Get Adobe Flash player

เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงต้องอุบัติเหตุพระราชรถคว่ำ (ต่อ)โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

(ความเดิมตอนที่แล้ว)

                ส่วนเวลากลางคืน เกิดชักกระตุกตัวสั่นไปนั้น ผู้เขียนซึ่งเป็นหมอสมัยใหม่เองก็นึกไม่ออกว่าเพราะเหตุใด หากเสียโลหิตมาก ความดันโลหิตต่ำ เข้าใกล้ภาวะ SHOCK ก็มักจะอ่อนเพลียหมดแรงนอนนิ่ง หากมีเชื้อโรคเข้าแผลก็อาจเกิดข้าจับสั่นขึ้นได้ แต่อาการชักกระตุกนั้นตรงกับที่ฝรั่งเรียกว่า CONVULSION ซึ่งจะต้องวินิจฉัยว่า เป็นเพราะพระเศียรกระทบกระเทือนจากการกระแทกกับราชรถหรือพื้นดิน จนมันสมองฟกช้ำหรือมีเส้นโลหิตแตก จึงมีภาวะ SEIZURE หรือ CONVULSION เกิดขึ้นได้ ในสมัยโบราณไม่มีการผ่าตัดสูบเลือดที่คั่งในสมองออก ผู้ใดสมองช้ำหรือมีเส้นโลหิตแตก ก็ได้แต่พักผ่อน ไม่หายก็ตาย แต่เคราะห์ดีที่หมอแผนโบราณรักษาเก่ง พระอาการจึงดีขึ้น และในที่สุดก็คงพ้นภัย

                การอาเจียรของเจ้าฟ้าหญิงโสมาวดีนั้นเป็นแบบไม่มีโลหิตเจือปนอยู่ตามที่สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสังเกตไว้ด้วยพระปรีชาสามารถ เพราะหากอาเจียรมีโลหิตปนอยู่ด้วยก็แปลว่า กระเพาะอาหารฟกช้ำหรือแตกขาด ส่วนอาเจียรแบบไม่มีโลหิตนั้น เกิดขึ้นเพราะสมองกระทบกระเทือน แบบที่เรียกกันว่า CEREBRAL CONCUSSION สมองบวม ความดันในสมองสูงขึ้น ทำให้ปวดศีรษะและอาเจียน

                องค์พระเจ้าแผ่นดินเองนั้น ทรงมีบาดแผลใหญ่สองแห่งที่คงจะเปื้อนดิน และมิได้รับการล้างให้สะอาด จึงเกิดเชื้อโรคเข้าแผลจนเป็นหนองไหลออกมา ดังที่ทรงกล่าวว่า “แต่มีแผลใหญ่สองแผลช้ำมาก เดี๋ยวนี้เปนบุดโพขาวค่นไหล” ความจริงแผลที่มีเชื้อโรคเข้าและอักเสบจนน้ำหนองไหลนี้ เป็นอันตรายยิ่งนัก เพราะในสมัยนั้นไม่มียาปฏิชีวนะสำหรับฆ่า BACTERIA ตัวเชื้อโรคสามารถออกลูกออกหลานและแผ่กระจายไปสู่ส่วนอื่นของร่างกายจนเป็นอันตรายต่อพระชีพได้ แต่เคราะห์ดีที่ยังมีบุญญาภินิหารแรงกล้า และมีสุขภาพความต้านทานดียิ่ง จึงทรงสามารถรักษาแผลให้หายได้ โดยไม่ต้องใช้ ANTIBIOTIC  เช่น PENICILLIN  หรือ ERYTHROMYCIN มาช่วยฆ่าเชื้อโรค

                เกี่ยวกับเรื่องบุญและกรรมของมนุษย์แต่ละคนนี้ สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงพิจารณาหลังจากอุบัติเหตุนี้ต่อไปว่า แม้แต่พระเจ้าแผ่นดินก็มีทั้งบุญและกรรมติดตามพระองค์อยู่เสมอ ในกรณีนี้ บุญที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้มีอำนาจเหนือกรรม จึงทำให้ทรงรอดพ้นอันตรายมาได้ ทรงกล่าวต่อไปว่า

                “ตัวข้านี้คนรักเท่าผืนหนังคนชังเท่าผืนเสื่อก็ดี ถึงจะไม่สู้มีใครรักก็คงมีคนรักบ้าง เหมือนท่านผู้อื่น ลางบางทีว่าคนรักมากแล้วก็มีคนชังบ้างเหมือนกันฉันใด เมื่อจะว่าในการที่ไม่เปนวิสัยมนุษย์แล้ว ถึงผีสางเทวดาที่ชังขาก็จะมีรักข้าก็จะมีกระมัง ฤาใครมีบุญแล้วก็จะไม่มีแต่บุญไปทีเดียว จะมีบาปบ้าง ใครชตาราษีดีแล้วก็จะมีที่ร้ายบ้าง จึงได้เปนเจ้าแผ่นดิน อยู่ให้คนนั่งแช่งนอนแช่งมาหลายปี จนคนที่แช่งตายไปก่อนก็จะมี หัวล้านไปก่อนก็จะมี จะว่ามีเหตุทั้งนี้เพราะบุญท่านผู้อื่นทับ ผีสางเทวดาของท่านผู้อื่นมาตัดบังเหียนม้าเสีย บุญของข้าก็ยังโต้อยู่ ผีสางเทวดาที่ยังรักข้าอยู่ก็ช่วยข้า ม้าจึงไม่วิ่งไป รถจึงไม่ได้ทับข้าแลลูกข้าให้เป็นอันตราย ฤาเจ็บมากจนเสียราชการ ข้าจึงขอบใจเทวดาที่ช่วยข้าหนักหนา ได้ตั้งการสังเวยแลทำบุญบูชา มีละคอนฉลอง เหตุนี้บังเกิดมีก็ไม่เปนอันตรายอะไรแก่ข้านัก ข้าคิดว่าชรอยเทวดาจะบันดาลพอให้เปนเหตุให้ได้เหนใจคนต่าง ๆ ใครจะซื่อตรงฤาลอกแลกคิดลึก ๆ ด้นอย่างไรก็ได้รู้จักครั้งนี้ ให้เหนใจขาวใจดำใจขลาดใจกล้าต่าง ๆ ข้าขอบใจเทวดาอารักษ์หนักหนาทีเดียว”

                จากนั้นไม่นาน ก็มีพระราชหัตถเลขาอีกฉบับหนึ่งถึงเจ้าหมื่นสรรเพธภักดี ทรงกล่าวว่าเป็นไข้หวัด ครั่นเนื้อครั่นตัวปวดพระเศียร และเจ็บแผลระบม ผู้เขียนพิจารณาพระอาการต่างๆ  ที่ทรงเล่าในจดหมายนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นไข้หวัดหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่แผลใหญ่สองแผลจนเป็นหนองข้นไหลออกมานั้นจะเริ่มแผ่กระจายไปสู่ส่วนอื่นของร่างกาย พระราชหัตถเลขาฉบับนี้เริ่มต้นว่า

(อ่านต่อฉบับหน้า)