นก็ไม่ได้เอาเงินคลัง”

                ในพระราชหัตถเลขาฉบับต่อมา ทรงบ่นให้คณะทูตฟังเกี่ยวกับเครื่องสูบน้ำของพระองค์ ซึ่งเก่าแก่สนิทกัน หนังและยางขาดรุ่ย ถึงเวลาไฟไหม้ก็ใช้การไม่ได้ ทรงปรารถเปรียบเทียบว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระจอมเกล้าฯทรงเรียกว่า วังหน้า หรือ ท่านข้างโน้น มีเครื่องสูบน้ำดีกว่า และทรงอวดเยาะเย้ยพระองค์ว่า สูบน้ำแบบนี้เขาขายให้แก่คนโง่ พระองค์จึงปรารถนาให้คณะทูตไทยสืบหาเครื่องสูบน้ำดี ๆ ส่งมาประจำวังหลวงสักเครื่องหนึ่ง จะได้ไม่น้อยหน้าวังหน้า เช่นนี้ ขณะนั้นสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เพิ่งทรงได้เรือสำเภาอเมริกันมาลำหนึ่ง จึงทรงดัดแปลงเป็นเรือรบพระที่นั่ง พระราชทานชื่อว่า เรือพระที่นั่งมงคลราชปักษี และนำเรือออกท่องเที่ยวทะเลเป็นเวลาหนึ่งเดือน สมเด็จพระจอมเกล้าฯ เลยต้องประทับอยู่ในกรุงเทพฯ คอยป้องกันช่วยเหลือเจ้านายและชาวบ้านเวลาเกิดเพลิงไหม้ด้วยเครื่องสูบน้ำที่ไม่ได้ความของพระองค์

                “เมื่อท่านข้างโน้นอยู่กรุง ถ้าเกิดเพลิงไหม้ที่ไกล ๆ แล้วจะนิ่งเสียไม่ไปก็ได้ ต่อให้ใกล้ ๆ ริมวังเจ้านายแลบ้านขุนนางผู้ใหญ่ จึงต้องไป ครั้งเมื่อท่านข้างโน้นไม่อยู่ เกิดเพลิงขึ้นที่ไหน ๆ เมื่อใดๆ ก็ต้องรีบไปช่วยดับเองเร็ว ๆ ให้จงได้ ครั้งจะไม่ไป ด้วยเหนว่าไกลฤาลำบาก ผู้คนไม่พรักพร้อม ถ้าเพลิงไหม้มากไป ราษฎรก็จะโทษเอาว่า ข้าพเจ้าแก่คร่ำคร่าง่อนแง่นไม่แขงแรง เพราะฉนั้นต้องคอยรวัง คอยดับเพลิง แลเครื่องมือจะดับเพลิงนั้นสำคัญอยู่ก็คือสูบน้ำ สูบที่มีอยู่สองสามสำรับแต่ก่อนเมื่อปีหลัง เมื่อเกิดเพลิงที่วังกรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์นั้นก็เอาไปใช้ได้ เพราะได้แก้ไขไว้ดีใหม่ ๆ ครั้นเมื่อเกิดเพลิงครั้งนี้ ลากเอาไปจะใช้ดังเพลิงที่ประตูท่าช้าง สูบน้ำก็ไม่ขึ้นเลย เพราะลำท่อหนังหนูกัดขาดทลุไป ยังไม่มีใครซ่อมแซมเตรยินที่ในกระบอกสูบนั้น หนูเข้าไปทำรัง กัดไม้แลหนังลูกสูบเสียหมด จะถอดออกดูก็ไม่ออก เหล็กควงเปนสนิมติดกันไปหมด การรักษาของไม่ดี ไม่มีใครเอาใจใส่นี้ ก็เปนธรรมเนียมของข้าราชการเมืองไทยอยู่แล้ว วันนั้น วังหน้าท่านอวดก้อไป ท่านว่าสูบอย่างเช่นเอาไปนั้น   เปนสูบอย่างเก่า เขาไม่ใช้แล้ว เขาจึงขายเสียแก่คนโง่ๆ สูบอย่างใหม่ของท่านมีอยู่ เล็กกว่านี้อีก แต่แรงกว่าอย่างนี้สองเท่าสามเท่า ห่อหนังนั้นก็ไม่ได้เย็บด้วยด้านแลป่าน ตรึงด้วยหมุดทองเหลืองแน่นหนาดี แต่อวดก็อวดไป วันนั้นก็ไม่เอามาใช้ เสียดายอยู่ฤาอย่างไรไม่ทราบ การที่ท่านทูตานุทูตได้ไปอยู่กรุงลอนดอนครั้งนี้ ก็เปนช่องที่จะได้หาของดี ๆ ขอท่านจงเอาใจใส่หาสูบอย่างใหม่ แลเครื่องมือดับไฟอย่างไรดี ๆ ที่ควรพอกำลังไทยจะใช้ได้ จะรักษาได้นั้นมาให้ข้าพเจ้า เปนกำลังไว้สำหรับดับเพลิงสักสำรับหนึ่งฤาสองสำรับ ข้าพเจ้าจะดีใจมาก แต่อย่าตื่นเครื่องจักรฟืนจักรไฟไปกลัวจะเกินวาศนาไทยจะใช้ จะเปนแต่เครื่องพ้อออไป เสียเงินเปล่า ๆ คิดเอาแต่ที่ไทยจะใช้ได้ แลเปนของไม่สู้โตใหญ่ พอเอาลากฤายกไปตามถนนเล็ก ๆ เมืองนี้ได้ ไม่คับถนนขัดทางบกแลเรือ”

                ตกลงคณะทูตจะหาเครื่องสูบน้ำดับเพลิงกลับมาถวายสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้สำเร็จหรือไม่นั้น ผู้เขียนเองไม่ทราบดี แต่เรื่องไฟไหม้นี้ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ในรัชกาลของสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จนในที่สุดถึงกับต้องมีประกาศกำหนดโทษผู้ร้ายทิ้งไฟ เมื่อวันอาทิตย์ เดือนยี่ ขึ้น 8 ค่ำ ปีมะเมีย ว่า

                “มีพระบรมราชโองการ มารพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ให้ประกาศให้รู้ทั่วกันทั้งพระนครว่า ผู้ร้ายลอบวางไฟเพื่อจะให้ไหม้บ้านเรือน ย่อมมีโทษมากกว่าผู้ร้ายอื่นๆ โดยความพระอัยการ ก็เพราะว่าของหลวงคือยุ้งฉางคลังไว้สิ่งของโรงรองงานเรือนสำหรับรับแขกเมือง โรงเรือหลวง พระอาราม แลอื่น ๆ ย้อมมีอยู่แทบทุกแห่งทุกทิศทุกทาง ถ้าเกิดเพลิงขึ้นแล้ว ของหลวงนั้น ๆ ก็ไหม้เสียไปด้วย ผู้จุดไฟขึ้นนั้นชื่อว่า ประทุษร้ายต่อพระเจ้าแผ่นดิน แลว่าโดยยุติธรรมเล่า ถ้าไหม้บ้านข้าราชการแลบ้านราษฎร เจ้าของบ้านเรือนเสียทรัพย์สิ่งของเปนอันมาก ลางคนหนีเพลิงไม่พ้น ตายในเพลิงก็มี ฤาชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง เพลิงมิได้ไหม้ก็พลอยเสียทรัพย์สิ่งของไป ด้วยแตกตื่นด่วนขนของกระจัดกระจาย เสียแลหายเปนอันมาก

                แต่ว่าแต่ก่อนนั้น เมื่อมีผู้ลอบวางไฟทิ้ง มีผู้จับได้มา ฤาชำระได้ความเปนสัตย์แล้ว บางทีต้องรับพระราชอาญาเฆี่ยนต้องตัดมือบ้าง เปนแต่จำคุกไว้บ้าง เปนแต่ตัดสินไว้ว่าโทษถึงตายบ้าง แล้วก็เลยไปหาได้ประหารชีวิตไม่ บัดนี้ให้มีประกาศไว้แม่นยำว่า แต่นี้สืบไปเมื่อหน้า ถ้าผู้ใดจับตัวผู้ร้ายลอบวางไฟทิ้งเช่นนั้นได้ จะพระราชทานรางวัลเปนอันมากให้แก่ผู้จับแต่ตัวอ้ายผู้ร้ายลอบวางไฟทิ้งนั้น จะให้ประหารชีวิตเสีเปนแน่ทีเดียว ไม่ไว้ชีวิตเลย ถ้าทาสของผู้ใดลอบวางไฟทิ้งที่เรือนนั้นก็ดี เรือนอื่นก็ดี นายเงินจับตัวทาสมาส่งโดยสุจริต ชำระความได้เปนสัตย์ แลนายเงินไม่เปนใจด้วยทาส จะโปรดพระราชทานเงินหลวงใช้ตัวค่าทาสนั้น ให้แก่นายเงินตามมากแลน้อย”

                ผู้เขียนจำได้ว่า เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีทั้งคนจีนและคนไทยนิยมวางเพลิงเผาตลาดและอาคารห้องแถว เพื่อจะได้เงินค่าประกันไฟ การกระทำของคนเหล่านี้ก่อความลำบากยากเข็ญต่อผู้อื่นเป็นอย่างมาก ทางรัฐบาลก็จนใจไม่ทราบจะป้องกันหรือแก้ไขอย่างไร ลงท้ายท่านจอมพลต้องใช้ระบบความเด็ดขาด คล้ายคลึงกับประกาศโทษของสมเด็จพระจอมเกล้าฯ นี้คือจับตัวผู้วางเพลิงมาได้ ไต่ถามสอบสวนชำระความ แล้วก็ยิงเป้าเสียกลางตลาด ต่อหน้าประชาชนทั้งหลายเดี๋ยวนั้นเลย

                หลังจากสำเร็จโทษด้วยปืนกลแบบนี้ไปไม่กี่คน การลอบวางเพลิงก็ยุติลง ไม่มีใครกล้าทำบาปคดโกงแบบนี้อีก เพราะต่างเกรงว่า แทนที่จะได้เงินจากบริษัทประกันภัย อาจจะได้ลูกปืนเต็มอกแทน