Get Adobe Flash player

หมอชีค นักบุญมิชชันนารีอเมริกัน โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว บริษัทบอร์เนียวนั้น ความจริงก็มีความพอใจในผลงานของฝรั่งทั้งสองคนนี้มาก แต่ก็มีข้อข้องใจที่คุณหมอชีคนี้ ดูท่านจะใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเหลือเกิน เมื่อตรวจบัญชีเปรียบเทียบจำนวนเงินที่หมอชีคเบิกจากบริษัทบอร์เนียวกับราย จ่ายต่าง ๆ ก็ยังปรากฎว่าท่านเบิกเกินไปถึง 253,353 บาท และไม่สามารถบอกได้ว่าเอาไปใช้ทำอะไร เงินสองแสนห้าหมื่นบาทสมัยนั้น ก็มีค่าเท่ากับหลายสิบล้านสมัยนี้ ทางบริษัทบอร์เนียวจึงทำสัญญาขึ้นใหม่กับหมอชีคตกลงว่าจะจ่ายเงินให้เพียงปี ละ 2,000 ปอนด์เท่านั้น และขอให้หมอชีคคืนเงินสองแสนห้าหมื่นให้แก่บริษัทเสีย ทางบริษัทบอร์เนียวก็จะไม่ทำการฟ้องร้องอะไร

                ในแผ่นดินของรัชกาลที่ห้านั้น เจ้าครองเมืองเหนือต่าง ๆ เช่น เชียงใหม่ ลำปาง และแพร่ มีนักมวยและสาวงามฟ้อนรำไว้ประดับวาสนา ในวังเจ้าทั้งหลายนั้น มีงานรื่นเริงอยู่เสมอ แข่งฟ้อนรำ และแข่งมวยกันระหว่างคณะละคร และคณะมวยจากถิ่นต่าง ๆ ฝรั่งที่มีอำนาจวาสนาเช่น นายหลุย ลิโอโนเวนส์และหมอชีค ก็ต้องมีคณะมวยและนักฟ้อนของตนไว้ด้วย เพื่อคบค้าสมาคมกับเจ้านายฝ่ายสยามได้โดยไม่น้อยหน้า นอกจากแข่งฟ้อนรำและต่อยมวยแล้ว ยังนิยมเล่นการพนันกันในเขตวัง ซึ่งในกรณีนี้ บริษัทบอร์เนียวออกเงินให้ฝรั่งเล่นอย่างไม่อั้น ถ้านายหลุยหรือหมอชีคเล่นเสียทางบริษัทก็จะชดใช้เงินให้ทุกบาททุกสตางค์

                สมบัติที่เลื่องลือที่สุดของหมอชีค มิใช่เงินทองบ้านช่องหรือคณะนักมวย หากเป็นฮาเร็มเก็บหญิงไทยที่ท่านนักบุญมิชชันนารีอเมริกันนี้ได้สะสมไว้ เป็นที่เลื่องลือกันในเมืองเชียงใหม่ว่า หมอชีคชอบซื้อลูกสาวชาวบ้านชาวนามาทำเมีย โดยแลกเปลี่ยนเด็กผู้หญิงกับควาย 2-3 ตัว เอามาเลี้ยงไว้ในเขตบ้านของท่าน ให้เสื้อผ้าอาหารการกินเป็นอย่างดี และมีเงินใช้กันทุกคน ฮาเร็มของหมอชีคนี้ ตั้งอยู่หลังวัดไทยแห่งหนึ่ง นักประวัติศาสตร์อังกฤษ ชื่อ W.S. Bristowe บันทึกไว้ว่า หมอชีคเก็บเด็กสาวไว้ประมาณ 20 กว่าคน มีชื่อว่า อ้อน ลวง นัน ม้อย ตุ้ย เจียน หวน คุ้ม และโนจา เป็นต้น โนจานั้น หมอชีคให้เกียรติเป็นเมียคนสำคัญ เพราะได้มาจากเจ้าชาวเหนือคนหนึ่ง เป็นรางวัลในการรักษาโรคสำเร็จ โนจานี้ ภายหลังเป็นปัญหามากเพราะขี้หึงและชอบใช้อำนาจกับเมียน้อยทั้งหลาย จนในที่สุดหมอชีคต้องส่งกลับบ้าน และมอบเงินให้เป็นค่าทดแทนถึง 2 หมื่นรูปี

                ความคลั่งในกามอารมณ์ของหมอชีคนักบุญคริสตศาสนาและนายหลุยเพื่อนคู่หูของเขานี้ เป็นที่ทราบดีในสังคมชั้นสูงของเชียงใหม่ ถึงกับมีเพลงล้อเลียนแต่งโดยนายแพ่ง วณิสร ลูกชายพระยาเทพ ซึ่งนิยมร้องกันทั่วไป เพราะเป็นที่รู้กันว่า ฝรั่งร่างยักษ์สองคนนี้ ชอบขึ้นคร่อมสมสู่หญิงไทยพร้อมกัน โดยจะเรียกผู้หญิงขึ้นไปบนห้องนอนทีละสองคน แต่จะร่วมกันสมสู่ทีละคนเดียวและปล่อยให้สาวชาวเหนืออีกผู้หนึ่งนั่งดู เมื่อเสร็จกับคนหนึ่งแล้ว จึงร่วมกันรุมปลุกปล้ำอีกคนหนึ่งต่อไป ความสนุกสนานนี้ มักติดต่อกันนานยืดยาวถึงสองคืน และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นลงแล้ว หญิงสาวทั้งหลายก็จะได้รับรางวัลเป็นเสื้อผ้าเงินทอง

                นักเขียนอังกฤษ นาย W.S. Bristowe ได้แปลเพลงพื้นเมืองไว้ดังนี้

“DOCTOR CHITT AND MISSA LOUIS

SLEEPING WITH TWO GIRLS

TWO NIGHTS FOR FIFTEEN RUPEES

MISS LUANG IS ON THE BED

MISS ON IS WAITING

HURRY UP AND FINISH, DOCTOR

DOCTOR CHITT AND MISSA LOUIS

SLEEPING WITH TWO GIRLS

TWO NIGHTS FOR FIFTEEN RUPEES

MISS KUM ASKED FOR SILVER

MISS HUAN ASKED FOR CLOTH

 MISS NOJA ASKED FOR AN ELEPHANT

HURRY UP AND FINISH, DOCTOR

                ส่วนซาร่าห์ เมียฝรั่งของหมอชีคนั้น ก็ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับความประพฤติของท่านนักบุญนี้ดี แต่ต้องจำใจไม่พูดจาต่อว่าต่อขานอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุ ลูกชายคนโตถูกปืนลั่นใส่บาดเจ็บสาหัส เธอจึงพาลูก 9 คนที่มีกับหมอชีค เดินทางออกจากเมืองไทย กลับไปอยู่ประเทศอเมริกาโดยลำพัง มิได้พบกับสามีอีกต่อไป

                ตัวหมอชีคเองนั้น เมื่อบริษัทบอร์เนียวจำกัดจำนวนเงินที่จ่ายให้เหลือเพียง 2,000 ปอนด์ต่อปี และยังเรียกร้องให้คืนเงินที่เบิกเกินอีกสองแสนห้าหมื่นบาท ก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก จึงลาออกจากตำแหน่งผู้แทนบริษัทบอร์เนียว และมาทำสัญญากับรัฐบาลสยามแทน โดยมีข้อตกลงว่า รัฐบาลไทยจะให้เงินเขายืมใช้ในการลงทุนเป็นจำนวนแปดแสนบาท คิดดอกเบี้ยเจ็ดเปอร์เซนต์ครึ่งต่อปี หมอชีคได้รับสัมปทานให้ตัดไม้สักค้าขายผลกำไรที่ได้มานั้น แบ่งออกเป็นสามส่วน เป็นของรัฐบาลไทยหนึ่งส่วน และเป็นของหมอชีคเองสองส่วน

                หมอชีคกับนายหลุยจึงกลายเป็นคู่แข่งกัน โดยหมอชีคทำธุรกิจร่วมกับรัฐบาลไทย และนายหลุยทำงานให้บริษัทบอร์เนียวต่อไป ผลปรากฏว่านายหลุยค้าขายเก่งกว่ามาก หมอชีคนั้น เมื่อมีฐานะร่ำรวยใหญ่โตเพราะได้เงินจากรัฐบาลไทยมาอุดหนุน ก็ลืมตัวขยายกิจกรรมเกินความสามารถของตน เรียกน้องชายและน้องสาวมาจากอเมริกาเพื่อช่วยดำเนินงาน สร้างโรงเลื่อยไม้ที่เชียงใหม่ สั่งเครื่องจักรมาจากอเมริกา ซื้อเรือลำใหญ่ชื่อแม่ปิงไว้ประดับเกียรติ ตั้งบริษัทก่อสร้างตึกและสะพาน เมื่อเวลาล่วงมาสองปี หมอชีคก็ไม่มีผลกำไรมาแบ่งให้รัฐบาลไทยเลย ซ้ำเงินแปดแสนบาทที่ขอยืมมาลงทุนนั้น แม้แต่ดอกเบี้ยก็ไม่มีจะจ่ายให้แก่รัฐบาลสยาม

                หมอชีคแก้ตัวกับฝ่ายไทยว่า สองปีที่ผ่านมานี้ฝนไม่ตกแผ่นดินจึงแห้ง ไม้สักที่ตัดไว้ต้องกองทิ้งอยู่ในป่า ไม่สามารถจะลอยลงมาทางใต้ได้ เงินที่ขอยืมมานั้นก็เอาไปลงทุนหมดสิ้น ไม่มีเหลือพอจ่ายค่าดอกเบี้ย ขอให้รัฐบาลสยามใจเย็น ๆ หน่อย เมื่อธุรกิจดีขึ้นเขาจะจ่ายให้ทั้งต้นทุน ดอกเบี้ยและผลกำไร

                ฝ่ายไทยเราชักไม่ค่อยไว้ใจนักบุญอเมริกันผู้นี้ เพราะได้ข่าวว่าระหว่างที่เขาพูดว่าเงินหมดนั้น เขาได้ส่งเงินไปให้ซาร่าห์ภรรยาที่อเมริกาเป็นค่าใช้สอยถึงสามหมื่นห้าพันบาท

                ฝ่ายไทยจึงเร่งรัดให้หมอชีคใช้ดอกเบี้ยให้แก่รัฐบาลไทยตามสัญญา หมอชีคร้อนตัวจึงเจรจาขายซุง 9,000 ต้นให้แก่นายหลุยเพื่อได้เงินสดมาบ้าง และความเก่งคล่องแคล่วของเขานี้ ทำให้สามารถเจรจากับบริษัทฝรั่งจากเมืองแขก ชื่อ Bombay Burmah Trading Corporation ให้จ่ายค่าดอกเบี้ยสองปีแก่รัฐบาลไทย และให้หมอชีคขอยืมเงินบริษัทมาลงทุนอีกสี่แสนบาท โดยหมอชีครับรองว่าจะทดแทนแลกเปลี่ยนด้วยซุงสองหมื่นต้นในปีต่อไป

                ฝ่ายรัฐบาลไทยไม่ยอมรับเงินจากบริษัทบอมเบ-เบอม่า-เทรดดิ้ง เพราะได้ทราบว่าบริษัทนี้มีบทบาทสำคัญในการยุยงให้อังกฤษตีเมืองพม่า จึงเกรงว่า ถ้าอนุญาตให้มาดำเนินกิจการในเมืองไทยร่วมกับหมอชีค ประเทศเราก็จะถูกอังกษยึดเป็นเมืองขึ้นต่อไป

                หมอชีคจึงหันกลับมาทางบริษัทบอร์เนียวอีก รับรองว่าจะตัดไม้ซุงให้สองหมื่นต้น ขอให้บริษัทบอร์เนียวซื้อในราคาสี่แสนกว่าบาท นอกจากนั้นยังติดต่อขอยืมเงินจากพ่อค้าคนจีนชื่อ คิงเส็งลี อีกหกหมื่นสามพันบาท แต่การเจรจาเหล่านี้ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะทางรัฐบาลไทยหมดความไว้วางใจและความเลื่อมใสในตัวหมอชีคแล้ว คิดว่าเป็นคนกะล่อนคดโกงคบไม่ได้ เราจึงแต่งตั้งให้หลวงศรีสมบัติมีอำนาจยึดไม้ซุงของหมอชีคที่ตัดไว้ทั้งหมดมาเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐบาลสยาม เป็นค่าชดใช้เงินต้นขั้วและดอกเบี้ยที่ขอยืมไป สมบัติต่าง ๆ ของหมอชีครวมทั้งช้าง 76 ตัว จึงถูกฝ่ายไทยริบไว้หมด

                หมอชีคต่อสู้รัฐบาลโดยยื่นฟ้องต่อศาล ใช้ทนายความเป็นคนอังกฤษชื่อ E.B. Michell เรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐบาลไทยเป็นเงินถึง 100,456 ปอนด์ ยอมรับว่าเขาติดเงินรัฐบาลไทยอยู่ 76,639 ปอนด์ แต่รัฐบาลไทยใช้พละการยึดไม้ซุงและอุปกรณ์ ทำลายธุรกิจของเขาจนมีผลเสียหายถึง 100,465 ปอนด์ เพราะฉะนั้นรัฐบาลไทยจะต้องใช้จ่ายค่าเสียหายให้แก่เขาเป็นเงินถึง 23,817 ปอนด์ หรือ 190, 536 บาท

                คดีฟ้องร้องนี้ ยึดเยื้อมาเป็นเวลาถึง 8 ปี ผู้ตัดสินความคือ Sir Nicholas Hannen กงสุลใหญ่และผู้พิพากษาสูงสุดของอังกฤษในเขตแดนจีนและญี่ปุ่น ประกาศเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2441  ว่า การที่ท่านนักบุญชีคขอยืมเงินจากรัฐบาลไทยแปดแสนบาทแล้วไม่ยอมใช้ทั้งต้นทุนและดอกเบี้ยนั้น ไม่ถือเป็นความผิดแต่อย่างใด  ส่วนการที่รัฐบาลไทยไปยึดต้นซุงและอุปกรณ์ของหมอชีคโดยพละการนั้น มีผลให้ธุรกิจของหมอชีคผู้น่าสงสารต้องล้มเหลว ฝ่ายไทยจึงผิดหนักหนา กงสุลใหญ่อังกฤษตัดสินให้หมอชีคไม่ต้องใช้เงินแปดแสนบาทที่ยืมมาแม้แต่สตางค์แดงเดียว และบังคับให้รัฐบาลไทยจ่ายค่าเสียหายให้แก่นักบุญชีคเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวน 706,721 บาท ซึ่งสูงกว่าจำนวน 190,536 บาทที่นายชีคฟ้องไว้ถึงสามเท่าครึ่ง รวมความแล้ว สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ต้องเสียเงินให้แก่นักบุญมิชชันนารีอเมริกันนี้ถึงหนึ่งล้านห้าแสนบาทโดยไม่ได้อะไรตอบแทนเลย เราต้องปฏิบัติตามคำประกาศของเซอร์นิโคลัส นี้ทุกประการ เพราะบ้านเมืองเราอ่อนแอกลัวเขาจะมาตีเอาเป็นเมืองขึ้น เงินเจ็ดแสนว่าบาทนี้ เซอร์นิโคลัสมันแอบได้เป็นของตัวเองกี่ส่วน ผู้เขียนไม่ทราบ

                หมอชีคเองไม่ได้มีโอกาสใช้จ่ายเงินเจ็ดแสนงวดหลังนี้ เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพุทธศาสนาดลบันดาลให้ล้มเจ็บตายไปเสียก่อนที่คดีจะสุดสิ้นลง เมื่อท่านนักบุญชีคขึ้นสวรรค์ไปแล้ว นายหลุยก็ได้รับฮาเร็มของเขาเป็นมรดก ปลุกปล้ำผู้หญิงไทยต่อไป แต่คราวนี้ต้องสนุกสนานในกามอารมณ์อยู่แต่ผู้เดียว