Get Adobe Flash player

เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงต้องอุบัติเหตุพระราชรถคว่ำ (ต่อ) โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

(ความเดิมตอนที่แล้ว)

                แต่ลูกสี่คนที่ตกลงมาด้วยกันนั้น ชายจุฬาลงกรณ์ศีร์ษะแตกสามแห่งแต่น้อย ลางแห่งฟกบวมบ้าง ยิ่งเยาวลักษณ์เท้าเคล็ดห้อยยืนในเวลานั้นไม่ได้ ขัดยอกที่สันหลังด้วย แต่มีแผลเล็กน้อย โสมาวดีก็มีแผลบ้าง หลังบวมแห่งหนึ่ง

แต่ทักษิณชาป่วยมาก จะเป็นเพราะอะไรทับก็สังเกตไม่ได้ หลังเท้าขวาฉีกยับเยิน โลหิตตกมากทีเดียว ขณะนั้นลูกก็ร้องไห้วุ่นทั้งสี่คน แต่เดชะบุญคุณเทวดาช่วย ม้าก็หยุดไม่วิ่งไป คนวิ่งตามช่วยยกรถที่ล่มขึ้นได้ ข้าก็ลุกขึ้นวิ่งมาได้ในขณะนั้น ลูกสี่คนก็มีคนมาอุ้มขึ้นได้ แต่ทักษิณชานั้นอาการน่ากลัวมาก โลหิตไหลไม่หยุด สักชั่วทุ่มหนึ่งต้องแก้ไข แต่หมอว่ากระดูกไม่แตก เปนแต่เนื้อแหลกเหลวไป ในกลางคืนวันนั้นให้ชักให้กระตุกตัวสั่นไป แต่แก้ไขมาก็ค่อยยังชั่วขึ้น แต่ยิ่งเยาวลักษณ์ครั้นเอาน้ำมันนวดก็หายแล้ว โสมาวดีอาเจียรออกมาในเวลากลางคืน เปนแต่เสมหะไม่มีโลหิต ให้กินยาก็หายเปนปรกติแล้ว ชายจุฬาลงกรณ์เปนแต่หัวแตกสามแห่งแผลเล็ก ๆ แต่ตัวข้านั้น ป่วยบ้างที่ตคากขวาบวมช้ำห่อโลหิตแห่งหนึ่ง ชายโครงขวายอกเสียดช้ำไปแห่งหนึ่ง แต่แขนซ้ายชายสบักซ้ายข้างลงดิน เปนแผลช้ำบ้างถลอกบ้างหลายแห่ง แต่มีแผลใหญ่สองแผลช้ำมาก เดี๋ยวนี้เปนบุพโพขาวค่นไหล แต่ค่อยยังชั่วแล้วไม่เปนอะไร ในเหตุอันนี้ ข้ากลัวคนจะตื่นไปต่าง ๆ ก็ไม่ได้บอกป่วย ออกมาตามเวลาเสมอทุกวัน แลให้มีงารทำบุญสวดมนต์เลี้ยงพระสงฆ์หล่อพระพุทธรูป มีละคอน ข้าก็ฟังสวดมนต์ ไปเลี้ยงพระสงฆ์แลดูละคอนตามปรกติ ไม่ได้บอกป่วย แผลหลายแผลก็ใส่เสื้อซ่อนเสีย หน้าตาแลหัวดีอยู่แล้ว แลเดิรได้อยู่แล้ว ก็ไม่เป็นไรดอก”

                ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ทรงมี ANALYTICAL MIND แบบ GENIUS จริง ๆ ทรงวินิจฉัยข้อมูลต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน คิดกลับไปแต่แรกเริ่มว่าตามทางที่เสด็จไปนี้นมีแต่เลี้ยวขวาไม่มีเลี้ยวซ้าย เพราะฉะนั้นจึงมิได้ทรงใช้บังเหียนข้างซ้ายเท่าไร เลยไม่ทรงทราบ แต่เมื่อม้าวิ่งกระโชกหนักเข้า มีความจำเป็นจะต้องดึงทั้งสองสาย บังเหียนจึงขาดและหลุด เพราะเหตุใดสายข้างขวาจึงขาดก่อน ผู้เขียนก็ไม่เข้าใจ แต่เมื่อขาดข้างหนึ่งแล้ว พอทรงดึงอีกข้าง ก็หลุดออกมาหมดเลย เมื่อไม่มีสายบังคับม้าก็วิ่งตามสบาย เหมือนรถยนต์ที่พวกมาลัยหัก สักประเดี๋ยวราชรถก็แล่นออกนอกทางชนต้นไม้ ปีนขึ้นแท่นอิฐแล้วพลิกคว่ำ

                ระหว่างที่อุบัติเหตุเกิดขึ้นนี้ ทรงมีพระสติที่มั่นคงแน่วแน่ เพราะสามารถรู้พระองค์อยู่ตลอดเวลา จึงป้องกันมิให้รถนั้นทับจนเป็นอันตรายได้ ส่วนเจ้าฟ้าหญิงและชายสี่องค์นั้นก็ได้รับบาดแผลฟกช้ำดำเขียวไปตาม ๆ กัน องค์ที่บาดเจ็บมากที่สุดคือเจ้าฟ้าทักษิณชา ซึ่งเป็นแผลที่พระบาทขวาโลหิตไหลไม่หยุด เส้นเลือดใหญ่แบบ ARTERY คงจะขาด ในสมัยโบราณไม่รู้วิธีกดเส้นเลือดกัน โลหิตจึงไหลอยู่นาน จนกว่าเส้น ARTERY นั้นจะขดตัวหรือมีเลือดแข็งมาอุดปากแผลได้ ความจริงหมอแผนโบราณนี่เก่งไม่หยอก ไม่มีเครื่อง X-RAY ถ่ายก็ยังบอกได้ว่ากระดูกไม่หัก ส่วนเวลากลางคืน เกิดชักกระตุกตัวสั่นไปนั้น ผู้เขียนซึ่งเป็นหมอสมัยใหม่เองก็นึกไม่ออกว่าเพราะเหตุใด หากเสียโลหิตมาก ความดันโลหิตต่ำ เข้าใกล้ภาวะ SHOCK ก็มักจะอ่อนเพลียหมดแรงนอนนิ่ง หากมีเชื้อโรคเข้าแผลก็อาจเกิดข้าจับสั่นขึ้นได้ แต่อาการชักกระตุกนั้นตรงกับที่ฝรั่งเรียกว่า CONVULSION ซึ่งจะต้องวินิจฉัยว่า เป็นเพราะพระเศียรกระทบกระเทือนจากการกระแทกกับราชรถหรือพื้นดิน จนมันสมองฟกช้ำหรือมีเส้นโลหิตแตก จึงมีภาวะ SEIZURE หรือ CONVULSION เกิดขึ้นได้ ในสมัยโบราณไม่มีการผ่าตัดสูบเลือดที่คั่งในสมองออก ผู้ใดสมองช้ำหรือมีเส้นโลหิตแตก ก็ได้แต่พักผ่อน ไม่หายก็ตาย แต่เคราะห์ดีที่หมอแผนโบราณรักษาเก่ง พระอาการจึงดีขึ้น และในที่สุดก็คงพ้นภัย

อ่านต่อฉบับหน้า