Get Adobe Flash player

เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงต้องอุบัติเหตุพระราชรถคว่ำ (จบ)โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

(ความเดิมตอนที่แล้ว)

                “ตัวข้านี้คนรักเท่าผืนหนังคนชังเท่าผืนเสื่อก็ดี ถึงจะไม่สู้มีใครรักก็คงมีคนรักบ้าง เหมือนท่านผู้อื่น ลางบางทีว่าคนรักมากแล้วก็มีคนชังบ้างเหมือนกันฉันใด เมื่อจะว่าในการที่ไม่เปนวิสัยมนุษย์แล้ว ถึงผีสางเทวดาที่ชังขาก็จะมีรักข้าก็จะมีกระมัง ฤาใครมีบุญแล้วก็จะไม่มีแต่บุญไปทีเดียว จะมีบาปบ้าง ใครชตาราษีดีแล้วก็จะมีที่ร้ายบ้าง จึงได้เปนเจ้าแผ่นดิน อยู่ให้คนนั่งแช่งนอนแช่งมาหลายปี จนคนที่แช่งตายไปก่อนก็จะมี หัวล้านไปก่อนก็จะมี จะว่ามีเหตุทั้งนี้เพราะบุญท่านผู้อื่นทับ ผีสางเทวดาของท่านผู้อื่นมาตัดบังเหียนม้าเสีย บุญของข้าก็ยังโต้อยู่ ผีสางเทวดาที่ยังรักข้าอยู่ก็ช่วยข้า ม้าจึงไม่วิ่งไป รถจึงไม่ได้ทับข้าแลลูกข้าให้เป็นอันตราย ฤาเจ็บมากจนเสียราชการ ข้าจึงขอบใจเทวดาที่ช่วยข้าหนักหนา ได้ตั้งการสังเวยแลทำบุญบูชา มีละคอนฉลอง เหตุนี้บังเกิดมีก็ไม่เปนอันตรายอะไรแก่ข้านัก ข้าคิดว่าชรอยเทวดาจะบันดาลพอให้เปนเหตุให้ได้เหนใจคนต่าง ๆ ใครจะซื่อตรงฤาลอกแลกคิดลึก ๆ ด้นอย่างไรก็ได้รู้จักครั้งนี้ ให้เหนใจขาวใจดำใจขลาดใจกล้าต่าง ๆ ข้าขอบใจเทวดาอารักษ์หนักหนาทีเดียว”

                จากนั้นไม่นาน ก็มีพระราชหัตถเลขาอีกฉบับหนึ่งถึงเจ้าหมื่นสรรเพธภักดี ทรงกล่าวว่าเป็นไข้หวัด ครั่นเนื้อครั่นตัวปวดพระเศียร และเจ็บแผลระบม ผู้เขียนพิจารณาพระอาการต่างๆ  ที่ทรงเล่าในจดหมายนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นไข้หวัดหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่แผลใหญ่สองแผลจนเป็นหนองข้นไหลออกมานั้นจะเริ่มแผ่กระจายไปสู่ส่วนอื่นของร่างกาย พระราชหัตถเลขาฉบับนี้เริ่มต้นว่า

                “พ่อเพง ข้าเองตั้งแต่วันศุกร์เดือน 10 แรม 1 ค่ำ ป่วยเปนไข้หวัดลง ครั้นวันแรม 2 ค่ำ กลางคืนให้ครั่นตัวมากขึ้นปวดศีรษะจับหนาว ๆ ร้อน ๆ ครั้งวันอาทิตย์วันจันทร์ แรม 3 ค่ำ 4 ค่ำ เดือน 10 ให้จับเชื่อมมัวทั้งกลางวันกลางคืน ไม่ใคร่จะได้ตื่นปรกติอยู่ แผลเจ็บที่ชายโครงขวาลูกตกทับเมื่อรถถล่มนั้น พลอยกำเริบเพราะไข้เส้นเจือพิษ ให้รบมมากกว่าเป็นไข้หวัดก่อน ๆ พี่น้องเจ้านายแลท่านขุนนางท่านตกใจ สงไสยว่าจะเปนเพราะเจ็บช้ำวันนั้น คุณศรีสุริยวงศ์คิดจะให้กินยาถ่ายแบบแรง ๆ ปัดโลหิตภายใจ แต่ข้ากลัวอยู่ จะถูกยาร้อนในกำลังพิษไข้เจืออยู่ ข้ายังไม่ยอมกิน กรมหลวงสรรพศิลปให้กินยาหอมิวปาชีบ่อย ๆ นัก ปิดอุจาระไปสองวัน คือวันจันทร์ วันอังคาร แรมสี่ค่ำห้าค่ำเดือนสิบ ให้เสียดแดกข้างจำระมากนัก หมอคิดจะให้ฉีดน้ำชักอุจาระ แต่ข้าไม่ยอม ไม่เคยเอาอะไรใส่ทางทวาร ข้าก็กินยา หอลอเว หลายเมดแล้วก็ไม่ออก ข้าจึงเอาดีเกลือละลายน้ำกินกับน้ำชาเข้าไปหลายถ้วย ต่อวันพุธ เดือน 10 แรม 5 ค่ำ เวลาเที่ยง จึ่งเซาะเดิรออกมาได้ อาการทั้งปวงก็คลายหายหมด วันพฤศหัสบดี เดือน 10 แรม 7 ค่ำ ข้าก็ออกข้างหน้าเวลากลางวัน ขุนนางเจ้านายตื่นกันเข้ามาเฝ้าเหมือนวันถือน้ำ เวลาค่ำข้าก็ออกโดยปรกติ เปนว่าหายแล้ว แต่ชายโครงยังเจ็บเสียดอยู่เล็กน้อย เหนจะเปนแต่เส้นเคล็ดไม่ช้ำถึงกระดูกดอก เพราะมมีบวมแลช้ำดำแดงอะไรเลย จะเปนเส้นเคล็ดขัดเท่านั้น จะประคบแลรีดน้ำมันก็จะหายไปดอก พ่อเพงอย่าวิตกเลย ทักษินชาลูกข้าก็ค่อยยังชั่วแล้ว แต่ยังเดิรไม่ได้ กับบางเวลาข้างเท้าแลข้างดีอยู่นั้นสั่นระทกไป เขาว่เปนเพราะเทพจรไม่เสมอกันทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งเจ็บเปนแผลใหญ่อยู่ เทพจรเดินไม่สดวก จึงกลับมาลงเดิรข้างหนึ่งแรงไปกว่าข้างหนึ่ง การก็จะไม่เปนอะไรดอก เมื่อแผลหายแล้วอาการก็เปนปรกติ”

                การทรงพระประชวรครั้งหลังนี้ ผู้เขียนค่อนข้างจะแน่ใจว่ามิได้ทรงเป็นหวัด เพราะไม่กล่าวว่าจ็บพระศอ คัดพระนาสิก มีน้ำมูกหรืออาการไอ สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นบุคคลที่อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างละเอียด หากมีพระอการเหล่านี้ก็จะกล่าวถึงเป็นแน่ แต่ในการประชวรครั้งนี้ ทรงบอกแต่ว่ามีไข้ขึ้น ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดพระเศียร เจ็บแผลระบบเพราะไข้เจือเส้นพิษ และไม่ถ่ายอุจจาระ ทั้งนี้เป็นเพราะตัว Bacteria เชื้อโรคที่เข้าสู่บาดแผลใหญ่สองแห่งจนเกิดเป็นหนองขึ้นนั้น กำลังแผ่กระจายไปสู่ส่วนอื่นของร่างกาย ความจริงพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ ฉลาดเฉลียวรู้ดีกว่าผุ้อื่น หากยอมเสวยยาถ่ายแรง ๆ ที่ท่านเจ้าคุณศรีสุริยวงศ์แนะมา หรือยอมให้ฉีดน้ำชักอุจจาระเข้าทางพระทวารแบบที่สมัยนี้เรียกกันว่า Enema ก็จะไม่มีผลประโยชน์อะไรเลย ซ้ำจะทำให้อ่อนเพลียแรงลดน้อยลงไปอีก การที่ทรงรักษาพระองค์เองโดยผสมน้ำดีเกลือกับน้ำชาดื่มวันละหลายถ้วย และพักผ่อน ปล่อยให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อสู้กับเหล่าเชื้อโรคทั้งหลาย มีผลให้ทรงชนะโรคภัยและหายขาดจากการประชวรได้ในที่สุด

                ส่วนเจ้าฟ้าทักษิณชานั้นเข้าใจว่าสมองจะกระทบกระเทือนหรือมีเส้นโลหิตในมันสมองแตก จึงเป็นอัมพาตหรือ Paralysis เดินไม่ได้ ส่วนอาการชักกระตุกที่ขาและเท้าข้างหนึ่งนั้น เรียกว่า Focal Seizure ซึ่งมีสาเหตุมาจากความบอบช้ำของสมองส่วนที่บังคับกล้ามเนื้อในขานั้น พระอาการต่าง ๆ ของเจ้าฟ้าทักษิณชานี้ ไม่มีวิธีรักษาอย่างใดในสมัยโบราณ นอกจากพักผ่อน เมื่อวันเวลาผ่านไปก็จะกระเตื้องขึ้นทุกที หรือไม่ก็ทรุดลงจนสิ้นชีวิตไป ในกรณีของเจ้าฟ้าทักษิณชานี้ ผู้เขียนไม่ทราบว่าพระอาการภายหลังเป็นอย่างไร เพราะได้พยายามสืบตรวจในพระลายลักษณ์อักษรฉบับหลัง ๆ ที่มีถึงเจ้าหมื่นสรรเพธภักดี ก็ไม่ปรากฎว่าทรงกล่าวถึงอีก

                เหตุการณ์เรื่องพระราชรถคว่ำ อุบัติเหตุอันร้ายแรงของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าฟ้าทั้งสี่องค์จึงจบลงเพียงเท่านี้